แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประหยัดไฟ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประหยัดไฟ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แม่ไม้สำคัญ ในการสร้างบ้าน แบบประหยัดทั้งเงินและพลังงาน

แม่ไม้สำคัญ ในการสร้างบ้านประหยัดเงินและประหยัดพลังงาน


1. อย่าใส่แหล่งความร้อน (ลานคอนกรีต) ในบ้าน
ภาย ในบริเวณบ้านไม่ควรมี ลานคอนกรีตในทิศทางรับแสงแดดจัด เช่น ทิศใต้และทิศตะวันตก เนื่องจากในเวลากลางวันคอนกรีตจะกลายเป็นมวลสารสะสมความร้อน (Thermal mass) มีการสะสมความร้อนไว้ในเวลากลางวันในปริมาณมาก ด้วยคุณสมบัติการนำความร้อนของวัสดุและจะถ่ายเทความร้อนกลับสู่บ้านของท่าน ในเวลากลางคืน จึงทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านและตัวบ้านมีอุณหภูมิสูงตามไปด้วย การจัดวางตำแหน่งพื้นคอนกรีตเพื่อเป็นที่จอดรถยนต์หรือชานหรือระเบียงที่ดี ควรเลือกวางในทิศที่ไม่ถูกแสงแดดมาก เช่น ทิศเหนือ ทิศตะวันออกและควรมีร่มเงาจากต้นไม้ช่วยลดปริมาณแสงแดด

2. รั้วบ้าน...ต้องโล่ง...โปร่ง...สบาย
รั้ว บ้านไม่ควรออกแบบให้ มีลักษณะทึบตันเนื่องจากรั้วทึบจะกีดขวางการเคลื่อนที่ของลมเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้ภายในตัวบ้านอับลมนอกจากนี้วัสดุที่ใช้ทำรั้วบางชนิด เช่น อิฐมอญ คอนกรีต เสริมเหล็ก คอนกรีตบล็อก ยังมีคุณสมบัติสะสม

3. อย่าลืม!!ต้นไม้ให้ร่มเงา
การ ปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้านหรือคอนโดนอกจากจะสร้างความร่มรื่นและความสดชื่นสบายตาสบายใจ แก่ผู้อาศัยในบ้านแล้วใบไม้หลากรูปทรงและสีสันที่แผ่กิ่งก้านสาขายังสามารถ ลดแสงแดดที่ตกกระทบตัวบ้านและให้ร่มเงาที่ร่มเย็นแก่ผู้อยู่อาศัยได้เป็น อย่างดีนอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้นไม้ใบหญ้าทั้งหลายยังช่วยลดความร้อนจากสภาพแวดล้อม ด้วยการคายไอน้ำผ่านทางปากใบได้อีกด้วยซึ่งควรพิจารณาตำแหน่งการปลูกต้นไม้ ใหญ่น้อยในบริเวณบ้านให้สัมพันธ์กับร่มเงาที่เกิดขึ้นกับตัวบ้านไว้ล่วงหน้า

ข้อควรระวัง! การปลูกไม้ใหญ่ใกล้บ้านหรือคอนโดเกินไป ต้องระวังรากของต้นไม้ใหญ่จะสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างของบ้านจึงควร ดูความเหมาะสมของชนิดต้นไม้

