แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การขายบ้าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การขายบ้าน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อะไรบ้างที่ควรเช็คให้ดีก่อนขายโครงการบ้านใหม่ ??

       

อะไรบ้างที่ควรเช็คให้ดีก่อนขายโครงการบ้านใหม่ ??


      ปัจจุบันในตลาดการขายบ้านนั้นมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง เพราะเหตุนั้นถ้าคุณเป็นคนที่คิดจะขายบ้าน ไม่ควรมองข้ามสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเพิ่มมูลค่าให้บ้านของเรา และยังทำให้เราสามารถขายออกได้เร็วมากขึ้น โดยเราควรจะดูแลและบำรุงรักษาให้บ้านอยู่ในสภาพเหมือนกับโครงการบ้านใหม่นั้นเอง และนอกจากนี้เจ้าของบ้านบางรายอาจจะจำเป็นต้องจ้างบริษัทนายหน้ามาเพื่อเป็นผู้ช่วย ในการที่เราจะขายบ้าน แต่ก่อนที่จะนำบ้านของเราขายบ้านทอดสู่ตลาดพวกเขาจะต้องเข้ามาสำรวจสภาพบ้านของเราโดยทั่วเสียก่อน และอาจมีการให้ปรับปรุงบางจุดเพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าบ้านเราให้มากขึ้นอย่างเช่น สิ่งที่จะต้องทำต่อไปนี้




ข้อที่ 1. ทำความสะอาดบ้าน
          ความสะอาดนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเราปล่อยให้บ้านรกร้าง หรือเต็มไปด้วยคราบสกปรกและของใช้วางระเกะระกะไปหมดละก็ ทำให้การขายนั้นเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้บ้านของเราดูไม่น่าอยู่แล้ว ยังทำให้บ้านดูแคบอีกด้วย และอาจเป็นเพิ่มภาระให้กับผู้ซื้อ ที่จะต้องทำการจัดการปรับปรุงสภาพบ้านใหม่ ดังนั้นแล้วจึงมีความจำเป็นอย่างมากเลยที่เจ้าของบ้านจะต้องจัดการข้าวของให้เรียบร้อย และทำการรักษาบ้านให้สะอาด โดยอาจจะจ้างคนให้มาทำความสะอาดครั้งใหญ่ หรือถ้าอยากประหยัดงบละก็ค่อย ๆ ลงมือทำด้วยตัวเองไปทีละนิดก็ได้เช่นกันคะ

ข้อที่ 2. จัดกลุ่มเฟอร์นิเจอร์
          เจ้าของบ้านหลาย ๆ คนคงคิดว่าการจัดเฟอร์นิเจอร์ให้ชิดฝาผนังนั้น จะช่วยเพิ่มพื้นที่การใช้ต่างๆ งานให้กับบ้าน และยังลวงตาให้บ้านดูกว้างขวางมากขึ้นอีก แต่ในความเป็นจริงแล้ววิธีนี้อาจจะใช้ไม่ผลนัก เพราะการที่เรานำเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านไปตั้งไว้ชิดกำแพงจะเหมือนไม่มีคนใช้งาน จะทำให้บ้านของเราดูร้าง ไม่มีชีวิตชีวา และไม่ดึงดูดที่จะทำให้ลูกค้าสนใจซื้อ เพราะฉะนั้นเราควรเปลี่ยนจากวิธีดังกล่าวเป็นการนำเฟอร์นิเจอร์ชนิดเดียวกันมาไว้รวมกัน หรือการใช้งานที่คล้ายคลึงกันมารวมไว้ในพื้นที่เดียวกันดีกว่า จะช่วยทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ไม่ร้างจนเกินไป และเป็นสัญลักษณ์ที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นยังพร้อมใช้งานอยู่ด้วยคะ

