แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายบ้าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายบ้าน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สิ่งร้ายในบ้านที่ส่งผลลบต่อเจ้าของโครงการบ้านใหม่

ฮวงจุ้ยนั้นเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่รอบๆ ตัวเรา และจะส่งผลต่อการอยู่อาศัยต่อเราและคนในโครงการบ้านใหม่ด้วย หลายเรื่องที่เกิดขึ้นภายในโครงการบ้านใหม่หลายคนก็อาจไม่ทราบว่าเป็นเหตุเกี่ยวพันมาจากฮวงจุ้ยด้วย และหลายคนอาจคิดไม่ถึง ในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งได้แก่

ขายบ้าน
ขอขบคุณภาพจาก infinitydesign.in.th

ฝ้าหลุม หลุม ในบ้านสมัยใหม่ได้นิยมทำฝ้าหลุมเพราะมองว่ามีความสวยงาม แต่เนื่องจากในสภาพของฝ้าที่เป็นหลุม ก็มีพลังงานปราณที่มากับอากาศจะทำให้หมุนเวียนไม่สะดวกหรือไม่สม่ำเสมอ และเมื่อลมหรือพลังงานเหล่านั้นจะมาปะทะกับร่างกายคนที่อยู่ด้านล่างด้วย ทำให้ต้องปรับสภาพร่างกายหรือปรับอุณหภูมิตลอดเวลาด้วย จึงมีโอกาสเกิดอาการเจ็บป่วยได้บ่อยๆ ซึ่งภายในบ้านจึงไม่ควรทำฝ้าหลุมโดยเฉพาะบริเวณห้องนอนนั้นด้วย

ฝ้าหลังคารั่ว ก็หมายถึงฝ้าที่ทะลุเป็นโพรงและมีน้ำรั่วน้ำเข้ามาเวลาฝนตกได้ ถ้าบ้านไหนมีอาการแบบนี้ให้ทายว่าเจ้าของบ้านแม้ว่าจะหาเงินได้ก็เกิดการรั่วไหลและเก็บเงินไม่อยู่ ก็แนะนำให้ซ่อมแซมโดยเร็ว และหากปล่อยไว้จนฝ้าขึ้นรา เปื่อยพอง บุคคลในบ้านขิงท่านก็จะเกิดเจ็บป่วยจากอวัยวะภายในได้ง่ายด้วย เช่น แผลพุพอง โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ และรวมถึงมะเร็งได้ด้วย ควรจะปรึกษาซินแสผู้ที่มีความรู้ให้ช่วยแนะนำเรื่องฤกษ์ยามที่ดีในการซ่อมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 2556 นี้ถ้าหากจุดที่จะตอกเจาะซ่อมแซมเป็นบริเวณโซนทิศตะวันออกทั้งแถบแล้ว และทางตะวันตกเฉียงเหนือ ท่านจะต้องใส่ใจเรื่องฤกษ์ยามเป็นพิเศษด้วย

การเปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้ เมื่อเราใช้ห้องน้ำทุกครั้งควรปิดประตูให้เรียบร้อย เพื่อจะไม่ให้กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์มารบกวนการอยู่อาศัยหรือสมาธิในการทำงานลง การเปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้นั้นยังมีผลเสียอีกหลายอย่าง เช่น การเกิดซอกมืด เป็นโพรงหลืบที่มืด นั่นเองค่ะ เมื่อมีสภาพนิ่งหรือสภาพเป็นหยินมากๆ และในตำแหน่งที่ใช้ถ่ายเทของเสียเช่นนี้นั้น ก็จะทำให้โชคทางการเงินลดลงได้ เพราะว่าขาดการตรวจสอบที่ทั่วถึงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (และผลเสียขึ้นอยู่กับทิศทางที่เราเปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้ด้วย) และยังทำให้สุขภาพของท่านเสื่อมลงได้อีกด้วย

หลังบ้านไม่สว่าง ซึ่งในหลักการของฮวงจุ้ยแล้วหลังบ้านถือเป็นที่สะสมพลังอันเกี่ยวกับสุขภาพเลย ลูกน้องและบริวาร และหากบ้านของท่านต่อเติมครัวด้านหลังทึบและจนอากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะจะทำให้หลังบ้านมีสภาพเป็นหยิน แล้วจนเกิดผลเสียทางฮวงจุ้ยเกี่ยวกับบริวาร ในลูกหลานและสุขภาพตามมาได้ง่ายด้วย โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ เพราะในส่วนครัวนับเป็นบริเวณที่จะสกปรกได้ง่ายที่สุดเลย

ให้หัวนอนอยู่ใต้เครื่องปรับอากาศ ในการนอนใต้เครื่องปรับอากาศเป็นสิ่งที่ควรจะหลีกเลี่ยง เพราะเนื่องจากเครื่องปรับอากาศเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกำลังไฟสูงมาและกินไฟมาก ในขณะที่เปิดใช้งานอาจรบกวนคนนอน โดยเฉพาะสมองคนที่มีสภาพเป็นคลื่นไฟฟ้าอ่อนๆมา จึงทำให้หลับได้ไม่สนิท ฝันบ่อยๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้

นอกจากฮวงจุ้ยที่ไม่ดีดังกล่าวแล้วยังมีอีกหลายๆค่ะ อย่างที่อยู่รอบตัว แล้วหรือที่เราปฏิบัติเป็นประจำแต่เป็นนิสัยที่ไม่ดีหรือส่งผลในแง่ร้ายทางฮวงจุ้ยค่ะ แต่เราอาจมองข้ามหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้เช่น กลับมาตอนเย็นเข้าห้องนอนเลยโดยไม่เคยเปิดหน้าต่างรับอากาศใหม่ๆ หรือการปิดประตูเสียงดังบ่อยๆ ซึ่งอาจกระแทกพลังไม่ดีมารบกวนคนอยู่ในห้องได้ ฉะนั้นหันมาใส่ใจสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ นอกจากจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากแล้ว ยังจะเกิดผลดีทางฮวงจุ้ยได้ ซึง่เหมาะแก่การขายบ้านมาก

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บ้านเลขที่มงคล เสริมดวงชีวิตรุ่งเรือง

บ้านเลขที่มงคล เสริมดวงชีวิตรุ่งเรือง

โครงการบ้านใหม่
ขอขอบคุณภาพจาก goosiam.com



ซึ่งในดวงชะตาของคนเรานั้นก็ย่อมแตกต่างกันออกไป ในบางช่วงดวงดี ในบางช่วงดวงตก แต่ว่าจะดวงดีดวงตกนั้น สิ่งที่หลายคนนิยมทำกันอยู่เสมอๆ นั่นก็คือ การที่เราจะเสริมดวง นั่นเอง วันนี้เราจึงขอนำเสนอวิธีการที่จะเสริมดวงอีกหนึ่งวิธี ที่จะช่วยให้คุณและคนในครอบครัวนั้นอยู่เย็นเป็นสุขได้มากขึ้น โดยการเสริมดวงที่ว่านั่นเป็นศาสตร์เกี่ยวกับเลขมงคล คือ บ้านเลขที่มงคลนั้นเอง

วิธีคิดบวกลบบ้านเลขที่

ในการบวกนั้นไม่ว่าจะมีเลขหมู่หรือไม่นั้น ก็ต้องเอามารวมด้วย ตัวอย่างเช่น

132 / 58 หมู่ 3 วิธีคิดก็คือให้เอาตัวเลขที่ของโครงการบ้านใหม่ของเราทั้งหมด หากมีหมู่นำเอาเลขหมู่มาบวกด้วยหากแต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้อง คือ 1+3+2+5+8+3 = 22 จากนั้นนำเอาผลมาแยกบวกนั้นคือ 2+2 = 4 นั้นเอง

นั่นก็หมายความว่า บ้านเลขที่จากการรวมกันแล้ว ในบ้านนั้นตกเลข 4 ก็ความหมายจะดีหรือร้ายก็ต้องว่าตามคำบอกเล่า หากบ้านใดตกได้เลขไม่ดีคุณลองสังเกตดูว่าในสถานการณ์ในบ้านเป็นจริงหรือไม่ ตามผลของการพยากรณ์ โดยมีดังนี้

เลข 1 บ้านนั้นก็จักมีความเจริญรุ่งเรืองทำมาหากินได้คล่องหากเป็นข้าราชการจะได้ ก็จะเป็นใหญ่เป็นโตเป็นผู้มากไปด้วย บริวารหรือพูดแบบรวมๆภาษาพระคือเป็นผู้ที่ได้มี บุญบารมีตามผลของการพยากรณ์นี้

เลข 2 บ้านก็จะทำมาหาเลี้ยงชีพไปได้ แต่ก็อาจจะขัดข้องบ้าง มีหนี้สินพอตัว

เลข 3 บ้านนี้ก็จะเกิดการขัดแย้งอยู่ตลอดเวลาภายในบ้าน หรือไม่ก็มีคนป่วยถึงต้องเข้าโรงหมอรอผ่าตัดอยู่บ่อยครั้งไป

เลข 4 ในบ้านนั้นเหมาะแก่การเป็นบ้านพ่อค้าแม่ขายมาก

เลข 5 ปานกลางไม่ว่าผู้อาศัยจะอาชีพใดก็ตามแต่

เลข 6 คนในบ้านนี้เหมาะแก่การค้าขายมากกว่าอาชีพอื่น และจะอยู่ได้เพราะอาชีพการค้าอย่างเดียวเท่านั้นถ้าหากทำราชการ อาจไม่ดีเท่าที่ควรนักเท่าไร

เลข 7 ตกเลขที่ของบ้านโจร ทำมาหากินเหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่ก็ไม่เคยเหลือ ชักหน้าไม่ถึงหลัง และทำอะไรก็หมดตัว

เลข 8 เป็นเรื่องราหู ถ้าหากดวงคนในบ้านดีจะส่งผลดีเลิศ แต่หากดวงคนในบ้านไม่ดีจะทำให้ตกทุกข์หนัก หรือดวงคน ในบ้านจะไม่แข็งจริงก็จะเกิดเหตุไม่คาดคิดเช่นเป็นทุกข์ หักหลัง ผิดหวัง ชู้สาว บ่อยครั้ง

เลข 9 ดีมากในการทำการอันใดจักมีคนมาคอยเสนอตัวรับใช้ใกล้ชิดและปรับทุกข์ผูกมิตรเสมอ เป็นมงคลนักแล

โดยสรุปเลข 3,7,8 เป็นเลขที่ไม่ค่อยเป็นมงคลเท่าไรนัก



และวิธีแก้บ้านเลขที่ไม่เป็นมงคล

- เมื่อที่บ้านเลขที่ตกอยู่ที่เลขไม่ดี สมมุติว่าบ้านเลขที่ 70/253 โดยเมื่อนำเอาเลข 7+2+5+3=17 เมื่อ 1+7= 8 เป็นเลขราหู วิธีแก้ก็คือให้เอาเลข 1 มาติดตัวเล็กๆ คราวนี้รวมกันก็ได้ 9 นับเป็นเลขมงคลยิ่งแล้ว

- หากบ้านเลขที่ใดมีเลข 0 จะรวมแล้วได้เลขเท่าใดก็ตาม ก็จะตกดีหรือไม่ก็ตาม ให้เอาแผ่นทองคำเปลวแท้ๆ มาปิด เพื่อแก้เคล็ดไม่ให้สูญเปล่าสูญสิ้น สูตรนี้ก็ถือว่าใช้ได้ แล้วยังนำเอาใช้กับเลขทะเบียนรถได้อีกด้วย และหากเลขทะเบียน รถของคุณตกเลขไม่ดี คุณก็สามารถแก้ได้ในลักษณะเดียวกันกับบ้านเลขที่ได้เช่นกัน

โดยก่อนคุณจะซื้อขายบ้านมือสองหรือโครงการบ้านใหม่ก็ควรดูให้ดีก่อนว่าบ้านเลขที่นั้นดีหรือไม่มงคลหรือเป็นเลขไม่ดี และก็ควรจะซื้อหรือไม่และถ้าซื้อแล้วจะมีวิธีแก้เลยไม่มงคลอย่างไร

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

6 ขั้นตอนเก็งกำไรอสังหาฯ หนทางรวยไวแบบไม่เสี่ยง

6 ขั้นตอนเก็งกำไรอสังหาฯ หนทางรวยไวแบบไม่เสี่ยง

เมื่อพูดถึงการเก็งเอากำไรอสังหาริมทรัพย์หลายท่านคงนึกถึงภาพการทำเงินช่วงสั้น ๆ แบบจับเสือมือเปล่าทั้งที่รู้ว่ามีความเสี่ยงสูงปรี๊ด มักทำกันโดยอาศัยการปั่นราคา ปล่อยข่าวลือ แย่งซื้อใบจองมาขายต่อ หรือการเอาเปรียบคนอื่นกัน

แต่สำหรับการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ แนวคิดแบบใหม่ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ จะมีรูปแบบและวิธีการที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคยกันแต่เดิมค่อนข้างมาก แทบจะไม่เหลือเค้าโครงเดิมอยู่เลย

ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าจะมีการนำเอาแนวความคิดในการลงทุนและการเงินสมัยใหม่เข้ามาใช้ผสมผสานร่วมด้วย จนแปรเปลียนสภาพมาเป็นกลยุทธ์ทำเงินในระยะสั้นแต่ให้ผลตอบแทนได้ดี รวดเร็วทันใจและที่สำคัญก็คือ ความเสี่ยงต่ำมาก เปรียบเทียบกันแล้วจะน้อยกว่าการลงทุนโดยทั่วไปด้วย เพราะถือว่าสั้นกว่าในการทำธุรกรรมเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับความผันแปรของเศรษฐกิจใดๆ

ปัจจุบันการเก็งกำไรในรูปแบบใหม่นี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จไวๆ และต้องการรวดเร็ว ซึ่งในต่างประเทศถึงขั้นมีการสอน จัดฝึกอบรมและแต่งหนังสือกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่น่าเสียดายที่ว่า สำหรับในเมืองไทยเราแล้วเรื่องเหล่านี้ยังถือเป็นของใหม่ที่มาก

ทั้งนี้หลักคิดที่มีการเผยแพร่กันออกมาอย่างในต่างประเทศจะมีอยู่หลายรูปลักษณ์ด้วยกัน เช่น บางค่ายก็จะออกมาเป็นเทคนิคของการลงทุนแบบจับเสือมือเปล่าโดยอาศัยเงินของคนอื่น (Investing In Real Estate with OPM) บ้างก็เป็นเทคนิคที่ทำให้ไม่ต้องใช้เงินดาวน์ (Nothing Down Techniques) และในระยะหลังที่ฮือฮากันอย่างมาก ก็คือ ประยุกต์เป็นเทคนิคของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ทำกำไรภายในวันเดียวกัน (Real Estate Day Trading) ทำไม่ต่างอะไรกับการซื้อขายหุ้นอย่างไรอย่างนั้น

โอกาสนี้เลยจึงขอหยิบยกหลักคิดและวีธีของการเกร็งกำไรของแนวคิดใหม่นี้มาเจาะลึก เพื่อจะได้มาดูกันอย่างจะจะเลยว่าเขาทำกันอย่างไร ทำไมจึงให้ผลตอบแทนที่ได้ดีและไว และมีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งหลักปฏิบัติในการเก็งกำไรแบบแนวคิดใหม่ปกติจะมีขั้นตอนดำเนินการหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 6 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดเป้าอสังหารริมทรัพย์ที่จะเก็งกำไร

ถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด เนื่องจากถ้าหากไม่มีการกำหนดเป้าไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นก็จะไม่ต่างอะไรกับการที่ยิงปืนออกไปโดยไม่มีจุดหมายใด ๆ หรือเป็นการทำไปอย่างไร้ค่า และหากฝืนยิงกระสุนออกไปก็จะมีแต่เจ๊งกับเจ๊งเท่านั้น

สิ่งที่ต้องควรนึกคิด ก็คือไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทหรือทุกชิ้น ที่จะสามารถนำมาเก็งกำไรได้ แต่จะมีเพียงอสังหาริมทรัพย์บางอย่างที่เหมาะสมกับการเก็งกำไรเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขสำคัญก็คือจะต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีสภาวะคล่องสูง มีโอกาสที่จะซื้อได้ต่ำกว่าราคาของตลาด มีกระแสของเงินสดและสามารถเพิ่มค่าในระยะเวลาสั้น ๆ ให้ด้วย