4. ก่อนสร้าง อย่าลืม!!! พื้นชั้นล่างปูแผ่นพลาสติก
บ้าน พักอาศัยทั่วไปในปัจจุบันทั้งชั้นล่างและชั้นบนมักติดตั้ง เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นและลดความชื้นภายในพื้นที่ กันเป็นจำนวนมาก การเตรียมการก่อสร้างบ้านในส่วนโครงสร้างพื้นชั้นล่างควรปูแผ่นพลาสติก เพื่อป้องกัน ความชื้นที่ระเหยขึ้นจากผิวดิน ซึ่งเป็นผลให้มีความเสียหายที่วัสดุปูพื้นชั้นล่าง และประเด็นที่สำคัญด้านพลังงานคือเกิดการสะสมความชื้นภายในพื้นที่ชั้นล่าง ของตัวบ้านเป็นที่มาของภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นใน ที่สุด สิ่งที่ควรระวังระหว่างการก่อสร้างส่วนดังกล่าว คือ การฉีกขาดเสียหาย ของพลาสติกเนื่องจากเหล็กที่ใช้ในระหว่างการก่อสร้าง จึงต้องมีการเตรียมก่อสร้างไว้ล่วงหน้าเช่นกัน

5. หันบ้านให้ถูกทิศ (ลม-แดด-ฝน) จิตแจ่มใส
การ ออกแบบบ้านเรือนในประเทศไทยไม่ควรหลงลืมปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อการถ่ายเท ความร้อนสู่ตัวบ้าน นั่นคือส่วนใหญ่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทางทิศใต้ (แดดอ้อมใต้) เป็นเวลา 8-9 เดือนและด้วยมุมกระทำของดวงอาทิตย์ต่อพื้นโลกมีค่าน้อย (มุมต่ำ) จึงทำให้การป้องกันแสงแดดทำได้ยากเป็นผลให้ทิศทางดังกล่าวได้รับอิทธิพลจาก แสงแดดรุนแรงเกือบตลอดปี การวางตำแหน่งบ้านและการออกแบบ รูปทรงบ้านที่ดีต้องหลีกเลี่ยงการรับแสงแดดในทิศดังกล่าวนอกจากนี้ลมประจำ (ลมมรสุม) ที่พัดผ่านประเทศไทยมีทิศทางชัดเจนจากทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงฤดูร้อน และฤดูฝน และพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือในฤดูหนาวการวางผังบ้านและทิศทางตำแหน่งช่อง หน้าต่างเพื่อระบายความร้อนในบ้าน จึงต้องคำนึงถึงทิศทางกระแสลมเหล่านี้เป็นสำคัญอีกด้วย

6. มีครัวไทยต้องไม่เชื่อมติดตัวบ้าน
การ ทำครัวแบบไทย นอกจากจะได้อาหารที่มีรสเผ็ดร้อนถูกปากคนไทยแล้วยังก่อให้เกิดความร้อนสะสม ขึ้นในพื้นที่ดังกล่าวในปริมาณมากอีกด้วย อันเนื่องมาจากอุปกรณ์และกิจกรรมการทำครัวต่างๆซึ่งแตกต่างจากครัวฝรั่งโดย สิ้นเชิงความร้อนที่เกิดขึ้นในห้องครัวที่ติดกับตัวบ้านจะสามารถถ่ายเทเข้า สู่พื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็วในลักษณะสะพานความร้อน (Thermal Bridge) และหากห้องติดกันเป็นพื้นที่ปรับ อากาศจะยิ่งสิ้นเปลืองพลังงานในการทำความเย็นของห้องดังกล่าวมากขึ้นโดยใช่ เหตุ แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติมระหว่างห้องครัวกับตัวบ้าน เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

7. ประตูหน้าต่างต้องมีทางลมเข้าออก
การ ระบายความร้อนภายในบ้านโดยใช้ลมธรรมชาติพัดผ่านหน้าต่าง ภายในห้องต้องมีช่องทางให้ลมเข้าและลมออกได้อย่างน้อย 2 ด้านมิฉะนั้นลมจะไม่สามารถไหลผ่านได้และสิ่งที่ดีที่สุดคือการออกแบบให้ช่อง หน้าต่างอยู่ตรงข้ามกันและมีขนาดใหญ่เท่าเทียมกันจะทำให้การระบายความร้อน เกิดขึ้นมากที่สุด นอกจากนี้การวางตำแหน่งช่องหน้าต่างต้องตอบรับทิศทางการเคลื่อนที่ของลม ประจำด้วยแต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าลมที่นำเข้าสู่อาคารต้องทำให้เป็นลมเย็น เสียก่อนจึงจะทำให้การลดความร้อนมีประสิทธิผล