ข้อที่ 3. ใช้สีพื้นเรียบ ๆ
          ในการเลือกธีมสีให้กับบ้านนั้นควรเป็นสีพื้น ๆ เรียบ ๆ ที่ดูไม่ฉูดฉาดจนเกินไป อาจอย่างเช่น สีขาว สีเบจ สีครีม โดยสีที่กล่าวมานี้นอกจากจะช่วยให้บ้านดูสะอาดตาและพื้นที่กว้างขึ้นแล้ว ยังสะดวกในด้านการตกแต่งและทาสีใหม่ส่วนอื่น ๆอีกด้วย อย่างเช่น ขอบประตู กรอบหน้าต่าง ๆ หรือคานไม้บนเพดานควรใช้สีเข้มนั้นเอง เพื่อช่วยสร้างความโดดเด่นและดูน่าสนใจ โดยอย่าใช้สีฉูดฉาดมากเกินไปกับบ้านที่เราต้องการประกาศขาย เพราะเจ้าของใหม่จะนำไปปรับปรุงตกแต่งได้ยากกว่าเดิม จนไม่อยากซื้อเลยไปเลยก็ได้คะ

ข้อที่ 4. เพิ่มความสว่าง
          บ้านเราถ้าจะให้ดีควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ และต้องมีระบบถ่ายเทอากาศที่ดี ฉะนั้นแล้วนอกจากการตรวจเช็กตำแหน่งของประตูและหน้าต่างแล้ว เรายังควรเช็กตำแหน่งของหลอดไฟด้วยเช่นกัน โดยตำแหน่งที่เหมาะสมและช่วยให้บ้านสว่างมากขึ้นก็คือ บริเวณมุมอับ รอบ ๆ ห้อง และกลางห้องนั้นเอง ในจุดดังกล่าวนั้นควรมีหลอดไฟที่ให้แสงสว่างทั่วถึงคะ

ข้อที่ 5. การตกแต่งผนัง
          บ้านของเรานั้นมักจะมีล่องรอยการ เจาะ ตอก หรือติดแปะของตกแต่งผนังของอุปกรณ์และของตกแต่งต่างๆ โดยเมื่อราเอาอุปกรณ์หรือของตกแต่งเหล่านั้นออกมาแล้วมักจะมีรอยตำหนิปรากฏอยู่ ในส่วนนี้นี่แหละที่จะทำให้ราคาบ้านลดลงไปมาก ดังนั้นก่อนที่เราจะประกาศขายควรตกแต่งผนังห้องของบ้านให้เหมือนเดิมเสียก่อน ทั้งรอยตะปู กาว น็อต เป็นต้น นอกจากเราอาจจะเปลี่ยนตำแหน่งของตกแต่งให้อยู่สูงขึ้น เพื่อดึงดูดสายตาและความสนใจให้ไปที่ภาพมากกว่ารอยตำหนิต่างๆ ที่บริเณหลังห้องของเรา หรือไม่อย่างนั้น ก็ตกแต่งจุดบกพร่องเหล่านั้นเสียใหม่ให้หมด ให้ไม่มีร่องรอยก็ได้เช่นกันคะ

ข้อที่ 6. เพิ่มสีเขียว
          การที่เราจะเพิ่มสีเขียวให้กับบ้านนั้นก็จะมีการปลูกต้นไม้ หรือตกแต่งบ้านด้วยต้นไม้ให้ผลดีกับการขายบ้านมาก ๆ ด้วย เพราะสีสันต่าง ๆ ของต้นไม้ที่เราปลูกนั้นเมื่อนำมาวางไว้ในบ้าน ช่วยให้ผู้ซื้อรู้สึกสบายใจ ผ่อนคลาย และใกล้ชิดกับบ้านมากยิ่งขึ้นด้วย ทั้งนี้ในการตกแต่งก็ไม่ต้องจำเป็นต้องใช้ดอกไม้ราคาแพงมากนั้น เพียงแค่นำดอกไม้ตามฤดูนั้นๆ ปักใส่แจกัน หรือไม่ก็นำไม้พุ่มเล็ก ๆ มาวางไว้ก็น่าจะพอแล้ว แต่ถ้าหากสามารถตกแต่งให้สวนสวยได้ ก็จะช่วยดึงดูดผู้ที่จะซื้อได้มากขึ้น อย่างเช่น ลองปูหญ้าหรือปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาสักหน่อยก็ได้คะ