ตัวอย่างอสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะสมกับการเก็งเอากำไร เช่น บ้านเก่าที่ทรุดโทรมแต่อยู่ในทำเลดี หรือที่ดินเปล่าในบริเวณชุมชนหนาแน่น แผงลอยค้าขายและคอนโดฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเป็นอสังหาฯ ที่ซื้อตรงจากผู้มีความจำเป็นต้องรีบขายเท่านั้น

การกำหนดเป้าหมายอสังหาริมทรัพย์ ในการเก็งกำไรอย่างชัดเจนนั้น นอกจากจะช่วยให้งานลำดับอื่น ๆ ทำได้ง่ายและประหยัดเวลาแล้ว ก็ยังสามารถช่วยให้ผู้เก็งกำไรสามารถลงลึกไปในอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ ได้ด้วย

ขั้นตอนที่ 2 ค้นหาและสร้างฐานลูกค้าที่จะขายต่อทำกำไร

เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญที่จำเป็นต้องกระทำก่อนตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่นกัน โดยขั้นตอนนี้ถือเป็นกุญแจความสำเร็จของการเก็งเอากำไรเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะช่วยให้การเก็งกำไรนั้นประสบความสำเร็จได้ดีแล้ว ยังจะทำให้ความเสี่ยงลดลงด้วย อันเนื่องมาจากทำให้กับมีลูกค้ารอซื้ออยู่ก่อนแล้ว

สำหรับเคล็ดลับที่สำคัญในการหาลูกค้าเป็นอย่างดีเสียก่อน ทั้งนี้ลูกค้าชั้นดี กลุ่มที่ได้รับการยอมรับกันว่า เหมาะสมกับการเก็งกำไรตามแนวคิดนี้มากที่สุดก็คือ “ผู้ซื้อที่กระหายใจในการซื้อ (Motivated Buyer)” ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่ใครที่ไหน แต่จะเป็นกลุ่มของนักลงทุนและนักเก็งกำไรด้วยกันเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเป้าหมายการซื้อของกลุ่มนักลงทุนและนักเก็งกำไร ก็คือ การอ้างอิงกับโอกาสที่ทำกำไรเป็นสำคัญ ดังนั้นถ้าหากใครมีอสังหาริมทรัพย์ที่แน่ใจว่า ที่ตรงนั่นเป็นของดีราคาถูกมาขายส่งให้เพื่อไปขายต่อทำกำไร ก็จะตัดสินใจได้ในทันทีโดยไม่ลังเลใดๆ แถมกำลังซื้อของคนกลุ่มนี้ยังพิเศษกว่าลูกค้ากลุ่มอื่นตรงที่จะมีอย่างเหลือเฟือ คนคนเดียวสามารถซื้อขายบ้านหรือคอนโดฯ ทำกำไรได้ทีเป็น 10 หรือ 20 หลัง หรือบางทีมากกว่านนี้ก็ยังเป็นไปได้

คนทั่วไปมักคิดว่าลูกค้ากลุ่มนี้หายาก ไม่รู้ว่าจะหาผู้ซื้อที่กระหายจะซื้อกลุ่มนี้ได้ที่ไหน แต่จริง ๆ แล้วลูกค้าประเภท Motivated Buyer กลุ่มนี้จะหาได้ง่ายมากหากสามารถเข้าได้ถูกที่และถูกทาง

ซึ่งโดยปกติแล้วสถานที่ที่จะเป็นแหล่งรวมของลูกค้ากลุ่มนี้ไว้จำนวนมากก็คือตามชมรมหรือสมาคมผู้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในโฮมเพจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือในงานการประมูลขายอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

ขั้นตอนที่ 3 ค้นหาและเข้าถึงผู้ขายอสังหาริมทรัพย์

เมื่อหาและสร้างฐานของลูกค้าได้มากพอแล้วขั้นตอนถัดมาก็คือการค้นหาอสังหาฯ พื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นของดีราคาถูกมาป้อนให้กับกลุ่มลูกค้าผู้ซื้อเหล่านี้ ซึ่งทำได้โดยจากการสอบถามและวิเคราะห์ความต้องการของตัวลูกค้าที่มีอยู่ให้ทราบแน่ชัดตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วจึงค่อยล่าหาอสังหาริมทรัพย์ที่ตรงกับความต้องการมาป้อนให้ลูกค้าเหล่านี้ต่อไป

จะเห็นได้ว่าภารกิจของการเก็งราคากำไรตามแนวคิดใหม่นี้จะเป็นการ “เซาะหาอสังหาริมทรัพย์มาป้อนให้กับผู้ซื้อ” ที่ตัวเรารู้ความต้องการของลูกค้าอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งการดำเนินการจะง่ายกว่าการเก็งกำไรรูปแบบเก่ามากที่เป็นการ “หาผู้ซื้อมาป้อนให้กับอสังหาริมทรัพย์”

อย่างไรก็ดีการล่าหรือแสวงหาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น “ของดีราคาถูก” นั่นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ซึ่งเคล็ดลับความสำเร็จอยู่ตรงที่ต้องหาและติดต่อซื้อขายโดยตรงจาก “ผู้ขายที่จำเป็นจะต้องรีบขาย (Motivated Seller)” เพียงเท่านั้น หากไปซื้อจากผู้ขายที่เป็นคนรวยและไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินแล้ว ยังไงก็จะไม่มีทางได้ของดีและต่อรองราคาใด ๆ ได้เลย

ซึ่งปกติผู้ขายที่จำเป็นต้องรีบขาย ได้แก่ คนที่กำลังมีปัญหาทางการเงิน คนที่กำลังถูกฟ้องร้องครอบครัวที่หย่าร้าง หรือหัวหน้าครอบครัวพึ่งเสียชีวิต คนที่มีปัญหาสุขภาพ คนที่กำลังย้ายงานหรือเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่เสียหายจากภัยต่าง ๆ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม ฟ้าผ่า ฯลฯ และเจ้าของไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะซ่อมแซมเองได้

ขั้นตอนที่ 4 จัดการเงินดาวน์และแหล่งเงินทุนที่ใช้เก็งกำไร

เงินดาวน์จัดเป็นเงินที่จ่ายออกที่สำคัญที่สุดสำหรับการเก็งเอากำไร ดังนั้นหลักคิดการเก็งกำไรแนวคิดใหม่จะเน้นการใช้เงินดาวน์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ยิ่งใช้น้อยเท่าไหร่ถือว่ายิ่งดีเท่านั้น โดยดีที่สุดก็คือไม่ต้องใช้เงินดาวน์ใด ๆ เลย ถือว่าเป็นการจับเสือด้วยมือเปล่าอย่างเต็มรูปแบบสำหรับหลักคิดในการไม่ต้องใช้เงินดาวน์นี้สามารถทำได้ไม่ยาก โดยอาศัยกลยุทธ์จากการเงินและการเจรจาต่อรองเข้ามาร่วมผสมผสานกัน ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาวิธีออกมาหลายรูปแบบด้วยกัน

ตัวอย่างกลยุทธ์ช่วยให้ไม่ต้องดาวน์ เช่นเจราต่อรองขอเครดิตจากผู้ขาย นำอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อขายกันมาค้ำต่อ หรืออาจตัดขายบางส่วนออกโดยยืมค่านายหน้ามาใช้ก่อน แล้วค่อยใช้กลับคืนให้ในภายหลัง เจราจากกู้ยืมเงินจากธนาคาร หยิบยืมจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือใช้ออพชั่น (Option) เข้ามาช่วย เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 5 ถือรอดำเนินการ

แล้วเมื่อพบเจออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของดีและราคาถูกแล้ว แม้จะมีผู้ซื้อรออยู่แล้วก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถจับคู่ให้เกิดการซื้อขายได้เลยในทุกกรณี ส่วนใหญ่มักจำเป็นต้องถือระยะหนึ่งก่อนเพื่อรอการดำเนินการอื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น เข้าเคลียร์แก้ไขบ้านหรือทำให้อสังหาริมทรัพย์หลังนั้นกลับมาดูดีและเพิ่มค่าก่อน อาจจะต้องมีการซ่อมแซม ทาสีและทำความสะอาดอื่นๆ รวมกระทั้งถึงการจัดเตรียมสัญญาซื้อขายให้พร้อมเสียก่อน

ซึ่งในระหว่างถือครองรอนี้หากบริหารจัดการไม่ดีก็จะส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ง่าย ๆ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดจำเป็นต้องวางแผนในเรื่องนี้เนิ่น ๆ ตั้งแต่แรก โดยเน้นเลือกเก็งกำไรกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีโอกาสปล่อยเช่า (Rental Yield) ได้ดี เพื่อจะได้มีกระแสเงินสด (Cash Flow) มาช่วยในระหว่างถือครองได้ด้วย

ขั้นตอนที่ 6 ขายทำกำไร (Profit Taking)

ถือเป็นภารกิจสุดท้ายในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ต่างๆจากการเก็งกำไรและจับเสือด้วยมือเปล่า กฎทองง่าย ๆ ในส่วนนี้ก็คือต้องพยายยามขายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้เงินในการเก็งกำไรเพิ่ม

แม้ตามแนวคิดเก็งกำไรสมัยใหม่นี้จะเน้นการตั้งราคาขายในราคาที่ต่ำกว่าตลาดเพื่อให้ขายได้เร็ว แต่กลยุทธ์ทางด้านราคาเพียงอย่างเดียวมักยังไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่มักจะจำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์การตลาดเข้ามาเสริมด้วย

การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์แนวคิดใหม่จะมีการนำเอาแนวคิดการลงทุนและการเงินสมัยใหม่เข้ามาใช้ผสมผสานร่วมด้วย จนแปรสภาพมาเป็นกลยุทธ์ทำเงินระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนได้ดี รวดเร็วทันใจ ที่สำคัญคือความเสี่ยงต่ำมากเพราะถือสั้นกว่า ทำให้ธุรกรรมเป็นอิสระไม่ขึ้นกับความผันแปรทางเศรษฐกิจใด ๆ

สำหรับผู้สนใจศึกษาเรื่องเหล่านี้ในรายละเอียดลึกๆ สามารถติดตามอ่านได้จากหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คของอาจารย์อนุชา กุลวิสุทธิ์ เรื่อง "เก็งกำไรอสังหาฯ อย่างมีหลักการ" ตามร้านหนังสือทั่วไป ซึ่งจะเริ่มวางแผงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2558 นี้ เป็นต้นไป


โครงการบ้านใหม่ ติดตามได้ที่ http://home.sanook.com/6591/
ที่มา home.co.th

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ซื้อโครงการบ้านใหม่ก่อน แล้วผ่อนทีหลัง หรือ เก็บเงินก่อน ค่อยซื้อ ดีนะ?

ซื้อโครงการบ้านใหม่ก่อน แล้วผ่อนทีหลัง หรือ เก็บเงินก่อน ค่อยซื้อ ดีนะ?




หากเราว่ามองแบบทั่ว ๆ ไปแล้ว ดูเหมือนว่าในค่านิยมการซื้อขายบ้านหรือบ้านก่อนแล้วค่อยทยอยผ่อนนั้น  ก็จะเป็นทางเลือกที่คนส่วนมากนิยมทำกันทั่วไป และนั่นเป็นเพราะว่า โดยปกติทั่วไปแล้วบ้านหรือบ้านจัดเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากเราจะรอซื้อเงินสดละก็ มูลค่าของบ้านนั้นจะสูงเกินจะเอื้อมถึงแน่นอน อีกทั้งในการที่เราเก็บเงินสดให้ได้มูลค่าหลักล้านนั้นก็ ไม่ได้เป็นเรื่องที่มันง่ายนักเลย แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าการเก็บเงินก่อนแล้ว และค่อยจะซื้อบ้านจะเป็นทางเลือกที่ผิดหลอก แต่ในทางกลับกันก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับใครหลายคนเช่นกัน นั่นก็เป็นเพราะว่า ดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้านนั้นมีราคาสูงมาก และอาจสูงกว่า 2 เท่าของราคาบ้านด้วยซ้ำไป เช่น ซื้อบ้านในราคา 5 ล้านบาท แต่หากเราผ่อนแบบปกติไม่มีการรีไฟแนนซ์ และหรือไม่โปะเงินต้น ซึ่งผู้ซื้อจะต้องจ่ายยอดถึงรวมกัน 11 ล้านบาทเลย เท่ากับได้บ้านสองหลังแต่เราจ่ายเพียงหลังเดียวเท่านั้นถือว่าขาดทุนมาก

ถ้าหากมีศักยภาพที่เพียงพอที่จะเก็บเงินได้ไวเรา ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้เยอะ แถมการที่เราไม่เป็นหนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จะต้องเสียเวลาติดต่อในดำเนินการยุ่งยากไม่น้อยเลยทีเดียวอีกด้วย

ในการที่เราจะตัดสินใจว่าเราจะเป็นหนี้ก่อน หรือเราจะค่อย ๆ ทำการเก็บเงินไป จึงอาจจะไปขึ้นอยู่กับวิถีชีวิต และในความจำเป็น โดยศักยภาพทางการเงินของในแต่ละบุคคลนั้นๆ ไม่มีทางเลือกไหนถูกผิดแน่นอน และมีแต่เหมาะสมหรือไม่เท่านั้น โดยที่ระบบการเงินในทุกช่องทางก็ต่างออกแบบมาและเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นเองค่ะ

และจะว่าไปแล้วทั้งใน 2 กรณีนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวเลือกเท่านั้นเอง นอกจากนี้่ยังมีตัวเลือกอื่น ๆ ให้เลือกให้เห็นอีกมาก เช่น ในบางคนก็เลือกที่จะซื้อที่ดินไว้ก่อน แล้วทิ้งไว้ 4-5 ปี จึงจะคิดสร้างบ้าน หรือในบางคนแม้เดิมทีที่ดินอาจจะตั้งอยู่ในทำเลที่ไม่สะดวกเลย แต่ก็เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานก็ได้เกิดความเจริญค่อย ๆ เข้าถึง และมีมูลค่าที่ดินย่อมสูงขึ้นอีกด้วย เราอาจแบ่งขายที่ดินแล้วก็นำกำไรส่วนนั้นมาใช้ในสร้างบ้านก็ได้ เสมือนได้บ้านฟรีเลยค่

“เช่าตลอดชีพ ไม่คิดจะซื้อ” เราก็อาจเคยเห็นกรณีนี้ ก็จะเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ โดยผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยที่ได้คิดเช่าบ้านตลอดชีพ โดยไม่คิดจะซื้อ นั้นก็เพราะหากนำตัวเลขทางการเงินมาวิเคราะห์แล้ว โดยสมมุติเทียบมูลค่ากับบ้านแล้ว หลังละ 5 ล้านบาท แต่หากเราผ่อนต้องจ่ายเดือนละ เดืนประมาณ 3 หมื่นบาท รวมยอดแล้ว 30 ปีก็เป็นเงิน 11 ล้านบาทเลย โดยผู้คนบางกลุ่มก็จึงคิดว่า ถ้าหากเขาเช่าบ้านเดือนละ 15,000 บาท ก็จะเท่ากับ เช่าปีละ 1.8 แสนบาท และนั่นก็หมายถึงว่า เขาสามารถเช่าบ้านได้นานถึง 61 ปี และแถมยังต้องจ่ายต่อเดือนน้อยกว่าอีกด้วยซ้ำไป

แล้วถ้าหากคุณกำลังอยู่ในวัย 25 ปีขึ้นไป ซึ่งตัวเลข 61 ปี ก็เป็นตัวเลขที่น่านำมาคิดทบทวน นั้นก็เพราะโดยเฉลี่ยแล้ว มนุษย์เราก็มีชีวิตกันเพียง 70 ปีเท่านั้น และเมื่อตัดอายุช่วงวัยเรียนซึ่งได้มีพ่อแม่คอยเลี้ยงดู และชีวิตเราก็จะเหลือค่าเฉลี่ยเพียง 50 ปีเท่านั้น และเท่านั้น การเช่าบ้านมูลค่า 15,000 ต่อเดือน ก็จะจึงเป็นตัวเลขที่พอเพียงต่อการอยู่และอาศัยในช่วงที่ชีวิตที่เหลือแล้ว