การออกแบบให้ลมไหลผ่านตัวบ้านได้ดีมีข้อควรระวังได้แก่
1. ต้องติดตั้งมุ้งลวดเพื่อกรองฝุ่นละอองเกสรที่จะเข้าบ้าน
2. การติดช่องหน้าต่างในตำแหน่งเยื้องกันจะช่วยบังคับให้ลมไหลผ่านห้องต่าง ๆ ตามตำแหน่งที่ต้องการได้

8. ผังเฟอร์นิเจอร์ต้องเตรียมไว้ก่อน ไม่ร้อนและประหยัดพลังงาน
บ้าน ที่ดีควรมีการจัดวางผังเฟอร์นิเจอร์ในแต่ละห้องไว้ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกในการจัดเตรียมตำแหน่งติดตั้ง ปลั๊ก สวิทช์ ไว้ให้ เพียงพอสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆในบ้าน นอกจากนี้การเตรียมการดังกล่าวไว้ล่วงหน้าจะตรวจสอบได้ว่าตำแหน่งใดในบ้านมี เฟอร์นิเจอร์วางกีดขวางการเคลื่อนที่ของกระแสลมหรือไม่หรือตอบรับแสงสว่าง ธรรมชาติและกระแสลมธรรมชาติมากน้อยเพียงใดและควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไรให้ดี ขึ้น ควรแยกอุปกรณ์ที่จะสร้างความร้อนออกนอกห้องปรับอากาศ เช่น ตู้เย็น เครื่องต้มน้ำ

9. อย่า!!! มีบ่อน้ำหรือนำพุในห้องปรับอากาศ
คุณสมบัติ ทางอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ คือ การลดอุณหภูมิและความชื้น ทำให้พื้นที่ห้องต่าง ๆ อยู่ในสภาวะสบาย ซึ่งการตกแต่งประดับพื้นที่ภายในห้องด้วยน้ำพุ น้ำตก อ่างเลี้ยงปลา หรือแจกันดอกไม้ ย่อมทำให้ภายในห้องมีแหล่งความชื้นเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นและทำให้เครื่อง ปรับอากาศต้องใช้พลังงานในการลดความชื้นมากกว่าปกติ

10. ช่องอากาศที่หลังคาพาคลายร้อน
หลังคา ที่ดีนอกจากจะสามารถคุ้มแดดคุ้มฝนได้ ยังต้องมีคุณสมบัติ ในการป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้อีกด้วย ภายในช่องว่างใต้หลังคา เป็นพื้นที่เก็บกักความร้อนที่แผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ก่อนถ่ายเทเข้าสู่ พื้นที่ส่วนต่างๆภายในบ้านดังนั้นการออกแบบให้มีการระบายอากาศ (ร้อน) ภายในหลังคาออกไปสู่ภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องลมบริเวณจั่วหลังคาหรือระแนงชายคาจึงเป็นเรื่องที่ดีต่อการ ลดความร้อนในบ้าน แต่พึงระวังให้การระบายอากาศร้อนดังกล่าวอยู่เหนือฉนวนภายในฝ้าเพดาน มิฉะนั้นความร้อน จะสามารถถ่ายเทลงสู่ตัวบ้านได้อยู่ดี

ข้อควรระวัง คือ
1. ต้องมีการติดตั้งตาข่ายป้องกันนก แมลง เข้าไปทำรังใต้หลังคาด้วย
2. ต้องมีการป้องกันฝนเข้าช่องเปิดระบายอากาศด้วย

