แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อควรรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อควรรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ไขข้อสงสัย ลูกค้ายุคใหม่เอาใจยาก

ลูกค้ายุคใหม่เอาใจยาก


           ในอดีตการทำธุรกิจที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้ขายจะมีหน้าที่เพียงสร้างบ้านหรือคอนโดให้เสร็จ จากนั้นก็ทำการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าโดยนัดกันไปโอนที่กรมที่ดิน แค่นี้ก็ถือว่าการค้าขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายได้จบลงแล้ว ผู้ขายได้รับเงินส่วนที่เหลือ ส่วนผู้ซื้อมีความสุขแค่ซื้อบ้านและได้บ้าน

           จากนั้นถัดมายุคหลังปี 2540 ที่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ผู้ซื้อบ้านไม่ได้บ้านกันมากมาย บริษัทผู้ขายล้มละลายและหนีหายไปกับวิกฤตเศรษฐกิจ ธุรกิจอสังหาจึงได้เข้าสู่ยุคบ้านสร้างเสร็จก่อนขาย ตามสโลแกนของพี่บิ๊กแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ “บ้านไม่ได้เห็นอย่างซื้อ”  วงการอสังหาริมทรัพย์ ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ได้เปลี่ยนไปเป็น นอกจากจะซื้อขายบ้านที่เสร็จแล้วเท่านั้น ผู้ซื้อยังเลือกสรรไปถึง สภาพของโครงการ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งสโมสร สระว่ายน้ำ ฟิตเนท รวมถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยในโครงการ ดังนั้น ความต้องการสินค้าอสังหาของผู้ซื้อจึงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง เป็นความต้องการบ้านหรือคอนโด ที่รวมไปถึงสภาพแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในโครงการที่ตัดสินใจซื้อด้วย

           จากปี 2540 ถึงปัจจุบัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งของ มาตรฐานการซื้อขายสินค้าประเภทนี้ของผู้บริโภค เพราะปัจจุบัน สังคมของเราได้เข้าสู่ยุค ดิจิตอล ออนไลน์แบบเต็มรูปแบบแล้ว บางครั้งลูกค้าก็มีข้อมูลสินค้าของบริษัทและสินค้าของคู่แข่ง รวมถึงข้อมูลความเจริญเติบโตของทำเลที่หาซื้อขายบ้านและคอนโด มากกว่าพนักงานบริษัทเสียอีกนี่ยังไม่รวมถึงการที่ลูกค้ารู้ปัญหาความผิดพลาดต่างๆของการดูแลลูกค้า รวมถึงมาตรฐานของการใส่ใจดูแลลูกค้าของบริษัทอย่างละเอียดลึกซึ้ง สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้มุมมองของมาตรฐานการเลือกซื้อสินค้าและบริการในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของลูกค้ามีรายละเอียด ความต้องการและคาดหวังการบริการจากบริษัทที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก วันนี้เรามาดูกันครับว่าลูกค้ายุคใหม่นี้ เวลาเขาหาซื้อบ้านและคอนโดเขามีเช็คลิสในการคัดกรองคุณภาพสินค้าและบริการอย่างไรบ้าง

1. ลูกค้ายุคใหม่อยากรู้ทุกอย่าง
           หมดยุคที่เว็บไซต์ของบริษัท ที่มีแค่รูปบ้านสวยๆ พร้อมราคาและ โปรโมชั่น เท่านั้น เพราะลูกค้าของคุณต้องการข้อมูลทุกด้านทุกมุม ที่เกี่ยวข้องกับ ทำเล โครงการ และ ตัวบ้านหรือห้องพัก ในลักษณะการรีวิวให้รายละเอียดอย่างตรงไปตรงมา ครบถ้วน ไม่ใช่แค่คำโฆษณาสวยหรู และยิ่งไปกว่านั้น คือ ข้อมูลที่มาในรูปแบบของวิดีโอ มากกว่าข้อความให้อ่านยาวๆ ดูจะได้รับความสนใจจากลูกค้ายิ่งขึ้น สำหรับในหัวข้อนี้ประเด็นก็คือถ้าบริษัทไม่มีข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้ลูกค้า ลูกค้าก็จะเสาะแสวงหาข้อมูลแบบนี้จาก เว็บไซด์อื่น รวมถึงของคู่แข่งด้วย ซึ่งแน่นอน โอกาสที่ลูกค้าจะได้เห็นข้อมูลในด้านลบของบริษัทจากแหล่งอื่นก่อนข้อมูลด้านดีและถูกต้องจากบริษัทย่อมมีมากขึ้นเป็นธรรมดา