ข้อดี ก็คือคุณจะสามารถเปลี่ยนโครงการบ้านใหม่ได้เรื่อย ๆ และคุณสามารถย้ายสถานที่ได้ตามที่คุณต้องการ และคุณก็ไม่ต้องวิตกกังวลกับทำเลที่ถูกทิ้งร้างไว้ และไม่จำเป็นต้องไปเสียค่าบำรุงรักษาบ้านเลยค่ะ เพราะในหน้าที่นี้ก็เป็นของผู้ให้เช่ารับผิดชอบไป และสุดท้ายแล้วเราทุกคนก็ต่างไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินใด ๆ เลยค่ะ

โดยเฉพาะยุคนี้แล้ว เป็นยุคที่ผู้คนโสดมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่เพียงลำพังมากขึ้น และไม่รู้จะเก็บบ้านไว้ให้ใครอีก เช่าตลอดชีพก็จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างจะมีอิสระมากกว่าตัวเลือกอื่น ๆ เลย แต่ในข้อดีก็ต่างจะมีข้อเสียอยู่เสมอ โดยจะเลือกวิธีไหน อยู่ที่ใจต้องการของเรา

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หลักในการตรวจรับโครงการบ้านใหม่ ให้ได้บ้านใหม่ที่ดีเยี่ยม

หลักในการตรวจรับโครงการบ้านใหม่ ให้ได้บ้านใหม่ที่ดีเยี่ยม


ขอขอบคุณภาพจาก pondzz.files.wordpress.com



ในการซื้อขายบ้านทั้งที เราทุกคนก็คงจะอยากได้สิ่งที่ดีที่สุด และสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับเรา ในขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้เราได้บ้านดีๆ ได้อยู่กับเราไปนานๆ ก็คือ การตอนตรวจรับบ้านนี่แหละครับ ในวันนี้ เรามาดูกันค่ะว่า เราควรจะรู้อะไรเบื้องต้นกันก่อนไปตรวจรับโครงการบ้านใหม่กันบ้างค่ะ

1. ให้เน้นดูเป็นเรื่องๆ หรือให้เรียงเป็นห้องๆ ไป โดยเนื่องจากรายละเอียดที่ต้องดูในบ้านจะค่อนข้างมากมาย ขอแนะนำให้เน้นดูเป็นเรื่องๆ ไป หรือไล่เป็นห้องๆ ให้จบไป และพอเสร็จเรื่องหนึ่ง หรือห้องหนึ่ง เราก็จะเน้นดูเรื่องหรือห้องต่อไป เช่น เมื่อเราเดินเข้าห้องก็เริ่มเน้นไปที่ประตูก่อนเลย และแล้วไล่ตรวจประตูทุกบานในบ้าน จากนั้นก็เน้นดูระบบไฟฟ้าต่อเลย โดยไล่ดูทุกปลั๊กไฟ ให้ทดสอบไฟทุกดวงด้วย เป็นต้น หรือให้ไล่ดูทุกเรื่องในห้องนั่งเล่นก่อนก็ได้ เมื่อไล่ดูเสร็จแล้วค่อยเข้าไปดูห้องนอน เป็นต้น แ ละถ้าไล่ดูแบบนี้จะทำให้เราไม่ลืม หรือหลุดบางเรื่องไป ยิ่งในทางปฏิบัติ เวลาตรวจรับ นั้นจะมีเจ้าหน้าที่โครงการมาชวนคุยหรือเดินไปเดินมาอยู่ข้างๆ เราเสมอ อาจทำให้เราลืม คุยเพลิน หรือมองข้ามเรื่องบางเรื่องก็ได้

2. อย่าเชื่อคำเจ้าหน้าที่ เพราะปกติแล้ว เจ้าหน้าที่ของโครงการก็อยากจะให้มีการโอนบ้านให้มากที่สุด และเร็วที่สุด และให้แก้งานน้อยที่สุด ดังนั้นแล้วผลประโยชน์ทั้งหมดของเจ้าหน้าที่จึงได้ขัดกับเราผู้ซื้อที่ต้องการได้บ้านที่ดีที่สุดอย่างมาก ดังนั้น ถ้าเขาจะพูดอะไรเราคงต้องใช้หลักเหตุผลไตร่ตรองกันอีกทีนะค่ะ นอกจากนี้ เราควรจะตรวจสอบรายการและแก้ไขที่เจ้าหน้าที่โครงการจดด้วยว่าครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ และบางครั้งยังควรขอสำเนารายการพวกนี้ไปเก็บไว้สำหรับการตรวจรอบต่อไปด้วยอีกครั้ง ทางที่ดี หาคนที่พอรู้เรื่องการตรวจรับไปเป็นเพื่อนด้วยก็จะดีแน่นอนเพื่อช่วยกันดู และช่วยกันจด และยังตรวจเช็คความถูกต้องพวกนี้ค่ะ

3. ต้องถ่ายรูปไว้ให้หมด เนื่องจากในบางทีรายการที่ต้องแก้ไขมีมาก เราจึงควรถ่ายรูปเก็บไว้ว่าก่อนแก้ไขว่าเป็นอย่างไร และหลังจากได้แก้ไขแล้วให้เอามาเปรียบเทียบกับรูปที่ถ่ายไว้แล้ว เราจะได้เห็นความแตกต่างชัดเจน และยังดูว่าทางโครงการได้แก้ไขอะไรให้เราหรือไม่และ อย่างไร และควรชวนเพื่อนหรือญาติพี่น้องไปช่วยกันดูด้วย หรือถ่ายรูปด้วย หลายตาย่อมดีกว่าตาเดียวอยู่แล้วค่ะ

4. ถ้าโอนแล้วอาจแก้ยากหรือใช้เวลา โดยถ้าเป็นไปได้ควรโอนบ้านหลังจากแก้ไขจุดบกพร่องทั้งหมดเสร็จแล้วจะดีกว่า เพราะถ้าเราลงนามรับบ้าน และจะตกลงไปโอนกับโครงการแล้ว เราต้องยอมรับเลยว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่ในโครงการที่จะช่วยท่านแก้ไขข้อบกพร่องก็อาจจะลดลงทันที หรือถ้าเจอเจ้าหน้าที่ดีๆ ก็อาจจะไม่ลดลง แต่เขาอาจจะไปให้ความสำคัญกับงานที่จะต้องโอนสำหรับบ้านต่อไป ดังนั้น ในเวลาที่เขาจะช่วยเหลือ หรือมาตามงานให้ท่านอาจน้อยลงไปเองโดยปริยายก็ได้ค่ะ

5. เราไม่ควรตรวจตอนกลางคืน ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรตรวจสอบระหว่างวัน เช่น ตอนเช้า หรือตอนบ่าย เพื่อที่ให้เราจะได้มีเวลาดูได้เต็มที่ และในตอนเวลากลางคืน แสงสว่างอาจไม่พอ หรือแสงจากหลอดไฟอาจจะหลอกตา และจะทำให้เราอาจไม่เห็นข้อบกพร่องต่างๆ หรืองานปูน หรืองานกำแพงบางอย่างที่ยังทำไม่ดีได้ นอกจากนี้แล้วการตรวจพื้นที่นอกตัวบ้านในตอนกลางคืน ก็จะทำได้ค่อนข้างยาก และไม่สะดวกเท่าที่ควรด้วยค่ะ

6. ไม่เสร็จจริง ไม่ไปต้องตรวจ โดยหากโครงการโทรมาให้ท่านไปตรวจโดยแล้วบอกว่าบ้านเสร็จแล้ว และ Quality Control QC ทางของโครงการได้ตรวจสอบหมดแล้ว แต่พอเราไปตามนัด ก็พบว่าบ้านไม่อยู่ในสภาพที่สร้างเสร็จจริง หรืออาจตรวจหมดแล้วโดย QC จริง โดยท่านมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ตรวจเลยในวันนั้นได้ และให้ย้ำกับเจ้าหน้าที่ว่า ถ้าบ้านยังไม่เสร็จแบบเรียบร้อยตามมาตรฐาน QC จริงๆ ก็ไม่ต้องนัดหมายมาให้ตรวจเลย เพราะในทางปฏิบัติแล้ว บางโครงการมีการโยนภาระหน้าที่การ QC และมาให้ลูกบ้าน แทนที่ตัวเองจะ QC เองให้เรียบร้อยก่อน

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หลักในการเลือกซื้อ โครงการบ้านใหม่

หลักในการเลือกซื้อ โครงการบ้านใหม่


โครงการบ้านใหม่
ขอขอบคุณภาพ จาก sansiri.com


ที่อยู่อาศัยนั้นก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีสำคัญมากในการที่เราจะดำรงชีวิตของเรา ซึ่งในการเลือกซื้อขายบ้านสักหลังนั้นก็ถือได้ว่ามีความสำคัญมาก ในการที่เราจะได้ต้องพิจารณาหาข้อมูล และเพื่อให้เราได้ซื้อขายบ้านที่ดีและมีความเหมาะกับเราที่สุดแล้ว บทความนี้จึงได้หาข้อมูลดีๆ ที่จะทำให้ท่านได้เลือกซื้อโครงการบ้านใหม่, หรือ ทาวน์โฮม และทาวน์เฮาส์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสดและเป็นประโยชน์ต่อท่านมากที่สุดด้วย

หลังจากที่รัฐบาลนั้นได้อนุมัติโครงการบ้านใหม่หลังแรกที่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้วนั้น และก็ได้มีการตราออกมาเป็นพระราชกฤษฎีกาไว้ว่าด้วยการยกเว้นรัษฏากร ในฉบับที่ 528 เมื่อปี 2554 ซึ่งก็เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลด้วย เพื่อจะสนับสนุนให้ประชาชนที่ยังไม่เคยเป็นเจ้าของบ้าน คอนโดมาก่อน นั้นสามารถซื้อบ้านหรือคอนโดได้เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ โดยอาศัยในมาตรการทางภาษีเข้ามาสนับสนุนด้วย

หากเป็นบ้านโครงการ ท่านก็จะสามารถค้นหาโครงการบ้านต่างๆได้จากดีเวลลอปเปอร์ดังๆได้ในได้ Google ซึ่งก็อาจจะค้นจากคำว่า "โครงการบ้านใหม่" หรืออาจจะ "ราคาโครงการบ้านใหม่" เว็บที่เราได้เจอบ่อยและมีคุณภาพดีก็คือเว็บ เช็คราคา.คอม ซึ่งท่านจะสามารถเลือกตามทำเลและงบประมาณได้ด้วย ในตัวอย่างโครงการบ้านที่ได้เป็นที่นิยมคงหนีไม่พ้นบ้านของ พฤกษา แสนสิริ และของเจ้าอื่นๆเช่นโครงการ พร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟ็ค Property Perfect,หรือ ควอลิตี้เฮ้าส์ Q-House,และจำพวก โนเบิล Nobal, เมเจอร์ Major Development,อาจจะเป็น อนันดา Ananda, หรือ แอลพีเอ็น LPN, ชาญอิสระ Charn Issara, และปริญสิริ Prinsiri, แลนด์แอนด์เฮ้าส์ Land and House,อีกทั้งยัง อารียา Areeya, ทีซีซี TCC, ศุภาลัย Supalai, เอพี AP,และอีกมากมายเช่น นารายณ์พร็อพเพอร์ตี้ Narai property, เอสซีแอสเส็ท SC, ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ฯลฯโดยสิ่งที่ท่านควรรู้ในการเลือกซื้อบ้านจะมีดังนี้ค่ะ

ในประเภทบ้าน
บ้านนั้นก็มีอยู่หลายประเภท ซึ่งในแต่ละประเภทก็จะมีข้อดี ข้อเสีย ที่มีต่างกัน และเราควรเลือกซื้อบ้านที่เหมาะกับขนาดครอบครัว,และ ทำเล, และประเภทของบ้านที่จะรองรับการใช้ชีวิตของเราให้ลงตัวได้ให้มากที่สุดค่ะ
1. บ้านเดี่ยว ก็เป็นบ้านที่มีความเป็นส่วนตัวของครอบครัวมาก ต่อขยายบ้านได้ง่ายดายค่ะ
2. บ้านแฝด จะเป็นบ้าน 2 หลังมีฝาบ้านด้านหนึ่งติดกัน และสร้างขึ้นเป็นคู่ โดยบ้านแฝดมีบริเวณคล้ายบ้านเดี่ยวแต่น้อยกว่าค่ะ
3. ทาวน์เฮาส์ หรือ ทาวน์โฮม จะมีราคาที่ถูก และก็จะอยู่ใกล้เมืองกว่าเมื่อได้เทียบกับบ้านเดี่ยวในราคาที่เท่ากันค่ะ แต่ใช้พื้นทื่น้อยกว่าด้วย

นอกจากนั้น ก็ยังมีบ้านอีกหลายประเภทที่ค่อนข้างน่าสนใจ ได้แก่ บ้านพักตากอากาศต่างๆ และบ้านริมน้ำทะเลสาบ ซึ่งในแต่ส่วนของบ้านริมน้ำทะเลสาบนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นบ้านที่ได้รับความนิยมขึ้นมากเรื่อยๆ โดยด้วยวิวที่สวยงาม ผ่อนคลายค่ะ ที่จะให้เราได้เลือกซื้อขายบ้าน

การเลือกโครงการบ้านใหม่ที่เหมาะสมค่ะ
ในปัจจุบันโครงการบ้านได้เป็นที่นิยมกว่าการสร้างบ้านเองมากเลย คงเพราะได้ในเรื่องของความสะดวก และไม่ยุ่งยากกับขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างค่ะ และการหาช่างผู้รับเหมาที่ไว้ใจได้ด้วย และถ้าหากเลือกโครงการที่มีคุณภาพหรือที่มีชื่อเสียงดีแล้ว ก็จะแน่ใจได้ว่า บ้านที่เราซื้อหามานั้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรานั้น จะสร้างได้เสร็จตามกำหนดแน่นอนและ ตามสเป็ค

ในปัจจุบันนี้ โครการบ้านใหม่ที่สร้างและขายบ้านนั้น ก็มักจะมีทำเลที่ดี เพราะผู้ที่เป็นเจ้าของโครงการจะย่อมเล็งเห็นแล้วว่า ที่ทำเลที่จะทำการสร้างบ้านขาย ต้องเป็นในเขตชุมชนหรือ หรือใกล้กับแหล่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของผู้ที่ต้องการจะซื้อบ้าน อีกทั้งในส่วนผู้ประกอบการด้านนี้ยังมีเงินทุนที่ค่อนข้างมากด้วย จึงสามารถจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านสาธารณูปโภคไว้ให้กับผู้ที่มีความสนใจซื้อบ้านได้ครบถ้วน ทั้งในเรื่องของ ถนนหนทาง,ไฟฟ้า,ประปา,หรือสวนสาธารณะ หรือแม้แต่ด้านการรักษาความปลอดภัยด้วย ซึ่งก็มักจะมี ระบบรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านในเกือบๆทุกโครงการใหญ่ ๆ เลย ซึ่งก็เป็นข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับผู้ที่ได้เลือกที่จะซื้อหาบ้านสำเร็จรูปตามโครงการต่างๆ ไว้ก็เป็นบ้านที่อยู่อาศัยของตนเองด้วย ก็คิดให้ดีก่อนเลือกซื้อขายบ้านกันด้วยนะค่ะ

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เลือกอยู่ในโครงการบ้านใหม่ แบบไหนจะรวย