11. ต้องใส่"ฉนวน"ที่หลังคาเสมอ
ฉนวน กันความร้อนเป็นอุปกรณ์ที่สามารถกั้นหรือป้องกัน ความร้อนที่เกิดขึ้นจากแสงแดดไม่ให้เข้าสู่บ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นจากส่วนผนังหรือหลังคาบ้าน แต่ช่องทางที่ความร้อนจากแสงแดดถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้านได้มากที่สุดในเวลากลาง วันคือพื้นที่หลังคา ดังนั้นการลดความร้อนจาก จากพื้นที่ดังกล่าว ด้วยการใช้ฉนวนซึ่งมีรูปแบบและการติดตั้งที่เหมาะสมกับพื้นที่ สอดคล้องกับการใช้งานจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการลดการใช้พลังงานภายใน บ้าน

12. กันแสงแดดดีต้องมีชายคา
กันสาด หรือชายคาบ้านเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญกับอาคาร บ้านเรือนในเขตร้อนเช่นประเทศไทย เนื่องจากมีคุณสมบัติการ ป้องกันแสงแดด(ความร้อน)ไม่ให้ตกกระทบผนังและส่องผ่านเข้าสู่ช่องแสงและ หน้าต่างได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ตำแหน่ง และทิศทางการติดตั้งกันสาดที่มีความจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านที่มีแสงแดดรุนแรง ได้แก่ ทิศใต้และทิศตะวันตก นอกจากนี้ ข้อดีอีกประการของการติดตั้งชายคาและกันสาด คือ เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการป้องกันฝนเข้าสู่ ตัวบ้านอีกด้วย

13. ห้องไหนๆติดเครื่องปรับอากาศ อย่าลืมติดฉนวน
การ ลดภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่สำคัญ คือ ลดความร้อนที่ถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้านและพื้นที่ใช้สอย ดังนั้น การติดตั้งฉนวนกันความร้อนในพื้นที่ห้องที่ปรับอากาศเพื่อลดความร้อนนอกจาก จะทำให้ห้องเย็นสบายจากแสงแดดและ ป้องกันความร้อนเข้าตัวบ้านแล้วยังทำให้สภาพภายในห้องปรับลดอุณหภูมิลงอย่าง รวดเร็วเนื่องจากมีความร้อนสะสมอยู่ภายในห้องน้อยจึงช่วยลดค่าไฟฟ้าของ เครื่องปรับอากาศได้

14. บานเกล็ด บานเปิด บานเลื่อน ต้องใช้ให้เหมาะสม
หน้าต่าง แต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการใช้สอยที่แตกต่างกันตามความต้องการ จึงควรเลือกชนิดของหน้าต่างให้ เหมาะสมกับพื้นที่ภายในห้อง...หน้าต่างบานเปิดมีประสิทธิภาพในการรับกระแสลม สูงที่สุด...แต่อย่างไรก็ตาม ต้องจัดวางให้สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของกระแสลมด้วย นอกจากนี้พึงระวังการใช้หน้าต่างบานเกล็ดในห้อง ปรับอากาศ เพราะหน้าต่างชนิดนี้มีรอยต่อมาก ทำให้อากาศภายนอกรั่วซึมเข้ามาได้ง่าย จึงส่งผลให้ความร้อนและ ความชื้นถ่ายเทสู่ภายในห้องได้สะดวกเช่นกัน ซึ่งเป็นผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น