ข้อที่ 7. จัดห้องให้น่านอน
          ในส่วนของห้องนอนเราควรที่จะเลือกสีอ่อน ๆ เพื่อให้พอเหมาะกับการพักผ่อน หรือเราอาจจะใช้วิธีการเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องนอนแทนก็ได้ ก็อย่างเช่น พวกตู้เสื้อผ้า เตียงนอน โต๊ะ เก้าอี้ เฟอร์นิเจอร์ โดยเราควรเลือกแบบเรียบ ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีลวดลายมากนัก เพราะความชอบของลูกผู้ซื้อนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นเลือกแบบกลาง ๆ เอาไว้ก่อนจะดีกว่า นอกจากนี้ก็อย่าลืมใส่ใจกับการจัดวางและตกแต่งให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน จะได้ดูน่าอยู่และดึงดูดลูผู้ที่จะมาซื้อให้ตัดสินใจง่ายขึ้นนะคะ

ข้อที่ 8. ปรับปรุงให้เสร็จก่อนขาย
          ถ้าหากภายในบ้านมีบางจุดหรือสิ่งของที่อยู่ในช่วงทำเรากำลังปรับปรุง อย่างเช่น ต่อเติมห้อง ตกแต่งเพิ่มเติม เราควรดำเนินให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อนประกาศขายคะ เพราะในช่วงการปรับปรุงคงเป็นภาพที่ไม่น่าดูสำหรับผู้ซื้อสักเท่าไหร่นะคะ และที่สำคัญจะทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่า บ้านเก่ากว่าความเป็นจริงคะ รวมถึงส่งผลให้ขั้นตอนการซื้อขายเป็นไปได้ยาก และใช้เวลานานขึ้นคะ

ทางเว็บ รอบรู้เรื่องบ้าน,โครงการบ้านใหม่ ขอขอบคุณภาพประกอบจากภ istockphoto.com

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

วิธีคำนวณการ ขายบ้าน !!ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

คำนวณภาษีจากการขายบ้าน

ขายบ้าน
รู้สักนิดการ! ขายบ้าน ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?
ในปัจจุบันปัจจัยหลักๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เราหลายๆ คนคิดจะขายบ้านเก่าหรือคอนโดเก่าแล้วไปซื้อบ้านใหม่ ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าบ้านเดิมของตัวเองนั้นตั้งอยู่บริเวณบนพื้นที่ที่มีราคาประเมินสูง อยากย้ายถิ่นฐานทำมาหากิน ต้องการเปลี่ยนที่อยู่ บ้างก็มีเหตุผลที่ว่าการซ่อมบ้านเก่าหรือคอนโดเก่านั้นเป็นตัวเลือกที่ได้ไม่คุ้มเสีย โดยตั้งใจจะขายบ้านเก่าเพื่อไปหาซื้อบ้านใหม่เพื่อความสบายใจ ซึ่งหลายคนคาดหวังกับการขายบ้านว่าจะได้เงินมาเป็นทุนในการซื้อบ้านใหม่/คอนโด แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อต้องเจอกับค่าใช้จ่ายต่างๆมากมาย ที่เกิดขึ้นจากการขายบ้านเดิม หรือที่เรียกว่า ภาษีจากการขายบ้าน

          ซึ่งนั่นจะทำให้เงินที่ได้จากการขายบ้านลดน้อยลงกว่าที่คาดไว้ และส่งผลทำให้มีเงินทุนในการซื้อบ้านใหม่น้อยลงกว่าที่คิดไว้ จนต้องยอมควักเนื้อตัวเองมากขึ้น ดังนั้น วันนี้เรามาดูกันสักนิดว่า ภาษีจากการขายบ้าน นั้นจะมีอะไรกันบ้าง เพื่อที่จะได้เตรียมตัวให้ดี ก่อนคิดที่จะขายบ้าน โดยที่ท่านต้องไม่ลืมว่า ภาระในการเสียภาษีทั้งหมดทั้งมวล ผู้ที่จะต้องรับภาระตามกฏหมายนั้นก็คือผู้ ขายบ้าน และหากจะให้ผู้ซื้อรับภาระในการเสียภาษีด้านใดด้านหนึ่ง ก็ควรจะต้องตกลงกันให้เรียบร้อยก่อนที่จะดำเนินการทางนิติกรรม