เลือกอยู่ในโครงการบ้านใหม่ แบบไหนจะรวย

ขอบคุณภาพจาก komchadluek.net

ใครๆก็อยากที่จะรวยด้วยกันทั้งนั้น แต่การที่เราจะร่ำรวยขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่ของง่ายเลย ต้องมีหลากหลายปัจจัยเข้ามามาเกื้อหนุน ถ้าเป็นเรื่องบ้านอาจจะเป็นการขายบ้านเพื่อความรำ่รวย หรือ แน่นอนว่า เรื่อง “ฮวงจุ้ย” ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยเหล่านั้นด้วย ศาสตร์ของฮวงจุ้ยพูดถึงความร่ำรวยเอาไว้มากมายเลย ลองมาดูบ้านของคนรวยๆ กันก่อนว่าบ้านเขาเหล่านั้นได้มีลักษณะตามหลักฮวงจุ้ยอย่างไรกันบ้าง โดยบ้านที่เข้าข่ายที่จะสร้างความร่ำรวยให้เจ้าของบ้านจะต้องมีปัจจัยดังต่อไปนี้ค่ะ

1.ในสภาพแวดล้อมรอบๆบ้านจะต้องมีกำลังส่งเสริมค่ะ
เช่น ถ้าหากบ้านข้างเคียงจะต้องเป็นกลุ่มบ้านที่ดีและมีฐานะใกล้เคียงกัน ไม่ใช่แย่กว่ากัน เพราะกลุ่มคนที่มีฐานะเดียวกันหรือใกล้เคียงกันนั้นจะช่วยเกื้อหนุนกันค่ะ ถ้าบ้านแวดล้อมไปด้วยกลุ่มคนที่มีฐานะที่ต่ำกว่าจะดึงกำลังไป เพราะฉะนั้นถ้าตัวเองเริ่มมีฐานะดีขึ้นแล้วกว่าบ้านข้างเคียง (มากไป) ควรย้ายบ้านไปอยู่ในกลุ่มที่มีฐานะพอๆกันค่ะ เช่น เดิมอยู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ก็ควรย้ายไปอยู่บ้านเดี่ยว เป็นต้น

ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญมากเพราะในการอยู่บ้านที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งที่ด้อยกว่ามากก็จะทำให้ขาดความกระตือรือร้นไป เพราะยังไงบ้านของตัวเองก็ดีกว่าเพื่อนบ้านอยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าไปอยู่ในกลุ่มที่มีฐานะพอๆกันแล้ว ก็จะเกิดแรงกระตุ้นให้ตัวเองสร้างฐานะขึ้นมาให้ดีกว่าเพื่อนบ้านนั่นเองค่ะ

2.บ้านที่ตั้งอยู่ในทิศที่รุ่งเรืองประจำยุคนั้น
หลักฮวงจุ้ยได้สอนในเรื่องของยุคแห่งความรุ่งเรืองซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ 20 ปี และในยุคปัจจุบันคือยุคที่ 8 เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2547-2566 มีทิศรุ่งเรืองที่สุดจะอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือกับในทิศตะวันออกเฉียงใต้ค่ะ บ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศนี้ก็จะได้รับอิทธิพลของความรุ่งเรื่องไปอีก 20 ปีเลยค่ะ

3.แบบบ้านเข้าอยู่ลักษณะเสือขาว-มังกรเขียว
โดยแบบบ้านนั้นจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนตรงกลางคือประธาน และปีกซ้ายของบ้านคือตำแหน่งมังกรเขียว และในส่วนปีกขวาของบ้านคือตำแหน่งเสือ-ขาวค่ะ หลักฮวงจุ้ยบอกว่าบ้านลักษณะนี้จะได้องค์ประกอบบ้านที่สมบูรณ์ และส่งเสริมให้เจ้าของบ้านมีกำลัง และโอกาสที่จะสร้างความร่ำรวยก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

คงพอมองเห็นภาพกันบ้างนะค่ะ ว่าเราต้องขายบ้านเพื่อความร่ำรวยมั้ย หรือโครงการบ้านใหม่ที่เข้าข่ายสร้างความร่ำรวยได้ให้นั้นจะต้องมีองค์ประกอบอะไรกันบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรรู้เอาไว้ก็คือฮวงจุ้ยเป็นเพียงบางส่วน แต่ถ้าอยากรวยก็ต้องช่วยตัวเองด้วยค่ะ ไม่มีใครรวยโดยไม่ทำงานหรอกนะค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คิดจะซื้อบ้านมือสอง ควรระวัง

คิดจะซื้อขายบ้านมือสอง ควรระวัง


โครงการบ้านใหม่
ขอบคุณภาพจาก terrabkk.com/


และด้วยเหตุผลที่ว่าบ้านมือสองมักจะอยู่ในทำเลที่น่าสนใจและดูโดดเด่นกว่าโครงการบ้านใหม่เสมอ  จึงทำให้มีคนหลายคนสนใจที่จะลงทุนหรือเลือกที่จะซื้อขายบ้านมือสองมากแทนการซื้อโครงการบ้านใหม่ขึ้นทุกวัน เพราะนอกจากจะได้อยู่ในทำเลที่ดีในราคาที่ไม่สูงมากจนเกินไปแล้ว ยังจะสามารถดูสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านได้ดีอีกด้วยว่าเพื่อนบ้านของเราเป็นอย่างไรน่าอยู่หรือไม่นั้นเอง แต่ที่สำคัญอีกอย่างนั้นก็คือการตรวจสภาพบ้านให้ดูดีๆ ว่ามีสภาพที่ทรุดโทรมไปมากน้อยเพียงใดค่ะ และต้องซ่อมแซมปรับปรุงหรือต้องเพิ่มเติมอีกมากน้อยแค่ไหนค่ะ แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อควรระวังที่เราไม่ควรพลาดไปและเช็คให้ดีอีกดังนี้ค่ะ

ข้อ 1. ปลวก จะถือได้ว่าเป็นตัวการทำลายพื้นในบ้านตัวสำคัญที่สุดที่จะทำให้บ้านนั้นทรุดโทรมลงได้ค่ะ ดังนั้นก่อนที่เราจะซื้อขายบ้านมือสองเราควรที่จะตรวจเช็คให้ดีก่อนว่าบ้านหลังนั้นไม่ได้มีปลวกมาทำลายไว้ก่อนแล้วค่ะ

ข้อ 2. ท่อประปาแตกรั่วหรือไม่ ปัญหานี้ก็ถือเป็นปัญหาสำคัญมากเพราะหากมีการแตกรั่วขึ้นมาละก็ เราจะต้องขุดเจาะลงไปเพื่อซ่อมแซมเป็นการใหญ่แน่นอน อีกทั้งปัญหาน้ำรั่วนี้นั้นยังทำให้พื้นในบ้านทรุดลงอีกด้วยค่ะ

ข้อ 3. หลังคารั่วหรือไม่ ก่อนที่จะซื้อบ้านมือสองเราควรเหล่านี้เราก็ควรเช็คฝ้าเพดานให้ดีก่อนค่ะ ว่ามีรอยรั่วตรงไหนบ้าง และเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในภายหลังนั่นเองค่ะ

ข้อ 4. การรุกล้ำพื้นที่บ้านคนอื่นหรือโดนรุกล้ำ ปัญหาที่มักพบก็คือพื้นที่ไม่ตรงตามโฉนดที่ได้รับ ดังนั้นเราจึงต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่ามีการรุกล้ำพื้นที่กันหรือไม่ค่ะ

ข้อ 5. อันตรายจากสภาพแวดล้อมค่ะ ก่อนจะซื้อบ้านมือสองนั้น ไม่ว่าจะจากทำเลไหนก็ตามเราควรเช็คให้ดีก่อนว่าที่นั้นมีมลพิษทางอากาศ ทางเสียง ทางแสง อยู่หรือมีปัญหาน้ำเน่าเสียหรือไม่ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากมากค่ะ

ข้อ 6. ปัญหาจากทางกฏหมายควบคุมอาคาร บ้านมือสองนั้นส่วนใหญ่มักมีปัญหาเรื่องนี้ค่ะ ดังนั้นจึงควรเช็คให้ดีก่อน จากสำนักงานโยธาฯในพื้นที่นั้นๆ ค่ะ

ข้อ 7. การถูกเวนคืน ซึ่งเช็คจากการทางพิเศษฯ กรมทางหลวง ในสำนักงานจราจรและในสำนักงานโยธาให้ดีว่าบ้านมือสองที่เรากำลังจะซื้อนี้นั้นอยู่ในพื้นที่ที่ถูกเวนคืนหรือไม่ค่ะ

ข้อ  8. ปัญหาโครงสร้าง เช็คได้จากรอยแตกร้าว และการทรุดตัวของบ้านค่ะ และรอยยึดต่างๆ ว่ามีมากน้อยเพียงใด เพราะถ้าหากว่ามีปัญหาในเรื่องนี้มาก ก็ย่อมต้องเสียค่าใช้จ่ายในกำบำรุงรักษาซ่อมแซมจำนวนมากด้วยเช่นกันค่ะ

ข้อ 9. เอกสารสิทธิภาระผูกพันค่ะ ปัญหาการภาระผูกพันที่ต้องระวังก็คือ สิทธิเก็บกินค่ะ สิทธิการเช่าค่ะ จำนองค่ะ สิทธิอาศัยค่ะ ภาระจำยอมต่างๆ ค่ะ เพราะปัญหาเหล่านี้มักจะลิดรอนสิทธิในการที่เราเป็นเจ้าของโดยตรงค่ะ โดยสามารถเช็คได้โยจากโฉนดในหน้าสารบัญค่ะ หรือลงพื้นที่เองก็ได้เช่นกันค่ะ

ข้อ 10. ปัญหาความชื้นภายในบ้าน ปัญหานี้ก็มักตรวจสอบได้ยากค่ะ แต่เราก็สามารถตรวจสอบได้จากรอยรั่วซึมในบ้านตามที่ต่างๆ ความอับชื้น หรือแม้กระทั้งคราบน้ำคราบตะไคร่ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของเราได้อีกด้วยค่ะ

ข้อ 11. ปัญหาที่พื้นดินต่ำและการระบายน้ำไม่ดี ถือว่าเป็นปัญหาที่มักจะพบเจอได้บ่อย เพราะบ้านมือสองนั้นก็มาจากบ้านเก่าที่ผ่านการใช้งาน ซึ่งมักจะพบเจอปัญหาน้ำท่วมขังเสมอๆ ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงจะดีที่สุดค่ะ

ข้อ 12. ปัญหาและข้อจำกัดในการพัฒนาผังเมืองต่างๆ เพราะบางพื้นที่ตามผังเมืองก็อาจจะมีการกำหนดไว้แล้วว่าเราจะสามารถใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงไหนค่ะ หรือจะสร้างอาคารได้แค่บางประเภทเท่านั้น ดังนั้นจึงควรเช็คผังเมืองให้ดีก่อนเพื่อไม่ให้ผิดกฏเหล่านี้ค่ะ หากต้องการสร้างหรือต่อเติมอะไรตามมาค่ะ

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

พิธีขึ้นบ้านใหม่ ในโครงการบ้านใหม่ ที่ถูกต้อง

พิธีขึ้นบ้านใหม่ ในโครงการบ้านใหม่ ที่ถูกต้อง



ขอบคุณภาพขจาก bitongphoto.com/
บ้านนั้นถือเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวเลยก็ว่าได้ พิธีการ ขึ้นบ้านใหม่หรือโครงการบ้านใหม่นั้นนั้น จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ โดยจะเป็นตัวกำหนด ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ ไปตามหลักวิชาและสะดวกกับเจ้าบ้านค่ะ ก่อนจะทำการขึ้นบ้านใหม่ค่ะ

1. บริเวณบ้านที่เราจะไปอาศัยอยู่  หากมีได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ใกล้ ๆ บ้าน ให้เราไปไหว้แสดงความเคารพค่ะ และขอพรให้ท่านคุ้มครองดูแลให้บ้านเรามีความสุขความเจริญ และก็ให้ทำบุญสังฆทาน รวมถึงอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรของครอบครัวเราด้วย รวมถึงเจ้าที่ และวิญญาณที่อาศัยอยู่ในสถานนี้ด้วย
2. ในกรณีที่ยังเป็น บ้านใหม่ หรือบ้านที่เรานั้นยังไม่เคยเข้าไปอยู่อาศัยเลย  ก่อนย้ายเข้า เราก็สามารถปรับสภาพกระแสภายในบ้านของเราให้ปราศจากสิ่งไม่ดีทั้งหลายได้ โดยการทำ พิธีล้างปรับสภาพด้วยก็จะดีค่ะ
3. การที่เราทำพิธี ขึ้นบ้านใหม่นั้น ต้องใช้ฤกษ์งามยามดีที่ถูกต้องตามหลักวิชาการด้วยค่ะ  จึงจะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขค่ะ ท่านก็ยังสามารถ หาฤกษ์ ขึ้นบ้านใหม่ โดยผ่านหน้า บริการหาฤกษ์ให้ดีค่ะ

ขั้นตอนก่อนได้ ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ค่ะ

1. ให้ดับไฟในบ้านด้วยคะ
2. ให้ทุกคนออกนอกบ้าน และรวมตัวกันที่หน้าบ้านค่ะ

ขั้นตอนเมื่อได้ฤกษ์ ขึ้นบ้านใหม่

1. ให้เราทุกคนเดิน เข้าบ้านใหม่ จัดตั้งตี่จู้ องค์พระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อื่น ๆ ค่ะ เพื่อให้ท่านช่วยคุ้มครองปกปักรักษาค่ะ และให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขด้วยค่ะ ในทางปฏิบัติ เราควรจะกำหนดจุดตั้ง และต้องเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นไว้ล่วงหน้าด้วยค่ะ เพื่อจะได้เป็นการสะดวกในวันทำพิธีค่ะ และจะได้ตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เสร็จในเวลาที่ทันในฤกษ์ค่ะ 
2. หากเราต้องการนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาก่อนนั้น ให้ใส่กล่องทึบและควรวางไว้โต๊ะกลางบ้านค่ะ  เพื่อจะได้ไม่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับทิศทางของการวาง และหากอัญเชิญมาจากที่บ้านเก่าเราก็ต้องดูฤกษ์อัญเชิญลงค่ะ
3. จัดของไหว้ถวาย ( โดยตามแต่ประเพณีและความนิยมของบุคคลค่ะ )  ดีที่สุดไว้ ควรเป็นผลไม้ห้าอย่างค่ะ ( โดยครบห้าธาตุ  - ดิน ทอง น้ำ ไม้ ไฟ ) และไม่ควรเป็นเนื้อสัตว์ เพราะเท่ากับเราเบียดเบียนชีวิตอื่นค่ะ
4. ในวันแรกให้จุดธูปจริง เทียนจริงค่ะ เพื่อให้เกิดควัน  ( เพราะควันเป็นสื่อถึงแสดงออก ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเชิญได้รับรู้ค่ะ )  และควรขอพร ( โดยเราอย่าขอหลายอย่าง ให้ขอเท่าที่สำคัญและจำเป็น เท่ายนั้น)
5. ก่อเตาหุงต้มค่ะ ( เช่น จุดเตาแก๊ส ) คือการเริ่มต้นของการอยู่กิน และยังหมายถึงมีกินมีใช้อีด้วย ( ในสมัยโบราณเราจะใช้วิธีการถือ เตาถ่าน เดินเข้าบ้าน แต่ในปัจจุบันเราสามารถใช้วิธีนี้แทนค่ะ ) แนะนำให้เราต้มขนมอี๋เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านใหม่ค่ะ 
6. ตั้งเตียงและควรนอนค้างคืน หมายถึงมีที่นอนค่ะ อยู่เย็นเป็นสุขด้วยค่ะ ( ในความเป็นจริงแล้วส่วนใหญ่จะตั้งเตียงอยู่แล้วค่ะ เราเพียงแต่ดันขยับอีกสักเล็กน้อยพอเป็นพิธีค่ะ )  ( การปูเตียง ก็ทำเพียงยกหมอนขึ้นแล้ววางลงเหมือนเดิม และตบฟูกแบา ๆ ก็พอค่ะ )
7. บุคคลที่จะถูกปะทะใน ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่นั้น ให้เดินตามหลังค่ะ  ( อย่าเป็นผู้เดินนำในการเดินหน้าหรือเป็นผู้ประกอบพิธีค่ะ )
8. หากที่บ้านทิ้งช่วงทำบุญมามากกว่า 1 ปี แล้ว ควรดูฤกษ์ แต่หากทำต่อเนื่องทุกปีก็ไม่ต้องดูฤกษ์ ( วิธีที่ง่ายกว่าคือ : ให้ไปทำบุญสังฆทานที่วัด แล้วควรอุทิศให้เจ้าที่  และวิญญาณทั้งหลายทั้งปวงที่อาศัยในบ้านหลังนี้ค่ะ ขอให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขด้วยค่ะ ) 