15. ทาสีผนังให้ใช้สีอ่อน ไม่ร้อนดี แต่ถ้าเปลี่ยนสี (เข้ม) ต้องมีฉนวน
สี ผนังมีผลต่อการสะท้อนแสงแดดและความร้อนเข้าสู่อาคารมากน้อยต่างกัน สีอ่อนจะมีคุณสมบัติสะท้อนแสงแดด และการถ่ายเทความร้อนเข้าภายในบ้านดีกว่า สีเข้มตามลำดับความเข้มของสี ผนังภายนอกที่สัมผัสแสงแดดจึงควรเลือกใช้สีโทนอ่อน เช่น ขาว ครีม เป็นต้น เพื่อช่วยสะท้อนความร้อน ในทางกลับกันหากต้องการทาสีผนังภายนอกบ้านเป็นสีเข้มก็สามารถ กระทำได้ แต่ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งที่โดนแสงแดดหรือต้องมีการติดตั้งฉนวนกันความร้อนใน บริเวณนั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันความร้อนเป็นการชดเชย นอกจากสีภายนอกอาคารแล้ว การทาสีภายในอาคารด้วยสีอ่อน จะช่วยสะท้อนแสงภายในห้อง เพิ่มความสว่างภายในบ้าน ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดใช้โคมไฟมากเกินไป

16. ห้องติดเครื่องปรับอากาศต้องไม่ไร้บังใบประตูหน้าต่าง
ความ ชื้นในอากาศที่รั่วซึมเข้าภายในอาคารบ้านเรือน (Air Infiltration) เป็นสาเหตุของภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ และ ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการป้องกันปัญหาด้วยการออกแบบที่กระทำได้ไม่ลำบากคือ การเลือกใช้ประตูและหน้าต่างห้องในบ้านที่มีการบังใบวงกบ เพื่อลดการรั่วซึมของ อากาศร้อนและความชื้นจากภายนอกที่ไหลผ่านรอยต่อวงกบ ประตู หน้าต่าง เข้าสู่ภายใน

กรณี บานหน้าต่างสามารถใช้ซิลิโคนสีใสช่วยปิดช่องอากาศรั่วได้ ส่วนกรณีบานประตูก็สามารถซื้อแผ่นพลาสติกปิดช่องอากาศรั่วมาติดเพิ่มเติม ได้ในภายหลัง โดยควรเลือกชนิดพลาสติกจะทำความสะอาดและกันลมรั่วได้ดีกว่าแบบผ้า

17. ห้องน้ำดีต้องมีแสงแดด
ผนัง ห้องน้ำ เป็นพื้นที่ ไม่กี่จุดในบ้านที่ควรจัดวางให้สัมผัสแสงแดดมากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัยและเพื่อลดความชื้นสะสมภายในตัวบ้าน นอกจากนี้การเลือกวางตำแหน่งห้องน้ำทางด้าน ทิศตะวันตกหรือทิศใต้ ยังมีข้อดีในการเป็นพื้นที่กันชน (Buffer Zone) ระหว่างแสงแดดกับพื้นที่ในบ้านได้อีกด้วย

นอกจากจะต้องมีช่องแสงแดด ที่มากแล้ว ควรมีช่องลมในปริมาณที่มากพอ เพื่อระบายความชื้นภายในห้องน้ำด้วยซึ่งมีข้อควรระวัง คือ ติดตาข่ายป้องกันแมลงที่ช่องลมด้วย

18. รับแสงเหนือเพื่อประหยัดแสงไฟ
ช่อง แสงหรือหน้าต่างภายในบ้านควรออกแบบจัดวางให้เอื้อต่อการนำแสงธรรมชาติส่อง เข้ามาภายในห้องได้ ทุกๆห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องอาหาร หรือแม้แต่ห้องน้ำ ห้องเก็บของและบันได เพื่อลด การใช้พลังงานไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าในบ้าน เนื่องจากแสงธรรมชาติเป็นแสงที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดและไม่เสีย ค่าใช้จ่าย แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่มากับแสงธรรมชาติ คือความร้อน ดังนั้นทิศทางช่องแสงหรือหน้าต่างในบ้าน ที่ดีที่สุด คือทิศเหนือ เนื่องจากได้รับอิทธิพลความร้อนของแสงแดดน้อยที่สุดในรอบปี (ดวงอาทิตย์อ้อมเหนือเพียง 3 เดือน) และมีลักษณะความสว่างคงที่ (Uniform) ในแต่ละวัน

19. คอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ...ต้องวางให้ถูกที่
การ วางตำแหน่งคอมเพรสเซอร์ นอกจากจะพิจารณาเรื่องความ สวยงามแล้วยังมีผลอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง ปรับอากาศและการทำความเย็นภายในห้อง จึงควรเลือกวางตำแหน่ง เครื่องให้อยู่ในจุดที่พัดลมของเครื่องสามารถระบายความร้อน ได้สะดวก ไม่มีสิ่งกีดขวางทิศทางลม และนอกจากนี้ตัวเครื่องต้อง ไม่ได้รับความร้อนจากแสงแดดมากนักในช่วงเวลากลางวัน เช่น ทิศเหนือหรือตะวันออก เพราะการสะสมความร้อนที่ตัวเครื่องใน ปริมาณมาก จะทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟมากขึ้น

20. ไม่ใช้หลอดไส้..หลอดร้อนหลากสี.. ชีวีเป็นสุข
หลอด ไฟฟ้าชนิดหลอดไส้ (Incandescent Lamp) หลอด ฮาโลเจน (Halogen Lamp) ที่มีสีสันสวยงามเหล่านี้เป็นดวงโคม ที่นอกจากจะให้ความสว่างแล้วยังปล่อยความร้อนสู่พื้นที่ภายในห้องใน ปริมาณมาก เมื่อเทียบกับหลอดผอมหรือหลอดฟลูออเรสเซนท์ และหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนท์หรือหลอดตะเกียบ ซึ่งมี ประสิทธิภาพทางพลังงาน (Efficacy) สูงกว่า คือให้ความสว่างมาก แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่า ในห้องที่มีการปรับอากาศ การใช้งาน หลอดตระกูลหลอดไส้เหล่านี้ ทำให้ห้องมีความร้อนเพิ่มมากขึ้น และเครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น

ที่มา: จากกระทรวงพลังงานและทรัพยากรณ์
ซื้อขายบ้าน โครงการบ้านใหม่ ติดตามได้ที่นี่

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วิธีการประหยัดไฟ ในโครงการบ้านใหม่

วิธีการประหยัดไฟ ในโครงการบ้านใหม่


การที่เราจะประหยัดพลังงานนั้นไม่ว่าในโครงกรบ้านใหม่ หรือว่าเรากำลังจะขายบ้าน เราก็สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ที่บ้านของเราเองค่ะ ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังจะส่งผลโดยตรงกับรายจ่ายประจำบ้านของเราอีกด้วย ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะมากอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ เรามาลองไปดูวิธีประหยัดพลังงานในบ้านกันเลยนะคะ 
โครงการบ้านใหม่

ข้อ 1. ปรับอุณหภูมิแอร์อย่างเหมาะสม 
          โดยตามสถิติการใช้ไฟของทุกบ้านนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนค่ะ ซึ่งหลัก ๆ ก็จะเกิดจากการเปิดใช้แอร์ที่มันมากขึ้นนั่นเองค่ะ และถึงแม้ว่าในหลายคนจะรู้ดีอยู่แล้วว่า เราควรจะปรับ

อุณหภูมิแอร์ให้อยู่ในระดับ 25 องศาเซลเซียส แต่ในบางครั้งความร้อนระอุของอากาศนั้นก็ทำให้เราเผลอลืมตัวไปได้ และลดอุณหภูมิแอร์ลงอีกหน่อยอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ แต่ถ้าอยากจะประหยัด

พลังงานจริง ๆ ละก็ ต่อไปนี้ลองบังคับตัวเองให้เปิดแอร์อยู่ในอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ให้ได้ดีกว่านะคะ เพราะเพียงแค่นี้มันก็ช่วยให้คุณลดการใช้พลังงานลงไปได้เยอะเชียวล่ะค่ะ 