2. ลูกค้าต้องการความสนใจและรับมอบสิทธิพิเศษ ที่เหนือความคาดหวังแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยจากบริษัท
           การตอบข้อซักถามของลูกค้าทางออนไลน์แบบรวดเร็วทันใจ การบริการที่ดีเยี่ยมของพนักงานขายที่โครงการ ถือเป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้บริษัทชนะใจลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่าบอกต่อ นี่ยังไม่รวมถึงโปรแกรมส่งเสริมด้านการขายเล็กๆน้อยๆ สำหรับลูกค้าใหม่ที่เข้าเยี่ยมชมโครงการหรือดูข้อมูลสินค้าทางเว็บไซด์ของบริษัท รวมไปถึงโปรแกรม ดูแลสินค้าหลังการขายและ CRM สำหรับลูกค้าที่ซื้อแล้วแบบเหนือความคาดหวัง สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นวิธีการที่ดีที่จะสามารถมัดใจลูกค้าและได้รับการ เผยแพร่ ออกไปใน Social Media แบบไม่ต้องให้เสียงบประมาณโฆษณาเลย

3. ลูกค้ารุ่นใหม่ใจร้อนและไม่ชอบที่จะรออะไรนานๆ
           การดูแลต้อนรับที่สำนักงานขาย การตอบสนองแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆในสินค้าแบบรวดเร็วทันใจ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการมัดใจลูกค้าทีเดียว โดยเฉพาะสินค้าประเภทนี้ที่ลูกค้าใช้งานสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของลูกค้าอีกด้วย ดังนั้นเวลาจึงเป็นตัวแปลสำคัญที่มีผลต่อความพอใจของลูกค้า บางครั้งมากกว่าคุณภาพและค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าต้องจ่ายเสียอีก ดังนั้นการดูแลก่อนและหลังการขายจึงไม่ใช่แค่ดูแลแต่ต้องหมายถึงความรวดเร็วทันใจเพื่อให้ถูกใจลูกค้ายุคใหม่นี้

4. ลูกค้าต้องการเข้าถึงข้อมูลของบริษัทและสินค้าที่ตนเองซื้อจากมือถือ

           การมี Application ที่สามารถทำให้ลูกค้าได้เข้าถึงข้อมูลและบริการทุกด้านของบริษัทจากเครื่องมือแบบ Smart phone ดูจะเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับลุกค้ายุคนี้ การที่บริษัทมีพียง เว็บไซด์อย่างเดียวคงจะไม่เพียงพอแล้วสำหรับการดูแลให้ลูกค้าเกิดความพอใจในการติดต่อกับบริษัทในเรื่องต่างๆ

5. ลูกค้าต้องการแชร์ข้อมูลดีๆ
           ด้วยพฤติกรรมของลูกค้ายุคใหม่ที่ต้องการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่นทางสื่อ Social Media ทำให้ข้อมูลดีๆมีประโยชน์ต่อลูกค้าและกลุ่มเพื่อนฝูงของลูกค้ามีความสำคัญที่จะส่งเสริมให้ลูกค้ารับข่าวสารและแชร์ต่อในแวดวง Social Media ของลูกค้า บริษัทในยุคของปัจจุบันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจัดหาผลิต content ดีๆมานำเสนออยู่เสนอในสื่อ Social ทั้งหลายแหล่ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะรวมไปถึงการบริการดีๆหรือโปรโมชั่นโดนๆสุดประทับใจที่บริษัท surprise ให้กับลูกค้า เพราะแน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ภายในวันเดียวทั่วทั้งสังคม online ก็รับรู้และแชร์ต่อกันทั่วแล้วครับ

           ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแบบนี้ของผู้บริโภคเราคงเห็นว่า ต้นทุนทางธุรกิจของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้เรียบง่ายแค่ค่าก่อสร้างบ้านหรือคอนโดและค่าพัฒนาสาธารณูปโภคอีกแล้วครับ เพราะต้นทุนที่แท้จริงคงต้องรวมค่าใช้จ่ายในการบริการหลังการขายที่รวดเร็วและค่าดูแลโปรแกรม online ต่างๆที่จะทำให้ลูกค้ามีความประทับใจและบอกต่อ แต่ยังไงก็ตามบริษัทควรคิดเป็นค่าใช้จ่ายทางการตลาดและการสร้างแบรด์ที่แต่เดิมมุ่งเน้นที่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสื่อหลักเท่านั้น เผลอๆค่าใช้จ่ายรวมทางการตลาดอาจลดลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลายเท่าก็ได้นะครับ เพราะการลงทุนกับลูกค้ามักจะเพิ่มค่าทวีคูณในระยะยาวเสมอ

ที่มา home.co.th

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กำจัด 10 จุดอ่อน แก้ไขปัญหากู้ซื้อบ้าน ไม่ผ่าน

แก้ไขปัญหากู้ซื้อขายบ้าน ไม่ผ่าน ด้วยวิธีกำจัด 10 จุดอ่อน

        ผลกระทบจากภาวะของเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัวทำให้รายได้หรือกำลังซื้อในบางส่วนลดลง ขณะเดียวกันทางสถาบันการเงินก็มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งเหตุผลหลักที่ทางแบงก์ปฏิเสธการให้สินเชื่อก็เนื่องมาจากความสามารถในการชำระหนี้ของตัวผู้กู้ลดลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีภาระของการผ่อนรถยนต์คันแรก, การมีบัตรเครดิตหลายใบ, การผ่อนชำระสินค้ากับบัตรต่างๆ ตลอดจนรายได้ที่ได้รับมานั้นลดลงในบางอาชีพอันเป็นผลมาจากการชุมนุมทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้น
ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงต่างๆในการยื่นขอกู้ซื้อบ้านแล้วไม่ผ่าน จึงมีคำแนะนำให้กำจัด 10 จุดอ่อน ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินดังนี้

1.บัตรเครดิตหลายใบมีไว้ทำไม ไม่รู้หรือว่ามีผลทำให้กำลังซื้อขายบ้านของคุณลดลง ในการพิจารณาวงเงินที่จะให้สินเชื่อซื้อบ้านนั้น แบงก์จะนำวงเงินจากบัตรเครดิตทุกใบที่มีอยู่นั้น คิดรวมเป็นภาระหนี้สิน (แม้จะยังไม่ได้รูดจ่ายก็ตาม) จะส่งผลให้กู้ได้น้อยลงหรืออาจกู้ไม่ผ่านในที่สุด หากภาระหนี้สิน ทั้งหมดมีเกินกว่า 40% ของรายได้รวมทั้งหมด

2.ผ่อนซื้อสินค้าผ่านบัตรต่างๆ คุณต้องรีบเคลียร์ให้หมด ปัจจุบันนี้นอกเหนือจากบัตรเครดิตแล้ว ยังมีบัตรที่สำหรับผ่อนชำระสินค้าอื่นๆ ซึ่งควรรีบเคลียร์ให้หมด มิฉะนั้นก็จะถูกนำมาพิจารณาเวลาที่จะให้สินเชื่อด้วยเช่นกัน