การขึ้นบ้านใหม่นั้นมักจะทำกับบนใหม่ที่เราพึ่งสร้างเสร็จ หรือในโครงการบ้านใหม่ที่เราได้ซื้อมาก็ควรทำ หรือซื้อขายบ้านมาก็ควรทำเช่นกันคะ เพื่อเป็นการเริ่นต้นในบ้านใหม่ หรือโครงการบ้านใหม่ให้ดีโชคในกพักอยู่อาศัยตลอดไปค่ะ

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สินเชื่อบ้านที่คนคิดจะกู้ซื้อขายบ้านต้องรู้ไว้

สินเชื่อบ้านที่คนคิดจะกู้ซื้อขายบ้านต้องรู้ไว้

blog รอบรู้เรื่องขายบ้าน โครงการบ้านใหม่ ขอขอบคุณภาพจาก thaihometown.com


โดยปกติทั่วไปแล้ว สินเชื่อบ้านนั้น ไม่ว่าจะกู้เพื่อซื้อโครงการบ้านใหม่หรือซื้อขายบ้าน ก็จะเป็นสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยค่ะ โดยจะมีที่อยู่อาศัยนั้นในการเป็นหลักประกันจำนองค่ะ จะให้แก่ผู้ให้กู้สินเชื่อบ้านนั้นๆ เพื่อเป็นสินเชื่อมีการประกันในประเภทที่มีหลักประกันที่จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่สูญหาย หรือ เคลื่อนย้ายไม่ได้ และยังเป็นปัจจัยสำคัญในการที่เราจะดำรงชีวิตของผู้กู้ได้ ดังนั้นในสินเชื่อบ้านจึงมักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่จะค่อนข้างต่ำ เมื่อเราเทียบกับบริการสินเชื่ออื่นๆแล้ว ที่ธนาคารหรือที่ผู้ให้กู้มีเสนอให้แก่ลูกค้ารายย่อยค่ะ

ทั้งนี้ จะสามารถแบ่งประเภทสินเชื่อบ้านออกตามเป็นลักษณะและวัตถุประสงค์ต่างๆ ในการขอสินเชื่อ ได้ดังนี้ค่ะ

ข้อ 1. สินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน หรือทาวน์เฮ้าส์ หรืออาคารพาณิชย์และอาคารชุดค่ะ

ข้อ 2. สินเชื่อเพื่อที่จะปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเองค่ะ

ข้อ 3. สินเชื่อเพื่อที่จะปรับปรุง ต่อเติม หรือซ่อมแซม ที่อยู่อาศัยค่ะ

ข้อ 4. สินเชื่อเพื่อที่จะไถ่ถอนหนี้ ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินที่อื่นๆ ค่ะ

วงเงินของการกู้ และระยะเวลากู้

โดยปกติทั่วไปแล้ววงเงินกู้ที่สถาบันการเงินจะให้กู้นันจะอยู่ที่ประมาณ 70-80% ของราคาประเมินนั้นๆ หรือราคาซื้อขายนั้นๆ ซึ่งที่บางทีเรียกกันสั้นๆ กันว่า LTV (Loan to Value ratio) นั่นเองค่ะ แต่ในปัจจุบันนี้ ตลาดมีการแข่งขันสูงขึ้น สถาบันทางการเงินจึงทำข้อตกลงกับโครงการจัดสรรต่างๆ หรือโครงการที่ได้ธนาคารให้การสนับสนุนในทางด้านการเงิน ธนาคารส่วนใหญ่อาจจะให้วงเงินกู้สูงถึง 90-100 % ของราคาประเมินนั้นๆ หรือราคาซื้อขายนั้นๆ ส่วนระยะเวลาของการกู้ ธนาคารมักกำหนดให้ระยะเวลากู้นานสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 15-30 ปี (ซึ่งจะขึ้นอยู่กับหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันค่ะ) แต่ธนาคารส่วนใหญ่ก็มักจะกำหนดให้ระยะเวลาของการกู้เมื่อรวมกับอายุผู้กู้แล้วจะต้องไม่เกิน 65-70 ปี ค่ะ เช่น ในกรณี อายุ 40 ปี จะกู้ได้สูงสุดถึง 30 ปี เป็นต้น และสำหรับผู้กู้ที่มีกำลังผ่อนในปัจจุบันในระยะเวลา 15 ปีนั้นๆ หรือ 20 ปี ถ้าหากคาดการณ์ว่าในอีก 2-3 ปี ข้างหน้าจะมีภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่จะสูงขึ้นและจะทำให้มีปัญหาการผ่อนชำระได้ ก็อาจจะขยายระยะเวลากู้เป็น 25-30 ปี ก็เป็นได้เช่นกัน เพื่อเงินงวดที่ผ่อนต่อเดือนน้อยที่สุดนั้น เพราะในภายหลังถ้าเมื่อครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะสามารถชำระเงินงวดได้เพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้เดิมได้เช่นกัน เช่นในกรณี เดิมผ่อนเดือนละ 8,000 บาท และก็อาจจะเพิ่มเป็นเดือนละ 10,000 บาท หรือมากกว่านั้นก็ได้ ซึ่งจะทำให้หนี้เงินกู้หมดเร็วยิ่งขึ้น

ระยะเวลาในการกู้

เมื่อผู้ซื้อบ้านได้คิดจะกู้เงินก็มักจะคิดตั้งคำถามกับตนเองเสมอว่า แล้วจะกู้ในระยะเวลานานแค่ไหน ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วธนาคารจะให้กู้ตั้งแต่ 5-30 ปี ค่ะ ในการตัดสินใจตรงนี้จะขึ้นอยู่กับวว่างเงินกู้ ของผู้กู้และความสามารถในการผ่อนชำระเงินกู้ในของผู้กู้ เพราะถ้าหากผู้กู้ต้องการวงเงินกู้ที่สูง แต่ความสามารถในการที่จะผ่อนชำระนั้นค่อนข้างต่ำ จึงจำเป็นต้องที่ะขยายเวลาออกไปให้ได้นานที่สุดเป็น 25-30 ปี ค่ะ เพื่อที่จะให้เงินงวดนั้นลดลงจนถึงจุดที่สามารถผ่อนชำระได้คะ เพราะในวงเงินกู้ที่เท่ากัน อัตราดอกเบี้ย ที่เท่ากัน ก็จะยิ่งใช้เวลาผ่อนนานมากขึ้น

ดังนั้นในเงินกู้ตามสัญญาที่เดิมที 25 ปี ก็อาจจะผ่อนหมดในเวลาที่สั้นลง เหลือเพียงประมาณ 10 ปีเท่านั้น แต่การจะกู้ได้นานสูงสุดกี่ปีนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับอายุของผู้กู้ด้วยค่ะ โดยธนาคารส่วนใหญ่นั้นจะกำหนดว่า เมื่อรวมอายุของผู้กู้แล้วบวกกับระยะเวลากู้แล้วจะต้องไม่เกิน 60, 65 หรือ 70 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงินนั้นจะกำหนด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าธนาคารอาคารสงเคราะห์กำหนดอายุของผู้กู้ไว้แล้วว่า เมื่อรวมกับระยะเวลากู้แล้ว ต้องไม่เกิน 70 ปี เพราะฉะนั้นถ้าผู้กู้นั้นอายุ 50 ปี ก็จะสามารถกู้ได้ยาวที่สุดเพียงแค่ 70-50 = 20 ปีเท่านั้นค่ะ แต่ก็จะกู้สั้นหรือยาวนั้นก็จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการที่จะผ่อนชำระหนี้ของผู้กู้เป็นหลักด้วย หากกู้ระยะเวลาสั้น ผู้กู้ก็จะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยมาก แต่ก็จะต้องจ่ายเงินงวดต่อเดือนสูง อย่างไรก็ตามถ้าหากผู้กู้มีรายได้น้อยในปีแรกๆนั้น หรือต้องการผ่อนสบายๆนั้น เมื่อมีรายได้มากขึ้นก็จะค่อยโปะภายหลังก็ได้เช่นกัน หรืออาจขอกู้ระยะเวลานานจะดีกว่าก็ได้ค่ะ

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ขจัดเชื้อราในบ้านใหม่เหมือนโครงการบ้านใหม่

ขจัดเชื้อราในบ้านใหม่เหมือนโครงการบ้านใหม่


โครงการบ้านใหม่
ขอขอบคุณภาพจาก Mthai.com


หลังจากที่เราได้เผชิญกับภาวะน้ำท่วมมาหลายรอบ ในระยะนี้ จะดูเหมือนว่าสถานการณ์น้ำจะเริ่มคลี่คลายลงไปแล้ว แบบนี้แล้วใครหลาย ๆ คนก็คงจะพากันดีใจกันยกใหญ่ เพราะว่าในที่สุดก็ได้กลับไปอยู่ในบ้านของตัวเองสักที แต่ว่าอย่าสบายใจไปค่ะ เพราะไม่ว่าน้ำจะลดมากน้อยแค่ไหน หรือที่บ้านมีความเสียหายน้อยยังไง แต่สิ่งที่คุณ ๆ ต้องทำการจัดการกันแน่ ๆ หลังจากที่บ้านได้เผชิญกับภาวะน้ำท่วมมาบ่อย ก็คือกลิ่นอับชื้น กลิ่นเหม็นอับ และรวมถึงเชื้อราที่ผุดขึ้นในบ้านนั่นเองค่ะ 

วันนี้ เราก็เลยจะขอรวบรวมวิธีกำจัดเชื้อราภายในบ้านมาฝากกัน เพื่อให้ผู้ที่เคยประสบอุทกภัยได้จัดการกับเหล่าเชื้อราที่นำมาซึ่งอันตรายและรวมถึงเชื้อโรคอย่างหมดจด และถูกวิธีกันค่ะ

ข้อ 1. เมื่อเกิดเชื้อราขึ้นกับเหล่าวัสดุที่เป็นพื้นแข็ง ให้ใช้น้ำสบู่ หรือแอลกอฮอล์ หรือน้ำยาขัดห้องน้ำล้าง และขัดให้ด้วยแปรงชนิดแข็งจนเชื้อราออกจนหมดจด จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำและเช็ดหลาย ๆ รอบจนกว่าจะแน่ใจว่ามันสะอาด

ข้อ 2. วัสดุที่เป็นประเภทเนื้ออ่อน เช่น หนังสือ กระดาษมัน พลาสติก กล่องจำพวกนี้ ให้ใช้สำลีชุบฟอร์มาลีนเช็ด แล้วจากนั้นตามด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด ต่อจากนั้นก็นำไปวางไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท และมีแสงแดดส่องได้ถึงเล็กน้อย แล้วก็ปล่อยให้แห้ง

ข้อ 3. จำพวกพรม ฝ้า หรือที่นอน หาก ถ้ามีเชื้อราขึ้น ให้นำไปโยนทิ้งจะปลอดภัยที่สุดแล้วคะ เพราะวัสดุที่มีรูอย่างจำพวกพรม ฝ้า และที่นอนนี้ จะเป็นวัสดุที่ล้างเชื้อราออกได้ยากมากค่ะ และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถล้างออกได้หมดจด 100% ซึ่งแน่นแนว่าถ้าหากยังดันทุรังใช้ต่อไป ความชื้นภายในห้องก็อาจจะทำให้เชื้อราลุกลามมากขึ้น อาจฟักตัวได้กว้างขึ้น และทำให้เกิดโรคและยังเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของผู้ที่อยู่อาศัยโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนั้นแน่นอนว่ามันไม่คุ้มกันเลยล่ะค่ะ

ข้อ 4. อย่าทำการทาสีหรือแลคเกอร์ทับในบริเวณที่เกิดเชื้อราในทันทีค่ะ ให้ล้างออกให้สะอาดหมดจดเสียก่อน จากนั้นค่อยเริ่มทาสีหรือแลคเกอร์ได้ตามปกติ

ข้อ 5. ในกรณีที่เชื้อราผุดให้ได้เห็นในข้าวของเครื่องใช้จำพวกประเภทเครื่องหนัง ก็ให้ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดหลาย ๆ ครั้งค่ะ จนแน่ใจว่าสะอาดแล้ว จากนั้นจึงเช็ดครั้งสุดท้ายด้วยน้ำสะอาดค่ะ น้ำส้มสายชูนั้นจะช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

ข้อ 6. เฟอร์นิเจอร์ หรือของจำพวกที่เป็นไม้เนื้ออ่อน ในโดยปกติวัสดุเหล่านี้นั้นจะเสี่ยงต่อการขึ้นราเมื่อมีความชื้นอยู่แล้วค่ะ ซึ่งมันจะไม่เป็นอะไรมากนักหากเรานำมาล้างทำความสะอาดภายใน 24-48 ชั่วโมงที่เราพบเชื้อ หรือเราเริ่มสังเกตเป็นดอกเป็นดวงขึ้นนั้น แต่ในกรณีที่น้ำท่วมแล้วเราต้องปล่อยบ้านไว้นานเป็นเดือน ๆเลยแนนอน จะขอแนะนำให้ทิ้งของเครื่องใช้ที่ที่ทำด้วยไม้เนื้ออ่อนเหล่านั้นไปเลย อย่าไปต้องเสียดาย เพราะอาจจะมีการฟักตัวเป็นเชื้อราที่อันตรายมากขึ้นได้ก็ได้ค่ะ

ข้อ 7. ย้ายเฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ที่เริ่มมีราขึ้นหลังจากที่ทำความสะอาดแล้วค่ะ ไปอยู่ในที่ที่อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก หรืออาจที่แสงแดดส่องถึงสักระยะหนึ่งก็ได้ คือประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วก็หมั่นคอยตรวจสอบว่า ในหลังจากทำความสะอาดแล้วยังมีเชื้อราขึ้นอยู่ตรงไหนอีกหรือไม่ หากไม่มีก็แสดงว่าเราสามารถแน่ใจแล้วว่าเราได้ทำความสะอาดเชื้อรานั้นออกไปได้อย่าง หมดจดแล้วจริง ๆ แต่ถ้าหากยังพบร่องรอยของเชื้อราอยู่ ขอให้นำมาทำความสะอาดใหม่อีกครั้ง เพราะมันจะลามได้ง่ายมากค่ะถ้าหากวันหนึ่งอากาศชื้นอีกครั้งนึ่ง

ถ้าอยากให้บ้านยังใหม่เหมื่อพึ่งซื้อจากโครงการบ้านใหม่ละก็  เราก็ควรทำให้ครบตามที่ได้บอกไปเลยนะคะ และยิ่งถ้าใครต้องการขายบ้านแล้วละก็ ยิ่งต้องทำเลยละคะ เพราะจะทำให้บ้าของเราเหมือนโครงการบ้านใหม่และยังสามารถขายบ้านได้อีกด้วย

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หลักฐานที่เราจะต้องใช้ในการขอเลขที่บ้าน

หลักฐานที่เราจะต้องใช้ในการขอเลขที่บ้าน หรือทะเบียนโครงการบ้านใหม่ จะมีดังนี้


ภาพจาก baansanruk.blogspot.com


1 ใบรับแจ้งเกี่ยวกับบ้าน (ท.ร.9) ที่จะออกโดยผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนันท้องที่ที่บ้านที่ปลูกสร้างเสร็จตั้งอยู่คะ

2 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนคะ  และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ยื่นคำร้องพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องทุกฉบับด้วยคะ จำนวน  1  ชุด

3 เอกสารสิทธิ์ในการแสดงการครอบครองที่ดินของบ้านที่ตนปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่คะ  เช่น โฉนดที่ดิน  , น.ส.3 ,ส.ป.ก เป็นต้นคะ ในกรณีสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่บนที่ดินของผู้อื่น  เราจะต้องมีหนังสือยินยอมเพื่อให้ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินนั้นของเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นประกอบด้วยคะ  โดยจะใช้เอกสารดังนี้
หนังสือยินยอมให้ปลูกสร้างบ้าน  ในกรณีสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่บนที่ดินของผู้อื่น โดยแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนคะ และสำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นๆหรือผู้ที่มีชื่อร่วมกันในกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นๆทุกคนได้เลยคะ  โดยจะต้องลงลายมือชื่อพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเอกสารทุกฉบับด้วยคะ  จำนวน  1 ชุด