ข้อ 2. ลดการใช้แอร์ 
          นอกจากการเลือกวิธีปรับอุณหภูมิแอร์ให้ไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสแล้ว เราก็ยังควรเลี่ยงการเปิดแอร์บ้างค่ะ อย่างวันไหนที่อากาศกำลังสบายๆ ไม่ร้อนจัดจนเกินไป เราก็เปิดแค่พัดลม

และหน้าต่างให้อากาศนั้นถ่ายเทก็น่าจะเพียงพอแล้ว ยิ่งพอเข้าสู่หน้าหนาว ในช่วงอากาศเย็น ๆ ก็คงจะไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์สักเท่าไรค่ะ ก็ถือโอกาสนี้ใช้ช่วงเวลาหน้าหนาวให้เป็นประโยชน์ในการ 

ที่จะประหยัดไฟไปในตัวเลยก็ดีค่ะ 

ข้อ 3. ปิดก๊อกน้ำเมื่อไม่ใช้ 
          หลายคนชอบให้น้ำอุ่น ๆ ที่ให้ไหลผ่านตัวอย่างสม่ำเสมอในเวลาอาบน้ำนั้น เพราะมันให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวสุด ๆเลย แต่รู้ไหมค่ะว่า การที่เราเปิดน้ำทิ้งขว้างเกินความจำเป็นนั้น

อย่างนั้น จะทำให้เรานั้นเสียพลังงานน้ำไปเท่าไรกัน โดยเฉพาะคนที่มักชอบเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ตลอดเวลาที่อาบน้ำ แม้ขณะยืนแปรงฟัน หรือตอนที่กำลังล้างจานอยู่ก็ตามแต่ด้วยค่ะ 

ข้อ 4. ถอดปลั๊กไฟทุกครั้งหลังใช้งาน 
          เพียงแค่เราปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้า มันก็ไม่ได้หมายความว่ากระแสไฟจะไม่มีการไหลเวียนผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าของคุณนะคะ ดังนั้นแล้วหากคุณไม่ได้ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังจาก

ใช้งาน ก็จะเท่ากับว่า คุณกำลังเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นให้ทำงานอยู่ตลอดเวลาค่ะ และแม้จะกินไฟไม่เท่าตอนเปิดใช้งานเครื่องนั้นจริง ๆ แต่เพียงแค่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ มันก็สูญเสียพลังงานไฟฟ้าไปได้

ถึง 0.002 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมงเลยคะ 

ข้อ 5. อาบน้ำเย็นแทนการอาบน้ำอุ่น 
          ในการอาบน้ำอุ่น จะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้มากจริง ๆ คะ และหลายคนก็เลยติดใจ ต้องอาบน้ำอุ่นทุกครั้งเลย แม้วันนั้นอากาศจะร้อนมากแค่ไหนก็ตามแต่ แต่รู้ไหมคะว่า แค่คุณเลือก

เลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หรือแค่ลดอุณหภูมิน้ำอุณให้เย็นลงสักนิดนึง ก็สามารถประหยัดไฟได้ไม่น้อยเลยทีเดียวเลยคะ ที่สำคัญหากเปลี่ยนใจมาทำการอาบน้ำเย็นได้ ผิวพรรณของคุณก็จะยังดูชุ่มชื้นขึ้น 

ร่างกายก็จะได้ความสดชื่นเพิ่มขึ้นอีกด้วยนะคะ 

ข้อ 6. ติดม่านป้องกันความร้อน 
          โชคดีที่เรานั้นยังมีม่านหน้าต่าง ที่ใช้สำหรับกันแสงแดด และกันความร้อนเข้าบ้านอยู่บ้าง ในเวลากลางวันบ้านจะได้ไม่โดนแดดที่ส่องมากจนเกินไปค่ะ จนทำให้บริเวณภายในบ้านนั้นสะสม

ความร้อนระอุเอาไว้มาก และลดการทำงานของแอร์ลงไปได้อีกด้วย นอกจากนี้วันไหนที่อากาศนั้นค่อนข้างหนาวเย็น เราก็สามารถรูดม่านมาเปิดรับลมเย็น ๆ จากภายนอกได้ด้วยนะ รวมทั้งวันไหน