3.จะยื่นกู้ซื้อบ้านก็ควรเช็คเครดิตบูโรซะก่อน ซึ่งบางคนยังมีหนี้หรือยอดค้างชำระหนี้โดยไม่รู้ตัว เมื่อยื่นขอกู้กับแบงก์จะตรวจสอบข้อมูลมายังเครดิตบูโร ซึ่งเครดิตบูโรก็จะเก็บรวบรวมข้อมูลของการชำระสินเชื่อหรือบัตรเครดิต อันประกอบไปด้วยข้อมูลส่วนบุคคลและประวัติการชำระสินเชื่อ ทั้งวงเงินยอดค้าง และประวัติการผิดนัดชำระหนี้สินในแต่ละสิ้นเดือนย้อนหลัง ไม่เกิน 36 เดือน

หากผู้ขอสินเชื่อนั้นมีประวัติการชำระสินเชื่อที่ไม่ดี มีการค้างชำระหรือผิดนัดชำระหนี้สินต่างๆ หรือแม้กระทั่งยังไม่เคยมีประวัติสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่ใดเลย โอกาสที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินนั้นก็จะมีน้อยลงไป หรือถึงขั้นที่ไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ก็เป็นได้

4.ผ่อนรถยนต์คันแรกอยู่ ต้องคิดให้ดีก่อนที่จะกู้ซื้อบ้าน สาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่แบงก์ปฏิเสธการให้สินเชื่ออันเนื่องมาจากผู้กู้มีภาระ ติดผ่อนชำระรถยนต์จากโครงการรถคันแรก ดังนั้นก่อนที่จะซื้อบ้านต้องคิดให้ดีหรือลองทำ Pre-approve กับสถาบันการเงิน เพื่อดูความสามารถในการชำระหนี้ว่ายังผ่อนบ้านเพิ่มได้อีกหรือไม่

5.อย่าค้ำประกันให้ใครง่ายๆ เพราะสถาบันการเงินนั้นจะนำมาพิจารณารวมเป็นภาระหนี้ของคุณด้วย อาจทำให้ความสามารถในการกู้ลดลง เช่นเดียวกับบัตรเครดิตหรือบัตรผ่อนสินค้าอื่นๆ

6.ก่อนคิดที่จะกู้ลองสร้างเครดิตดีๆให้ตัวเองกันไหม หากไม่มั่นใจในรายได้หรืออาชีพของตนเองแล้ว กลัวแบงก์จะปล่อยกู้หรือไม่ ลองสร้างเครดิตที่ดีให้กับตัวเองโดยการเปิดบัญชีออมเงินสักระยะหนึ่งอาจจะ 1-2 ปี ซึ่งนอกจากเงินออมนี้จะกลายเป็นเครดิตว่าคุณมีวินัยทางการเงินได้อีกทางหนึ่งด้วย

7.หาผู้กู้ร่วมที่มีเครดิตดีๆซะคน การที่มีผู้กู้ร่วมที่มีอาชีพมั่นคง มีรายได้ประจำ เช่น ข้าราชการ, พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือประกอบวิชาชีพพิเศษ เช่น แพทย์, อัยการ เป็นต้น อาจจะทำให้มีโอกาสที่จะได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินมากขึ้น

8.เลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกำลังที่จะซื้อ ในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยนั้น ขอให้คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ไว้เป็นหลัก ไม่ใช่เพราะความต้องการอยากได้มาเป็นของตัวเอง เพราะ ถ้าหากผ่อนไม่ไหวมันจะกลายเป็นภาระที่หนักอึ้ง หรืออาจจะต้องยอมให้แบงก์ยึดไปอย่างน่าเสียดาย นกน้อยต้องทำรังแต่พอตัว