หมายเหตุ  ในกรณีเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเสียชีวิตแล้ว  ก็จะแนบสำเนามรณบัตรและให้ผู้มีส่วนได้เสียในที่ในของเดิมนั้นๆทุกคน จะต้องมีหนังสือยินยอมให้ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินโดยแนบของตน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  และสำเนาทะเบียนบ้านพร้อมที่จะรับรองสำเนาถูกต้องทุกฉบับของผู้ทีมีส่วนได้เสียแต่ละคน  จำนวนคนละ  1 ชุด

ในกรณียื่นในนามบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด  ฯลฯนั้น ต้องมีหนังสือรับรองการจัดตั้ง  หรือเอาจเป็นการนำหนังสือรับรองโดยแนบสำเนาทะเบียนบ้านมาด้วย  และนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนามทุกคน  ในบ้านลงลายมือชื่อพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องเอกสารทุกฉบับคะ  จำนวน  1 ชุด

ภาพจาก baansanruk.blogspot.com


4 การขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร  หรือ  การขอหนังสือรับรองสิ่งปลูกสร้าง

5  หนังสือที่จะมอบอำนาจ  หรือ มอบหมายจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินคะ  ในกรณีที่เราไม่สามารถมาติดต่อขอเลขที่บ้านด้วยตนเองได้ เราก็จะพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  และนำสำเนาทะเบียนบ้านของผู้มอบอำนาจ หรือ ใบมอบหมายและผู้รับมอบอำนาจหรือมอบหมาย  รวมทั้งพยานบุคคล จำนวน 2 คน และลงลายมือชื่อ  หรืออาจเป็นลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือข้างขวาในหนังสือมอบอำนาจหรือมอบหมาย  พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องให้ครบถ้วนทุกฉบับคะ  จำนวน  1  ชุด

6  รูปถ่ายบ้านที่ปลูกสร้างเสร็จแล้วทั้ง 4 ด้าน จำมี ด้านหน้า – ด้านหลัง - ด้านข้างซ้าย - ด้านข้างขวา คะ แต่ในสถานที่ที่รับแจ้งบางแห่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้นะคะ

สนใจเรื่อง ขายบ้าน

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อะไรบ้างที่ควรเช็คให้ดีก่อนขายโครงการบ้านใหม่ ??

       

อะไรบ้างที่ควรเช็คให้ดีก่อนขายโครงการบ้านใหม่ ??


      ปัจจุบันในตลาดการขายบ้านนั้นมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง เพราะเหตุนั้นถ้าคุณเป็นคนที่คิดจะขายบ้าน ไม่ควรมองข้ามสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเพิ่มมูลค่าให้บ้านของเรา และยังทำให้เราสามารถขายออกได้เร็วมากขึ้น โดยเราควรจะดูแลและบำรุงรักษาให้บ้านอยู่ในสภาพเหมือนกับโครงการบ้านใหม่นั้นเอง และนอกจากนี้เจ้าของบ้านบางรายอาจจะจำเป็นต้องจ้างบริษัทนายหน้ามาเพื่อเป็นผู้ช่วย ในการที่เราจะขายบ้าน แต่ก่อนที่จะนำบ้านของเราขายบ้านทอดสู่ตลาดพวกเขาจะต้องเข้ามาสำรวจสภาพบ้านของเราโดยทั่วเสียก่อน และอาจมีการให้ปรับปรุงบางจุดเพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าบ้านเราให้มากขึ้นอย่างเช่น สิ่งที่จะต้องทำต่อไปนี้




ข้อที่ 1. ทำความสะอาดบ้าน
          ความสะอาดนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเราปล่อยให้บ้านรกร้าง หรือเต็มไปด้วยคราบสกปรกและของใช้วางระเกะระกะไปหมดละก็ ทำให้การขายนั้นเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้บ้านของเราดูไม่น่าอยู่แล้ว ยังทำให้บ้านดูแคบอีกด้วย และอาจเป็นเพิ่มภาระให้กับผู้ซื้อ ที่จะต้องทำการจัดการปรับปรุงสภาพบ้านใหม่ ดังนั้นแล้วจึงมีความจำเป็นอย่างมากเลยที่เจ้าของบ้านจะต้องจัดการข้าวของให้เรียบร้อย และทำการรักษาบ้านให้สะอาด โดยอาจจะจ้างคนให้มาทำความสะอาดครั้งใหญ่ หรือถ้าอยากประหยัดงบละก็ค่อย ๆ ลงมือทำด้วยตัวเองไปทีละนิดก็ได้เช่นกันคะ

ข้อที่ 2. จัดกลุ่มเฟอร์นิเจอร์
          เจ้าของบ้านหลาย ๆ คนคงคิดว่าการจัดเฟอร์นิเจอร์ให้ชิดฝาผนังนั้น จะช่วยเพิ่มพื้นที่การใช้ต่างๆ งานให้กับบ้าน และยังลวงตาให้บ้านดูกว้างขวางมากขึ้นอีก แต่ในความเป็นจริงแล้ววิธีนี้อาจจะใช้ไม่ผลนัก เพราะการที่เรานำเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านไปตั้งไว้ชิดกำแพงจะเหมือนไม่มีคนใช้งาน จะทำให้บ้านของเราดูร้าง ไม่มีชีวิตชีวา และไม่ดึงดูดที่จะทำให้ลูกค้าสนใจซื้อ เพราะฉะนั้นเราควรเปลี่ยนจากวิธีดังกล่าวเป็นการนำเฟอร์นิเจอร์ชนิดเดียวกันมาไว้รวมกัน หรือการใช้งานที่คล้ายคลึงกันมารวมไว้ในพื้นที่เดียวกันดีกว่า จะช่วยทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ไม่ร้างจนเกินไป และเป็นสัญลักษณ์ที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นยังพร้อมใช้งานอยู่ด้วยคะ

ข้อที่ 3. ใช้สีพื้นเรียบ ๆ
          ในการเลือกธีมสีให้กับบ้านนั้นควรเป็นสีพื้น ๆ เรียบ ๆ ที่ดูไม่ฉูดฉาดจนเกินไป อาจอย่างเช่น สีขาว สีเบจ สีครีม โดยสีที่กล่าวมานี้นอกจากจะช่วยให้บ้านดูสะอาดตาและพื้นที่กว้างขึ้นแล้ว ยังสะดวกในด้านการตกแต่งและทาสีใหม่ส่วนอื่น ๆอีกด้วย อย่างเช่น ขอบประตู กรอบหน้าต่าง ๆ หรือคานไม้บนเพดานควรใช้สีเข้มนั้นเอง เพื่อช่วยสร้างความโดดเด่นและดูน่าสนใจ โดยอย่าใช้สีฉูดฉาดมากเกินไปกับบ้านที่เราต้องการประกาศขาย เพราะเจ้าของใหม่จะนำไปปรับปรุงตกแต่งได้ยากกว่าเดิม จนไม่อยากซื้อเลยไปเลยก็ได้คะ

ข้อที่ 4. เพิ่มความสว่าง
          บ้านเราถ้าจะให้ดีควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ และต้องมีระบบถ่ายเทอากาศที่ดี ฉะนั้นแล้วนอกจากการตรวจเช็กตำแหน่งของประตูและหน้าต่างแล้ว เรายังควรเช็กตำแหน่งของหลอดไฟด้วยเช่นกัน โดยตำแหน่งที่เหมาะสมและช่วยให้บ้านสว่างมากขึ้นก็คือ บริเวณมุมอับ รอบ ๆ ห้อง และกลางห้องนั้นเอง ในจุดดังกล่าวนั้นควรมีหลอดไฟที่ให้แสงสว่างทั่วถึงคะ

ข้อที่ 5. การตกแต่งผนัง
          บ้านของเรานั้นมักจะมีล่องรอยการ เจาะ ตอก หรือติดแปะของตกแต่งผนังของอุปกรณ์และของตกแต่งต่างๆ โดยเมื่อราเอาอุปกรณ์หรือของตกแต่งเหล่านั้นออกมาแล้วมักจะมีรอยตำหนิปรากฏอยู่ ในส่วนนี้นี่แหละที่จะทำให้ราคาบ้านลดลงไปมาก ดังนั้นก่อนที่เราจะประกาศขายควรตกแต่งผนังห้องของบ้านให้เหมือนเดิมเสียก่อน ทั้งรอยตะปู กาว น็อต เป็นต้น นอกจากเราอาจจะเปลี่ยนตำแหน่งของตกแต่งให้อยู่สูงขึ้น เพื่อดึงดูดสายตาและความสนใจให้ไปที่ภาพมากกว่ารอยตำหนิต่างๆ ที่บริเณหลังห้องของเรา หรือไม่อย่างนั้น ก็ตกแต่งจุดบกพร่องเหล่านั้นเสียใหม่ให้หมด ให้ไม่มีร่องรอยก็ได้เช่นกันคะ

ข้อที่ 6. เพิ่มสีเขียว
          การที่เราจะเพิ่มสีเขียวให้กับบ้านนั้นก็จะมีการปลูกต้นไม้ หรือตกแต่งบ้านด้วยต้นไม้ให้ผลดีกับการขายบ้านมาก ๆ ด้วย เพราะสีสันต่าง ๆ ของต้นไม้ที่เราปลูกนั้นเมื่อนำมาวางไว้ในบ้าน ช่วยให้ผู้ซื้อรู้สึกสบายใจ ผ่อนคลาย และใกล้ชิดกับบ้านมากยิ่งขึ้นด้วย ทั้งนี้ในการตกแต่งก็ไม่ต้องจำเป็นต้องใช้ดอกไม้ราคาแพงมากนั้น เพียงแค่นำดอกไม้ตามฤดูนั้นๆ ปักใส่แจกัน หรือไม่ก็นำไม้พุ่มเล็ก ๆ มาวางไว้ก็น่าจะพอแล้ว แต่ถ้าหากสามารถตกแต่งให้สวนสวยได้ ก็จะช่วยดึงดูดผู้ที่จะซื้อได้มากขึ้น อย่างเช่น ลองปูหญ้าหรือปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาสักหน่อยก็ได้คะ

ข้อที่ 7. จัดห้องให้น่านอน
          ในส่วนของห้องนอนเราควรที่จะเลือกสีอ่อน ๆ เพื่อให้พอเหมาะกับการพักผ่อน หรือเราอาจจะใช้วิธีการเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องนอนแทนก็ได้ ก็อย่างเช่น พวกตู้เสื้อผ้า เตียงนอน โต๊ะ เก้าอี้ เฟอร์นิเจอร์ โดยเราควรเลือกแบบเรียบ ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีลวดลายมากนัก เพราะความชอบของลูกผู้ซื้อนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นเลือกแบบกลาง ๆ เอาไว้ก่อนจะดีกว่า นอกจากนี้ก็อย่าลืมใส่ใจกับการจัดวางและตกแต่งให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน จะได้ดูน่าอยู่และดึงดูดลูผู้ที่จะมาซื้อให้ตัดสินใจง่ายขึ้นนะคะ

ข้อที่ 8. ปรับปรุงให้เสร็จก่อนขาย
          ถ้าหากภายในบ้านมีบางจุดหรือสิ่งของที่อยู่ในช่วงทำเรากำลังปรับปรุง อย่างเช่น ต่อเติมห้อง ตกแต่งเพิ่มเติม เราควรดำเนินให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อนประกาศขายคะ เพราะในช่วงการปรับปรุงคงเป็นภาพที่ไม่น่าดูสำหรับผู้ซื้อสักเท่าไหร่นะคะ และที่สำคัญจะทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่า บ้านเก่ากว่าความเป็นจริงคะ รวมถึงส่งผลให้ขั้นตอนการซื้อขายเป็นไปได้ยาก และใช้เวลานานขึ้นคะ

ทางเว็บ รอบรู้เรื่องบ้าน,โครงการบ้านใหม่ ขอขอบคุณภาพประกอบจากภ istockphoto.com

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

จะซื้อโครงการบ้านใหม่หรือรถก่อนดี!!

จะซื้อโครงการบ้านใหม่หรือรถก่อนดี!!


โครงการบ้าน ปี 2559

เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่ได้เชื่อว่าความฝันของคนส่วนใหญ่นั้นก็คงจะหนีไม่พ้นอยู่ 2เรื่อง  คือไม่บ้านหรือโครงการบ้านใหม่  กับ รถ ที่เป็นปัจจัยสำคัญหลักๆในการดำรงชีวิตของคนยุคปัจจุบัน มันอาจจะดูร่ำรวยมากหากว่าบางคนสามารถที่จะซื้อได้ทั้ง 2 อย่างในเวลาพร้อมๆกัน แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราๆส่วนใหญ่คงไม่ร่ำรวยเพียงพอที่จะทำได้ขนาดนั้น เพราะว่ามนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำแบบแน่นอนนั้น ต้องใช้จ่ายเงินอย่างจำกัด ทำให้ต้องตัดใจเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น หลายท่านจึงเกิดข้อสงสัยในใจว่า! ถ้าหากจะเป็นหนี้ทั้งทีแล้วควรจะซื้ออะไรก่อนกันระหว่าง “บ้าน,โครงการบ้านใหม่” กับ “รถ”??

วันนี้เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่ของเราเลยจะมาขอพูดถึงข้อแตกต่างระหว่างการซื้อบ้านโครงการบ้านใหม่กับรถอะไรก่อน

ข้อ1. ในความจำเป็นในชีวิตประจำวัน หากในอาชีพของท่านจำเป็นที่จะต้องใช้รถแล้วล่ะก็ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆคือ “รถ” นั้นเป็นส่วนหนึ่งในการหารายได้ของท่าน เช่น เป็นเซลล์ที่จะต้องขับรถเดินทางไปหาลูกค้า อย่างประเด็นนี้รถย่อมจะมีความจำเป็นกว่าบ้านหรือโครงการบ้านใหม่อย่างแน่นอน หากแต่ว่าท่านไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องใช้รถ สามารถที่จะนั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้าBTS,MRTเดินทางไปทำงานได้ หากได้บ้านหรือโครงการบ้านใหม่ใกล้ที่ทำงานซักห้องก็จะช่วยให้ท่านประหยัดทั้งเวลาเดินทางและยังประหยัดเงินค่าเดินทางอีกด้วย อย่างเหตุการนี้นี้ก็ถือว่าบ้านหรือโครงการบ้านใหม่มีความจำเป็นมากกว่ารถค่ะ

ข้อ2. ราคาเมื่อท่านอยากจะขายต่อ การซื้อขายบ้านก็นับเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งนะค่ะ เพราะหากเมื่อเวลาผ่านไป ราคาขายบ้านมีแต่จะเพิ่มขึ้นๆทุกปี (ปล. ราคาขายบ้านจะขึ้นมากหรือจะขึ้นน้อยนั้นขึ้นอยู่กับทำเลของบ้าน) แต่การที่ท่านจะซื้อขายรถนั้นราคาขายของรถมีแต่ตกไปมากกว่าถึง 10-15% ต่อปีเลยทีเดียว หรือหากว่าเวลาผ่านไปเพียง 5 ปีเท่านั้น ราคาของรถจะตกลงเกินครึ่งนึงค่ะ และยังจะขึ้นอยู่กับสภาพของรถและยี่ห้อของรถด้วย และไม่มีทางขายรถต่อในราคาที่มากกว่าตอนซื้อรถมาอย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็น ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็นรถโบราณหายากชนิดที่ว่าเข้าข่ายสินค้าอนุรักษ์นิยม (Antique) หรือว่ารถคลาสสิคของสะสมที่มีจำนวนจำกัดจึงจะมีราคาเพิ่มขึ้นได้เท่านันค่ะ