1.ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

          ราคาขายบ้านที่จะนำมาใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหักภาษี ณ ที่จ่าย นั้น โดยจะใช้ราคาประเมินของกรมที่ดินเป็นเกณฑ์ ซึ่งจะเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนเท่านั้น โดยจะไม่คำนึงว่าราคาซื้อขายจริงนั้นจะเป็นเงินเท่าใด เช่น การซื้อขายบ้านหลังนี้ราคาจริงอยู่ที่ 4 ล้านบาท แต่ว่าราคาประเมินอยู่ที่ 5 ล้านบาท ก็ต้องคำนวณภาษีจากที่ประเมินราคา 5 ล้านบาท หรือถ้าหากราคาประเมินอยู่ที่ 2 ล้านบาท แต่จะซื้อขายกันในราคา 3 ล้านบาทก็จะคำนวนภาษีจากราคา 2 ล้านบาท

ตารางการหักภาษีตามปีที่ถือครอง
จำนวนปีที่ถือครองบ้าน        หักค่าใช้จ่ายเป็นเปอร์เซ็น (%)
1                              92%
2                              84%
3                              77%
4                              71%
5                              65%
6                              60%
7                              55%
8 ขึ้นไป                      50%

โดยวิธีนับจำนวนปีที่ถือครองนั้น จะยึดหลักตามปี พ.ศ.ที่ถือครอง ยกตัวอย่างเช่น ซื้อบ้านวันที่ 10 ธันวาคม 2556 และขายวันที่ 10 มกราคม 2558 เท่ากับจำนวนปีที่ถือครอง 3 ปี ซึ่งสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 77% และสมมติว่าราคาขายบ้านตั้งไว้ที่ 11 ล้านบาท แต่กรมที่ดินประเมินราคาให้ 9 ล้าน เจ้าของบ้านจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่ายดังนี้

**เงินได้ตั้งแต่ 500,001 ถึง 1 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีในอัตรา 20%
ประเมินราคา                                                         9,000,000 บาท
หัก – ค่าใช้จ่ายเหมา (ถือครอง 3 ปี หักได้ 77%)      6,930,000 บาท
คงเหลือ                                                               2,070,000 บาท
หาร – ปีที่ถือครอง (2,070,000 ÷ 3)                       690,000 บาท
คำนวณภาษี

-100,000 แรก × 5%
-400,000 × 10%
-190,000 × 20%                                                        83,000 บาท
ภาษี ณ ที่จ่าย (ภาษี × จำนวนปีที่ถือครอง)                     249,000 บาท

 และจากตัวอย่างข้างต้นนี้ ก็จะเห็นได้ว่าการคำนวณภาษีจากการขายบ้านจะแตกต่างจากการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประเภทอื่นๆ นั่นก็คือ จะไม่มีการยกเว้นภาษีเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก เนื่องจากไม่ใช่การที่คำนวณเงินได้จากเงินได้สุทธิ ส่งผลให้เงินได้ 100,000 บาทแรกต้องเสียภาษี 5,000 บาท ส่วนเงินได้ตั้งแต่ 200,000 ถึง 500,000 บาท ต้องเสียภาษีที่อัตรา 10%

2. ภาษีธุรกิจเฉพาะ

          สำหรับภาษีประเภทนี้จะเป็นภาษีที่จะคิดในกรณีที่บ้านที่เราขายนั้น บ้านเราถือครองมาไม่ถึง 5 ปีครับ โดยนับตั้งแต่วันที่รับโอนบ้านมา ซึ่งภาษีธุรกิจเฉพาะนี้จะคิดอยู่ที่อัตรา 3.3% ของราคาขายจริงหรือราคาประเมิน แล้วแต่ว่าราคาไหนที่สูงกว่ากันก็ให้ใช้ราคานั้นในการคำนวณ

          ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่กล่าวไปในข้อแรก หากเราขายบ้านในราคา 11 ล้านบาท โดยราคาประเมินอยู่ที่ 9 ล้านบาท และเราถือครองบ้านหลังนั้นมา 3 ปี (น้อยกว่า 5 ปี) เราจึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอีก 3.3% โดยคำนวณจากราคาขายจริง (เพราะราคาสูงกว่าราคาที่ประเมิน) ดังนั้น เราจึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอีก 363,000 บาทครับ

ทั้งนี้แล้ว นอกจากที่เงื่อนไขถือครองบ้านไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว และมียังมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเพิ่มเติม ดังนี้ค่ะ

- ท่านมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกินกว่า 1 ปี ที่ได้รับบ้านหลังนั้นมา
- เมื่อถูกเวนคืนบ้านหรือที่ดิน
- การขายบ้านหรือที่ดินนั้นที่ได้มาโดยมรดก

3. อากรแสตมป์

          สำหรับ รายรับจากการขายบ้านหรือที่ดินนั้น ท่านจะต้องเสียค่าอากรแสตมป์ในอัตรา 0.5% ของราคาประเมิน ซึ่งในกรณีตัวอย่างข้างต้น ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 45,000 บาท (0.5 x 9,000,000) แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่แล้ว จะได้รับการยกเว้นการเสียค่าอากรแสตมป์ หรือสรุปได้ว่า เมื่อเราขายบ้านนั้น ก็จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือค่าอากรแสตมป์อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นจะไม่เรียกเก็บทั้ง 2 ประเภท นั่นเองแหล่ะครับ

4. ค่าธรรมเนียมในการโอน

          ซึ่งอัตราค่าธรรมเนียมการโอนของกรมที่ดิน จะคิดอยู่ที่ 2% ของราคาประเมิน ซึ่งในกรณีตัวอย่างข้างต้น เราจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการโอน 180,000 บาท (2 x 9,000,000)

          และจาก 4 ข้อที่กล่าวมานั้น รวมแล้วหากเรานั้นขายบ้านในราคา 11 ล้านบาท และมีราคาประเมินอยู่ที่ 9 ล้านบาท เราจะต้องจ่าย “ภาษีจากการที่ขายบ้าน” ถึง 792,000 บาท หรือคิดเป็นเปอร์เซ็น 7.92% ของราคาขาย (ในกรณีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ) หรือเสียขั้นต่ำอยู่ที่ 474,000 บาท คิดเป็น 4.74% ของราคาขาย (ในกรณีไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงต้องเสียค่าอากรแสตมป์) ซึ่งก็นับว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่ไม่น้อยเลยนะครับ

          ท้ายนี้เมื่อท่านมีความต้องการจะขายบ้านหรือคอนโดมิเนียม ก็ควรที่จะศึกษารายละเอียดรวมทั้งคำนวณค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นออกมาคร่าวๆก่อน เพื่อที่ท่านจะได้ตกลงราคาขายบ้านที่แน่นอนได้ และก็ข้อสำคัญเลย หากท่านติดต่อทำการซื้อขายบ้านผ่านนายหน้า ก็อย่าลืมบวกเงินค่าตอบแทนที่ให้นายหน้าเพิ่มเข้าไปด้วย เพราะถ้าหากท่านไม่บวกเข้าไปด้วยล่ะก็ ราคาบ้านที่ได้มาอาจจะขาดทุนหนักไปมากกว่าเดิมด้วยนะครับ

ที่มาของข้อมูล http://www.rd.go.th/publish/286.0.html

ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.facebook.com/DSteelFrame

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

เทคนิคขายบ้านให้ได้ราคาดี

ขายบ้านได้ไวและราคาดี



เทคนิคขายบ้านให้ได้ราคางาม
เนื่องจากบ้านเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง การจะขายบ้านให้ได้สักหลังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากมากทีเดียว แต่หากเรามีเทคนิคในการขายบ้านนั้น ก็อาจจะทำให้ขายบ้านได้ง่ายขึ้นและยังขายได้ราคาดีอีกด้วย ซึ่งวันนี้เราก็นำเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ขายบ้านได้เร็วและได้ราคามาฝากกันค่ะ