ที่คุณต้องการให้มีแสงสว่างในบ้านมาก ๆ เพียงแค่เปิดม่านออก ปรับแสงให้ส่องเข้ามาภายในบ้านของเรามากขึ้น ก็จะช่วยให้เราไม่ต้องเปิดโคมไฟในบ้านอีกด้วยนะคะ 

ข้อ 7. ซักผ้าด้วยระบบน้ำเย็นค่ะ 
          การใช้เครื่องซักผ้าส่วนใหญ่นั้นมักจะมีระบบซักด้วยน้ำร้อนพ่วงมาด้วยค่ะ เพื่อการันตีว่าในการซักผ้าของเราจะสะอาดแน่นอน ปราศจากเชื้อโรคได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าคุณไม่ได้

ไปคลุกฝุ่น หรือลุยโคลนที่ไหนมา ก็ใช้น้ำยาซักผ้าธรรมดาก็ได้ และซักผ้าด้วยระบบน้ำอุณหภูมิปกติมันก็เพียงพอให้ผ้าของคุณสะอาดหมดจดแล้วคะ แต่ถ้าเราอยากฆ่าเชื้อโรคจริงๆ แนะนำให้คุณ

เทน้ำส้มสายชูลงไปผสมกับน้ำยาซักผ้าสัก 1 ถ้วยตวงค่ะ รับรองว่าเชื้อโรคสลายตัวแน่ ๆ ค่ะ

ข้อ 8. เลี่ยงการอบผ้า 
          ในวันที่แดดจัด และอากาศก็ร้อน หรือในช่วงหน้าหนาวที่อากาศแห้ง ๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปใช้เครื่องอบผ้าให้เปลืองไฟเลยด้วยซ้ำค่ะ เพียงแค่ซักผ้าตามระบบปกติ แล้วก็นำผ้าไปตากในที่แจ้ง 

โดยให้แดดและลมก็จะทำหน้าที่ดูดซับความชื้นจากเสื้อผ้าออกไปจนหมดและแห้งสนิทก็พอแล้วค่ะ 

ข้อ 9. เลือกใช้หลอดประหยัดไฟ 
          หากว่าในบ้านของคุณยังคงใช้หลอดไฟแบบธรรมดา และไม่ได้มีฉลากประหยัดไฟ คงจะต้องลงทุนเปลี่ยนหลอดไฟให้เป็นแบบฟลูออร์เรสเซ้นส์แล้วละคะ เพราะหลอดไฟแบบที่ประหยัดไฟ ให้

แสงสว่างพอ ๆ กับหลอดไฟแบบธรรมดา แต่ไม่ทำให้เปลืองไฟด้วยนะคะ 

ข้อ 10. ล้างฟิลเตอร์แอร์และพัดลมฟอกอากาศเสมอๆ 
          สำหรับในบ้านที่มีเครื่องปรับอากาศ คุณควรต้องถอดฟิลเตอร์แอร์ออกมาล้างทำความสะอาดให้บ่อย ๆ เพราะถ้าปล่อยให้ฝุ่นละอองสะสมอยู่ในที่ฟิลเตอร์อย่างนั้น มันจะทำให้แอร์ทำงานหนัก

มากขึ้น เปลืองไฟอย่างใช่เหตุค่ะ นอกจากนี้ควรจะถอดพัดลมฟอกอากาศมาล้างด้วยค่ะ ลมเย็น ๆ จะได้พัดผ่านเข้ามาได้ในบ้านเราได้อย่างสะดวกขึ้นค่ะ 

ถ้าคุณทำแบบนี้ได้ละก็ ค่าน้ำค่าไปต้องประหยัดลงแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านใหม่ หรือ การขายบ้านก็ตามแต่ค่ะ