ข้อ3. ค่าใช้จ่ายรายทาง เมื่อท่านคิดจะซื้อบ้านหรือโครงการบ้านใหม่นั้น เงินค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นคงจะหนีไม่พ้นในเรื่องของค่าธรรมเนียมต่างๆ ถ้าหากเป็นการซื้อรถนั้นล่ะก็ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็คือค่าน้ำมัน, ค่าประกันภัย, ค่าพรบ., ค่าต่อทะเบียนรถ แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นทั้ง 2 อย่างสิ่งนั้นคือ “เงินในส่วนค่าบำรุงรักษา” ซึ่งหากเป็นส่วนของรถนั้นมักจะเจอในส่วนค่าซ่อมบำรุงหรือต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแทบจะทุกปีค่ะเป็นจำนวนเงินประมาณหลักพันบาท และหากเป็นส่วนบ้านก็จะเจอในส่วนของค่าซ่อมครั้งใหญ่ในบางครั้งอาจนั้นเป็นเงินถึงหลักแสนบาท แต่ค่าซ่อมบ้านนั้นเกิดขึ้นไม่บ่อยนักนานๆจะมีสักที อาจจะ 5-6 ปีครั้งหนึ่งค่ะ

ข้อ4. สินเชื่อ การกู้เงินเพื่อซื้อบ้านหรือโครงการบ้านใหม่นั้นส่วนใหญ่มักเป็นการปล่อยกู้ระยะยาว 10 ปีขึ้นไปค่ะ ซึ่งอัดตราดอกเบี้ยในการกู้ซื้อบ้านนั้นค่อนข้างสูง ประมาณ 6-8% ต่อปีเลยค่ะ ทำให้ใครหลายๆคนส่วนมากกลัวการที่จะกู้เงินซื้อบ้านหรือโครงการบ้านใหม่ เพราะว่าต้องผ่อนเงินกันไปอย่างยาวนานค่ะ เงินที่ผ่อนไปส่วนใหญ่นั้นก็เป็นดอกเบี้ยทั้งนั้นเลย แต่หากว่าเป็นการซื้อรถแล้วล่ะก็ที่ระยะเวลาการผ่อนนั้นจะไม่เกิน 6 ปีค่ะ และดอกเบี้ยเพียง 2-3% ต่อปีเท่านั้นซึ่งน้อยกว่าบ้านเป็นเท่าตัวเลย

ข้อ5. วิธีการคิดอัตราดอกเบี้ย ในการกู้ซื้อบ้านหรือโครงการบ้านใหม่นั้นเป็นการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นและลดดอกไปเรื่อยๆค่ะ เช่น หากว่าโปะเกินจำนวนเงินที่ผ่อนไป เมื่อเงินต้นลดแล้ว จำนวนเงินที่เป็นส่วนของดอกเบี้ยก็จะลดตามไปด้วยค่ะ เพราะว่าดอกเบี้ยคิดตามยอดเงินต้นที่เหลืออยู่นั่นเอง ซึ่งอัตราจะลดลงไปตามลำดับจากการผ่อนชำระเงินทุกงวดไป แต่หากว่าเป็นการกู้เพื่อซื้อรถยนต์ล่ะก็ ที่จะเป็นการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดระยะเวลาของการกู้ ทำให้การโปะเงินนั้นไม่ได้มีผลใดๆให้ดอกเบี้ยลดลงตาม มีประโยชน์แค่เพียงช่วยให้ระยะเวลาของการผ่อนสั้นลงเท่านั้นเองค่ะ

ทางเว็บหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้ช่วยประกอบการตัดสินใจได้อย่างรอบครอบและง่ายขึ้นค่ะ^^ส่วนตอนหน้าจะมีเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับเรื่องขายบ้านหรือโครงการบ้านใหม่สามารถติดตามได้ที่เว็บนี้เช่นเคยค่ะ...

เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่เรียบเรียงข้อมูลจาก เว็บterrabkk

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วางแผนทางเงินก่อนการซื้อขายบ้านเดี่ยวใหม่

วางแผนทางเงินก่อนการซื้อขายบ้านเดี่ยวใหม่


ขายบ้านเดี่ยว



เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่ได้เชื่อว่าความใฝ่ฝันเรื่องการอยากมี "บ้านเดี่ยวใหม่" เป็นของตนเองให้ได้ น่าจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักสำคัญของใครหลายคนส่วนใหญ่ แต่เพราะว่าราคาขายบ้านเดี่ยว โดยเฉพาะในปัจจุบันนั้นมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี จนแทบจะดับฝันของใครๆหลายคนลง แต่ถึงแม้อย่างไรก็ตาม บ้านนั้นก็ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกท่านหลายคนหวังจะครอบครองอยู่ เมื่อในเมื่อบ้านมีราคาซื้อขายที่สูงแบบนี้ แล้วล่ะก็ท่านที่อยากซื้อขายบ้านจะต้องทำอย่างไรนั้น เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่เลยจะมาแนะนำ ว่าท่านคงต้องมีการวางแผนทางด้านการเงินของตัวเองให้ดีแล้วศึกษาข้อมูลและขั้นตอนการซื้อขายบ้านเดี่ยวอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งก็จะมีหลักการและคำแนะนำที่สามารถจะนำไปใช้ได้สำหรับทุกท่านเริ่มกันเลยค่ะ...

ข้อที่1.ราคาขายบ้านเดี่ยวหรือบ้านโครงการใหม่ที่จะซื้อไม่ควรเกินสองเท่าของจากรายได้ครอบครัว ถ้าหากเลือกได้นั้นใครๆ ก็คงที่จะอยากมีบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวาง ที่เพียงพอให้สำหรับสมาชิกภายในครอบครัวได้ใช้สอยอย่างเต็มที่ รวมไปถึงการอยากให้ที่ตั้งของบ้านนั้นอยู่ในทำเลที่จะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย และอยู่ใกล้กันกับสถานๆที่สำคัญๆ อย่างเช่นโรงพยาบาล ,ที่ทำงาน ,โรงเรียนของสมาชิกในครอบครัวของท่าน และยังรวมไปถึงระบบของการขนส่งมวลชนต่างๆด้วย แต่แน่นอนว่าปัจจัยเหล่านี้มีผลกันกับราคาซื้อขายบ้านในทำเลทองเหล่านี้นั้นย่อมจะมีราคาสูงลิบจนเกินกว่าจะเอื้อม ดังนั้นท่านคงต้องหันกับมาสำรวจเงินในกระเป๋าของตัวท่านเองและสมาชิกในครอบครัวของท่านดูใหม่ โดยการเลือกบ้านที่มีราคาไม่ควรเกิน 2 เท่าของรายได้ทั้งหมดรวมกันของครอบครัว เช่น ถ้าหากรายได้ของครอบครัวท่านต่อปีมีทั้งสิ้น 300,000 บาท ก็ควรที่จะเลือกซื้อบ้านในราคาที่ไม่ควรเกิน 600,000 บาทค่ะ

ข้อที่2.ต้องคิดสักนิดสำหรับเงินค่าผ่อนบ้านรายเดือน นอกจากราคาของบ้านที่จะต้องคำนึงถึงแล้วนั้น ผู้ที่จะซื้อบ้านควรจะคิดให้ยาวกว่านั้นอีกสักนิดถึงภาระการผ่อนเงินชำระบ้านรายเดือน โดยที่มีหลักการคิดคือว่า ภาระที่ต้องผ่อนค่าบ้านรายเดือนต้องไม่ควรเกิน 25-30 %เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ต่อเดือน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่จะไม่ให้สถานะทางการเงินของท่านตกอยู่ในสถานการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะเราเชื่อว่าหลายๆ  ท่านคงจะมีภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนนั้นมีประเภทอื่นอีกค่ะ..

ข้อที่3.ทำประวัติทาง (การเงิน) ของตัวท่านเองให้ดีใสสะอาด โดยปกติแล้วนั้นในการซื้อขายบ้านหรือบ้านโครงการใหม่ ทุกคนนั้นมักต้องกู้เงินผ่านธนาคาร ดังนั้นเรื่องของเครดิตในการขอเรื่องกู้แบงค์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะหากเวลาจะซื้อบ้านการดาวน์บ้านนั้นอย่างน้อยๆ จะต้องมีวางเงินดาวน์ล่วงหน้าถึง 10-20 % ราคาของบ้าน เพราะปกติแบงค์จะปล่อยกู้ให้กับเราแค่ 80-90 % ของราคาบ้านที่จะซื้อเท่านั้น นั่นก็เแปลได้ว่าที่เหลือผู้ซื้อบ้านนั้นจะต้องรับภาระจ่ายเงินเองค่ะ ซึ่งก็คงจะต้องใช้เงินเก็บส่วนตัวในส่วนนี้ ยิ่งถ้ามีเงินที่เก็บส่วนตัวสำหรับใช้วางเงินดาวน์ได้มากเท่าไหร่ นอกจากจะเป็นการช่วยลดเงินดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องเสียแล้ว ยังจะส่งผลทำให้เครดิตด้านการเงินของคุณดูดีขึ้นด้วย เพราะว่าตอนธนาคารพิจารณาเงินปล่อยกู้ นอกเหนือจากจะพิจารณารายได้ต่อเดือนที่มีอย่างต่อเนื่องแล้วนั้นทางธนาคารยังจะพิจารณาประวัติทางด้านการเงินของคุณประกอบไปด้วยค่ะ ดังนั้นหากว่าคิดในอนาคตจะต้องไปกู้เงินซื้อบ้านจากธนาคารอย่างแน่นอนแล้วล่ะก็ ท่านควรทำประวัติทางการเงินของตัวท่านเองให้ดีขาวสะอาด ไม่มีประวัติหนี้สินรุงรังนะค่ะ

ข้อที่4.ให้เลือกดอกเบี้ยที่โดน (ใจ) เวลาท่านตัดสินใจเลือกที่จะทำเรื่องกู้ยืมเงินซื้อขายบ้านเดี่ยวจากสถาบันทางการเงินใดนั้น ควรจะพิจารณาถึงเงินอัตราดอกเบี้ยของธนาคารนั้นๆด้วยค่ะ โดยเลือกดอกเบี้ยให้ตรงกันกับความสามารถในการผ่อนชำระหนี้สินของตัวท่านเองให้มากที่สุด เพราะว่าในปัจจุบันนั้นแต่ละธนาคารกันก็ต่างมีโปรโมชั่นเช่นกันในการปล่อยสินเชื่อที่เกี่ยวกับที่พักอาศัยอย่างหลากหลายรูปแบบออกไป โดยเงินอัตราค่าดอกเบี้ยนั้นจะแบ่งเป็นแบบลอยตัวและคงที่ค่ะ ท่านจะเลือกอัตราดอกเบี้ยแบบไหนก็ให้ดูตามสถานการณ์นั้นๆประกอบค่ะ ถ้าหากเป็นช่วงของดอกเบี้ยขาขึ้นควรจะเลือกดอกเบี้ยแบบคงที่ค่ะ แต่ว่าถ้าเป็นช่วงดอกเบี้ยขาลงนั้น ท่านควรเลือกกู้เงินแบบดอกเบี้ยลอยตัวค่ะ และสำหรับผู้กู้ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านนั้นยังนำไปลดหย่อนภาษีต่อปีได้อีกด้วยนะค่ะ

ซึ่งการตัดสินใจซื้อขายบ้านนั้นต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วนรอบคอบ และระยะเวลาในการศึกษาข้อมูลนั้นให้รอบด้านด้วย แล้วสำหรับท่านล่ะค่ะ!!พร้อมหรือยังสำหรับการจะตัดสินใจซื้อบ้านหลังแรกเป็นของตัวเอง

เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่นำภาพมาจาก istockphoto
เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่ นำข้อมูลมาจาก sanook

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

บอกทำเลไหนขายบ้าน, โครงการบ้านใหม่, คอนโดได้ดี

บอกทำเลไหนขายบ้าน, โครงการบ้านใหม่, คอนโดได้ดี


โครงการบ้านใหม่




            ซึ่งในปัจจุบันการค้าขายอสังหาริมทรัพย์มีมากมายอย่างกับดอกเห็ดไม่ว่าจะเป็น การขายบ้าน ขายโครงการบ้านใหม่ ขายคอนโด วันนี้เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่ ของเราจะมาบอกว่าทำเลที่ดินไหนที่ดีเผื่อที่ท่านจะซื้อเพื่อปล่อยเช่าหรือเก็งกำไรได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจค่ะ


ทำเลไหนขายบ้านดี
ทำเลที่1. ย่านบางพลัด : อาคารชุด 1ถึง2 ล้านบาท ขายได้เฉลี่ยเดือนละ 88% หรือเกือบหมดในระยะเวลา 1 เดือนที่เปิดขายบ้าน
ทำเลที่2. ย่านปทุมวัน : อาคารชุด 10-20 ล้านบาท ขายหมดไม่เกินระยะเวลา 2 เดือน
ทำเลที่3. ย่านเจ้าคุณทหาร : อาคารชุดไม่เกินระยะเวลา 1 ล้านบาท
ทำเลที่4. ย่านลาดพร้าว – มัยลาภ : ห้องชุด 1ถึง2 ล้านบาทและ 2ถึง3 ล้านบาท ขายหมดภายในระยะเวลา 3 เดือน
ทำเลที่5. ย่านประชาอุทิศ-ฝั่งธนบุรี : ตึกแถวราคา 5ถึง10 ล้านบาท
ทำเลที่6. ย่านวัชรพล-คู้บอน : ทาวน์เฮาส์ 2ถึง3 ล้านบาท คาดว่าขายหมดไม่เกินระยะเวลา 5ถึง6 เดือน

ทำเลไหนขายบ้านช้า
ทำเลที่1. ย่านบางนา-ตราด กม.30 : บ้านเดี่ยวราคา 5ถึง10 ล้านบาท
ทำเลที่2. ย่านไทรน้อย-สุพรรณบุรี : บ้านแฝด 3ถึง5 ล้านบาท
ทำเลที่3. ย่านมหาชัย : ทาวน์เฮาส์ 2ถึง3 ล้านบาท
ทำเลที่4. ย่านเทพลีลา-มหาดไทย : อาคารชุด 3ถึง5 ล้านบาท
ทำเลที่5. ย่านบางพลัด : อาคารชุด 5ถึง10 ล้านบาท

เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่ขอบคุณข้อมูลจาก dotproperty

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

15 ข้อทำไมถึงขายบ้านไม่ออกสักที (คนจะขายบ้านไม่ควรมองข้าม)

15 ข้อทำไมถึงขายบ้านไม่ออกสักที


ขายบ้าน

เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่ลองท่องเว็บจากกูเกิ้ลหาเช่าห้องพักดู เจอแต่คนอยากจะขายบ้าน อ่านกระทู้ในเว็บบอร์ดต่างๆก็เจอกระทู้ร้อนอกร้อนใจ ประกาศขายบ้านของตัวเอง แต่ทว่าขายไม่ออกสักที เงินเก็บที่มีก็เริ่มร่อยหรอ นั่นสิทำไมนะอยากจะขายบ้านแต่ขายไม่ออกสักที ทั้งๆ คนที่ต้องอยากซื้อบ้านนั้นมีมากมาย
อยากให้ท่านลองอ่านและทบทวนถึงสิ่งที่ เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่ กำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ก่อนดีไหมค่ะว่า ท่านที่คิดอยากขายบ้านได้ทำสิ่งเหล่านี้ครบแล้วหรือยัง ถ้ายังควรเร่งทำอย่างด่วน เพราะหัวข้อเหล่านี้อาจทำให้ท่านขายบ้านได้ง่ายขึ้นค่ะ

ขายบ้าน

เทคนิคของการขายบ้าน

ข้อ1.ใช้แสงไฟช่วยสร้างอารมณ์ให้กับบ้าน ให้ท่านเปลี่ยนหลอดไฟที่ให้แสงสว่างในโทนสีขาวออกเสีย แล้วเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟที่ให้แสงสีเหลือง หรือว่าโทนสีแดงนิดๆ แทนค่ะ เพราะว่าหลอดไฟที่ให้แสงสว่างในโทนสีขาวนั้นถึงแม้จะแสดงถึงความรู้สึกอบอุ่นก็ตาม แต่ทว่ามันก็จะทำให้มองเห็นข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆภายในบ้านที่ซ่อนอยู่ไว้ได้เห็นอย่างชัดเจนค่ะ

ข้อ2.ทำความสะอาดหน้าต่างให้ดี การทำความสะอาดหน้าต่างบ้านจนใหม่เอี่ยมนั้น ถือว่าเป็นตัวช่วยชั้นดีที่ทำให้บ้านดูสะอาดเรียบร้อยช่วยให้ห้องต่างๆดูสดใสขึ้นค่ะ

ข้อ3.ควรใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้ท่านลองเปลี่ยนพวกฐานสวิตซ์ไฟ เต้ารับเสียบปลั๊กไฟ ที่มันอาจเกิดความสกปรกจากรอยนิ้วมือของเรา หรืออาจมีสีเหลืองเพราะผ่านการใช้งานมาอย่างเนิ่นนาน จัดการขัดทำความสะอาดพวกมือจับ หรือพวกเครื่องเงินต่างๆ รวมไปถึงการทำความสะอาดกระจก รอดขูดขีดต่างๆบนผนังด้วยค่ะ

ข้อ4.ทำบ้านให้มีบรรยากาศรู้สึกถึงการต้อนรับ ให้ท่านปูพรมเช็ดเท้าไว้ตรงหน้าประตูทางเข้าบ้าน หากมีผง ฝุ่น หรือคราบสกปรกต่างๆท่านควรจะทำความสะอาดมันเสีย.