เตรียมความพร้อมของบ้าน
บ้านที่จะออกประกาศขายนั้นได้จะต้องมีความพร้อม ไม่ว่าจะในด้านของความสวยงาม สภาพบ้านหรืออาจจะกล่าวได้ว่าบ้านจะต้องเพอร์เฟ็กต์ทุกอย่าง ถึงจะขายได้นั่นเอง โดยการเตรียมความพร้อมให้กับบ้านไม่ยากอย่างที่คิด แค่ทำความสะอาด จัดบ้านให้ดูสวยในทุกมุมและซ่อมแซมในส่วนที่ชำรุดเสียหาย แค่นี้บ้านของคุณก็พร้อมที่จะขายแล้วล่ะ


กำหนดราคาให้เหมาะสม
ราคาที่จะขายนั้นจะต้องเป็นราคาที่เหมาะสมโดยต้องคำนึงถึงราคาตลาดในขณะนั้นด้วย และจะต้องไม่แพงเกินไปและต้องเหมาะสมกับสภาพของบ้านด้วยนั่นเอง ซึ่งวิธีตีราคาบ้านนั้นก็ไม่ยากเลย แค่ลองสำรวจราคาบ้านในละแวกใกล้ๆ ที่ประกาศขายอยู่ และนำมาเทียบกับบ้านของตัวเองดู โดยไม่ให้สูงหรือต่ำจนเกินไป แค่นี้ก็ได้ราคาบ้านแล้ว

หาช่องทางการขาย
ในปัจจุบันการขายสามารถขายบ้านได้หลากหลายช่องทางด้วยกัน ไม่ว่าขะเป็นการติดป้ายประกาศ ขายทางอินเตอร์เน็ตหรือขายผ่านนายหน้า ซึ่งหากคุณมีเวลาและมีงบประมาณมากพอ แนะนำให้ขายทุกวิถีทางเลยค่ะ แล้วคุณจะขายบ้านได้เร็วขึ้นแน่นอน


เสริมโปรโมชั่นให้น่าสนใจ
เดี๋ยวนี้ไม่ว่าใครๆ ก็ต่างชอบโปรโมชั่นกันทั้งนั้น ลองเสริมโปรโมชั่นให้กับการขายบ้านของคุณดูสิ รับรองว่าจะมีคนมาสนใจเยอะแน่นอน เช่น ซื้อบ้านภายในตอนนี้แถมฟรีเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน หรือฟรีค่าโอน เป็นต้น เท่านี้ก็นั่งรอลูกค้ามาติดต่อได้เลยค่ะ แต่ทั้งนี้การเสริมโปรโมชั่นก็ต้องดูที่ไม่ทำให้ตัวเองขาดทุนด้วยนะคะ

สำรวจจุดเด่นของบ้านให้พร้อมรับการต่อรอง
ผู้ขายก็ต้องอยากจะได้กำไร ส่วนผู้ซื้อก็อยากจะได้ของถูก ดังนั้นแน่นอนว่าเมื่อคุณขายบ้านคุณจะต้องเจอกับศึกการต่อรองราคากับลูกค้าแน่นอน เพราะฉะนั้นเรามาสำรวจจุดเด่นของบ้านเพื่อเตรียมตัวรับมือกับการต่อรองกันดีกว่าค่ะ โดยให้คุณงัดจุดเด่นทั้งหมดของบ้านขึ้นมาพูด ก็จะทำให้ลูกค้าไม่กล้าต่อรองแล้วล่ะ หรือไม่งั้นก็อาจจะตั้งราคาขายเผื่อการต่อราคาไว้ด้วยก็ได้เหมือนกันจะได้ตกลงราคากับลูกค้าได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

อยากขายบ้านให้ได้ราคาและขายได้เร็ว ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ รับรองว่าคุณจะขายบ้านได้อย่างทันใจแน่นอน แถมยังได้ราคาดีด้วยนะ