ข้อ5.อย่าได้ลืมสนามข้างบ้าน สนามข้างบ้านนั้นถือว่าเป็นอีกจุดขายสำคัญของการขายบ้าน เพราะสนามข้างบ้านนั้นใช้เป็นได้ทั้งที่จัดกิจกรรมต่างๆ ท่านควรวางโต๊ะกาแฟและเก้าอี้ดีๆ สักตัว ก็จะช่วยเสริมบรรยากาศแห่งการพักผ่อนที่ดีให้กับบ้านได้ค่ะ

โครงการบ้านใหม่


ข้อ6.ใช้สีอย่างสร้างสรรค์ การที่เพ้นท์สีห้องสองห้องติดกันให้มีสีเหมือนกันนั้นจะช่วยทำให้เห็นแบบแปลนห้องได้อย่างชัดเจนมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วเวลาเลือกสีทาห้องควรจะเลือกสีเดียวกับผ้าแขวนค่ะ หรือว่าจะเลือกซื้อผ้าแขวนต่างๆ ในห้องให้เข้ากันกับสีผนังห้องก็จะเป็นการดี นอกจากนี้ท่านควรเลือกสีและแพทเทิร์นหรือพวกลายตกแต่งห้องนอนหลักกับห้องอาบน้ำควรให้เป็นสีเดียวกันค่ะ เพราะมันจะช่วยทำให้บ้านนั้นดูหรูขึ้นค่ะ

ข้อ7.แต่งเติมให้เฟอร์นิเจอร์ของคุณใหม่เสีย จำไว้ว่าห้องที่โล่งๆนั้น แสดงให้เห็นถึงบ้านที่ดูไม่มีราคา ดังนั้นแล้วท่านอาจไม่ต้องถึงกับว่าต้องเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ แต่ให้ท่านจัดห้องรับแขกให้ดูสวยงามมากขึ้นด้วยการเปลี่ยนปลอกหมอนให้เข้ากันกับผ้าปูโต๊ะ หรือผ้าบุเก้าอี้ค่ะ

ข้อ8.ทำของประดับในบ้านให้ดูเหมือนใหม่ ผนังบ้านไม่ใช่สิ่งเดียวที่ท่านจะทำให้มันดูเหมือนใหม่ด้วยการเพ้นท์ ประตูหน้าต่างโทนสีมอซอนั้นจะทำให้ห้องดูน่ารักน้อยลง ดังนั้นในการทาสีสิ่งของเหล่านี้ใหม่จะส่งผลทำให้ห้อง หรือบ้านของท่านดูน่าสนใจยิ่งขึ้น อย่างเช่นการทาสีเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นโทนสีสว่างๆ จะช่วยในเรื่องขับสีให้ห้องและบ้านใหม่ขึ้นค่ะ

ข้อ9.ใช้กลิ่นในการเพิ่มบรรยากาศ แต่เดิมทีท่านอาจใช้กลิ่นของการปรุงอาหารช่วยทำให้บ้านมีบรรยากาศดูอบอุ่น น่าอยู่ แต่ในปัจจุบันนี้เราสามารที่จะใช้กลิ่นสังเคราะห์ประเภทกลิ่นกลิ่นลาเวนเดอร์ วนิลา เพิ่มบรรยากาศให้ในส่วนห้องนอนและห้องอาบน้ำ ก็จะช่วยให้ห้องและบ้านของท่านน่าอยู่ขึ้นส่งผลให้คนที่มาดูบ้านนั้นอยากซื้อ

ข้อ10.ทำให้ห้องดูมีขนาดใหญ่โตขึ้น การแขวนผ้าม่านเหนือกรอบหน้าต่างนั้นจะช่วยหลอกตาทำให้เพดาห้องดูสูง โปร่งขึ้น การที่ปูพรมที่มีลายทางนั้นจะทำให้ห้องดูเหมือนกับว่าขยายขนาดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ภายในห้องน้ำ ควรใช้ผ้าม่านแบบสีโทนสว่าง หรือแบบใสยังจะทำให้ห้องน้ำที่มีขนาดเล็กดูใหญ่ขึ้นด้วยค่ะ


ข้อ11.จัดการเก็บตู้เสื้อผ้าให้เป็นระเบียบ ควรทำชั้นวางให้เหมาะสมกันทั้งชั้นวางแบบ DIY ไม้แขวนเสื้อ รวมไปถึงกล่องต่างๆ จัดการเสื้อผ้าให้เป็นระเบียบทั้งแยกประเภท และสีด้วยค่ะ

ข้อ12.ควรปรับปรุงบริเวณซักผ้าเสียใหม่ ไม่ว่าท่านจะเตรียมห้องหรือมุมใดมุมหนึ่งของห้องใต้ดินไว้สำหรับเป็นพื้นที่สำหรับซักผ้ามันก็ดีทั้งนั้น ขอเพียงท่านมีที่เก็บตะกร้า ถังใส่ของให้เรียบร้อยก็เพียงพอแล้วค่ะ


ข้อ13.จัดโรงจอดรถให้เป็นระเบียบค่ะ ท่านควรมีชั้นวางจักรยาน รวมถึงพวกประเภทอุปกรณ์กีฬา นอกจากนั้นควรจะแบ่งมุมหนึ่งของโรงจอดรถไว้ให้เป็นสถานที่เวิร์คช็อป เพื่อแสดงให้ผู้ซื้อได้เห็นว่านอกจากการทำหน้าที่เป็นที่จอดรถแล้วนั้น โรงจอดรถยังจะมีประโยชน์อย่างอื่นด้วยค่ะ

ข้อ14.เตรียมการไว้สำหรับการสอดแนม ผู้ซื้อบ้านจะต้องเปิดดูตู้เย็นอย่างแน่นอน แอบดูตู้เก็บยา และทำกาตรวจเช็คใต้ซิงก์ล้างจานซิงก์ล้างหน้าของท่านแน่ๆ ดังนั้นเช็คให้ดีแน่นอนว่าพื้นที่ในบริเวณนั้นของท่านจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดีแล้วหรือไม่

ข้อ15.เรื่องฮวงจุ้ยก็สำคัญนะค่ะ การเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ห้องหรือบ้านของท่านได้รับความสนใจจากผู้ซื้อด้วย ดังนั้นท่านควรหลีกเลี่ยงการตั้งเฟอร์นิเจอร์โทนสีดำไว้เผชิญหน้ากับทางเข้าของบ้าน ปิดประตูห้องน้ำให้เรียบร้อย และไม่ควรวางสิ่งของจำพวกเตียง หรือโซฟาหันหน้าไปทางหน้าต่างเป็นต้นค่ะ

เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่เรียบเรียงข้อมูลจาก trulia
เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่นำภาพจาก istockphoto




วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

โครงการบ้านใหม่ VS สร้างบ้านด้วยตัวเอง

โครงการบ้านใหม่  VS สร้างบ้านด้วยตัวเอง!!อะไรจะดีกว่ากัน


โครงการบ้านใหม่

เพราะว่าใครๆก็อยากที่จะได้บ้านที่สวย และคุ้มค่าที่สุดกับเงินที่เสียไป ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีคำนิยามคำว่า “บ้านที่ดี” แตกต่างกัน บางคนก็เน้นพื้นที่บ้านเยอะเข้าไว้ บางท่านก็ชอบบ้านที่มีห้องเยอะๆเอาไว้เก็บของได้เยอะๆ หลายท่านที่กำลังคิดจะซื้อบ้านคงมีคำถามในใจว่าจะซื้อบ้านจากโครงการบ้านใหม่จัดสรรดีหรือว่าซื้อที่ดินมาสร้างบ้านเอาเองดี? ทั้ง 2แบบก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่ ปี 2559 จึงมาบอกข้อดีและข้อเสียของบ้านจากโครงการบ้านใหม่และบ้านที่สร้างเองให้ท่านได้ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ

สร้างบ้านเอง
ข้อดี!
-สามารถที่จะควบคุมการออกแบบได้ คือข้อดีที่สุดของการสร้างบ้านเอง เพราะคุณจะได้ออกแบบบ้านตามใจชอบ อยากจะให้บ้านเป็นยังไงแบบไหนก็สั่งได้เลยค่ะ เพียงแต่ว่าคุณต้องมีผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษาด้วยเช่นกันนะค่ะ ไม่อย่างนั้นหากพลาดสร้างออกมาผิดรูปผิดแบบขึ้นมาจะเสียทั้งเวลาแก้กันนานเลยค่ะ
-เลือกทำเลเองได้ตามใจชอบ หากคิดว่าท่านอยากจะอยู่ใกล้ห้างหรืออยู่ใกล้สวนสาธารณะ ท่านก็เพียงไปหาที่ดินว่างเปล่าประกาศขายในบริเวณนั้นดูค่ะ นั่นก็เท่ากับว่าท่านสามารถเลือกสภาพแวดล้อมเองได้ตามที่ต้องการค่ะ
-เลือกเกรดของวัสดุได้เอง เลือกลักษณะแบบไหนได้ทั้งหมดด้วยตัวเองเลยค่ะ บางท่านอาจจะไปหาวัสดุที่นำเข้าลวดลายสีสันแปลกๆมาตกแต่ง เพื่อไม่อยากเหมือนใครก็ได้เช่นกันค่ะ
ข้อเสีย!
-ขั้นตอนต่างๆค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องควบคุมงานด้านก่อสร้างอยู่เป็นระยะค่ะ เพื่อจะได้มั่นใจว่ารูปแบบของบ้านได้เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ท่านจึงต้องมีเวลามาคอยดูงานอยู่บ่อยๆ  อีกทั้งการที่จะสร้างบ้านเองท่านควรจะมีความรู้หรือมีผู้เชี่ยวชาญมาคอยดูแล เพื่อการก่อสร้างบ้านั้นเป็นไปตามมาตรฐานค่ะ
-สภาพแวดล้อมโดยรอบไม่ได้มาพร้อมเหมือนโครงการบ้านใหม่ ถึงแม้ว่าท่านจะสร้างบ้านเองแต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ท่านจะสร้างส่วนกลางหรือฟิตเนสหรือสระว่ายน้ำขึ้นมาด้วยนะค่ะ เพราะการที่จะสร้างบ้านเองนั้นจะไม่มีส่วนกลางที่มากันกับพร้อมทั้งฟิตเนส สระว่ายน้ำ  หรือห้องซาวน่า และระบบรักษาความปลอดภัยอย่างรปภ.และกล้อง CCTVค่ะ
-วางแผนควบคุมต้นทุนยาก อย่างที่ท่านรู้ๆกันอยู่ว่าการที่จะสร้างบ้านเองนั้นหรือแค่จะซ่อมแซมบ้านเป็นปัญหาใหญ่ขนาดไหน โดยเฉพาะเรื่องของการควบคุมเงินไม่ให้งบบานปลายแล้วล่ะก็ยิ่งทำได้ยาก บางครั้งอาจจะประมาณการณ์ผิด หรือว่าซื้อของจนไม่ได้คุมเงินต้นทุนตัวเอง ทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเรื่อยๆค่ะ


ซื้อโครงการบ้านใหม่,บ้านจัดสรร
ข้อดีซื้อโครงการบ้านใหม่
-สภาพแวดล้อมต่างๆดีพร้อม จุดเด่นของการซื้อบ้านจากโครงการบ้านใหม่ คือ ส่วนกลางและสาธารณูปโภคต่างๆที่พร้อม ฟิตเนส สระว่ายน้ำ  บางโครงการบ้านจัดสรรนั้นให้เหมือนอยู่ในรีสอร์ทตากอากาศเลยค่ะ แต่ว่าการที่อยู่โครงการจัดสรรจะก็ต้องมีค่าบำรุงส่วนกลางด้วยเช่นกันนะค่ะ
-เพื่อนบ้านจะที่อยู่ในระดับเดียวกัน เพราะโครงการบ้านใหม่จัดสรรส่วนใหญ่มักจะคัดกรองผู้อยู่อาศัยด้วยระดับราคาของบ้านอยู่แล้ว เช่น โครงการบ้านใหม่ 10-15 ล้านบาท ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นผู้ที่มีรายได้ปานกลาง ถึงสูง จึงทำให้ท่านที่จะซื้อมั่นใจได้เลยว่าจะได้มีสังคมและเพื่อนบ้านที่ดีค่ะ
-ขอสินเชื่อกับธนาคารได้ง่ายกว่า เพราะโครงการบ้านใหม่มักจะมีการจัดโปรโมชันต่างๆร่วมกันกับธนาคารค่ะ เพื่อให้ผู้ที่จะซื้อได้ดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราที่ต่ำลงเป็นพิเศษ หรือบางครั้งนั้นได้วงเงินกู้ที่สูงขึ้นด้วยค่ะ

ข้อเสียของโครงการบ้านใหม่
-ไม่สามารถปรับเปลี่ยนแบบได้ การซื้อบ้านจากโครงการบ้านใหม่ส่วนใหญ่มักจะเป็นบ้านที่มีการออกแบบเอาไว้แล้วค่ะ ทั้งรูปแบบและวัสดุต่างๆ ผู้ที่ซื้อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย นอกจากท่านจะตกแต่งเพิ่มเองในภายหลังค่ะ แต่ก็จะมีบางโครงการบ้านใหม่ที่สามารถเลือกปรับเปลี่ยนวัสดุได้บ้างเล็กน้อยในระหว่างการก่อสร้างบ้าน แต่อาจจะส่งผลให้การก่อสร้างเกิดความล่าช้าออกไปได้ค่ะ
-ปัญหาของผู้ประกอบการ เป็นปัญหาที่มีกันมาเนิ่นนานทุกยุคสมัย จะเห็นได้จากข่าวต่างๆที่มีการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน และที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือปัญหาการก่อสร้างโครงการบ้านใหม่ที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะผู้ซื้อเองนั้นไม่ได้เห็นทุกขั้นตอนในการก่อสร้างบ้าน ดังนั้นการซื้อบ้านจัดสรรโครงการบ้านใหม่จะต้องเลือกซื้อกับผู้ประกอบที่ได้รับการเชื่อถือมากพอนะค่ะ
-มีข้อจำกัดในการต่อเติมบ้าน ต้องยอมรับว่าบ้านจัดสรรโครงการบ้านใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่นั้นจะมีข้อห้ามในเรื่องการต่อเติมต่างๆ หรือการเสริมโครงการออกมาจากที่ให้ไว้ด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วจะถูกก่อสร้างด้วยระบบพรีคาสท์ ซึ่งยากต่อการต่อเติมเพราะจะดึงโครงสร้างในส่วนอื่นๆให้ทรุดตามไปด้วยค่ะ

ซึ่งสุดท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจแต่ละท่านว่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่ากันขอให้โชคดีค่ะ
เว็บรอบรู้เรื่องขายบ้าน,โครงการบ้านใหม่ นำข้อมูลจาก terrabkk