9.เลือกระยะเวลาในการผ่อนชำระยาวๆ ไว้ก่อน แนะนำให้เลือกระยะเวลาการผ่อนชำระบ้านที่นานๆ ไว้ก่อน เช่น 25-30 ปี เพื่อให้วงเงินที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนน้อยๆ หากรายได้ลดลงก็ไม่เป็นกระทบกับการผ่อน ในทางกลับกันถ้ามีรายได้เพิ่มขึ้นก็สามารถโปะได้ หรือไม่ต้องผ่อนนานตามที่กำหนดไว้ได้
        แต่ถ้าเลือกผ่อนระยะสั้นไปแล้วจะขอขยายเวลาออกไปต้องเสียเวลาไปยื่นเรื่องใหม่ๆ และอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก

10.ถ้าคุณยังไม่พร้อม ก็อย่าเพิ่งคิดที่จะเป็นหนี้ เนื่องจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะผูกพันเป็นภาระหนี้ในระยะยาวเป็น 10 ปี 25 ปีขึ้นไป ฉะนั้นต้องมั่นใจในกำลังเงินผ่อนของตัวเองเสียก่อนจึงคิดจะมีบ้าน

ถ้าหากคุณสามารถกำจัด 10 จุดอ่อนเหล่านี้ ซึ่งจะมีผลต่อการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินลงได้แล้วล่ะก็ เชื่อว่าคุณจะมีบ้านได้อย่างใจฝันแน่นอน

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เรามาทำความรู้จัก คำว่า ฮวงจุ้ย

ทำความรู้จัก คำว่า ฮวงจุ้ย ภายในบ้าน

       เมื่อได้มีการซื้อขายบ้านใหม่ ไม่ว่าคุณหรืออาจจะเป็นคนอื่น จะนึกถึง “ฮวงจุ้ย” ปัจจุบันได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวางเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนรู้จัก แต่รู้อย่างถูกบ้างผิดบ้าง หลายคนอาจเชื่ออย่างงมงาย โดยไม่รู้เหตุผลและที่มาที่ไปว่าเป็นอย่างไร แม้กระทั่งอาจารย์ดู บางรายก็สอนและให้ข้อแนะนำคนอื่นอย่างผิด ๆ ในหลาย ๆ เรื่อง ที่แท้จริงนั้น คืออะไร
“ฮวงจุ้ย” คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วย การจัดแต่งอาคารบ้านเรือนสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสมกับภูมิประเทศ และภูมิอากาศในระแวกนั้น เพื่อให้คนอยู่ดี มีสุข นั่นเอง คำว่า “ฮวงจุ้ย” แบ่งเป็นคำ 2 คำ ภาษาจีน อ่านเป็นภาษาแต้จิ๋วว่า “ฮวงจุ้ย” หรืออ่านเป็นภาษาจีนกลางว่า “ฟงสุ่ย”

“ฮวง” หรือ “ฟง ” แปลว่า “ลม” หมายถึง “ภูมิอากาศ”

“จุ้ย” หรือ “สุ่ย ” แปลว่า “น้ำ” หมายถึง “ภูมิประเทศ”

“ฮวงจุ้ย” ถือกำเนิดในประเทศจีนมานานนับพันปี โดยได้นำเอาหลักฐานสถิติตัวอย่างของความอยู่ดีมีสุข และ ความอับโชคให้ทุกข์ต่าง ๆ นานา ในอดีตที่ผ่านมาประมวลเป็น ทฤษฎี “ฮวงจุ้ย” แต่ต้องไม่ลืมว่าเป็นภูมิประเทศ ภูมิอากาศในประเทศจีน ซึ่งทั้งเหมือนและแตกต่างจากในประเทศไทย

ในด้านภูมิประเทศ ในประเทศ จีน-ไทย ไม่ได้ต่างกันมาก เพราะภูมิประเทศนั้นมีน้ำ มีดิน มีที่เนิน มีที่ลุ่ม มีต้นไม้คล้ายกัน ส่วนทางด้านภูมิอากาศ ในประเทศจีน-ไทย ถึงแม้จะอยู่ในอีกซีกโลกเหนือเหมือนกันแต่แตกต่างกันมากกว่า เพราะ ภูมิอากาศส่วนใหญ่ของประเทศจีนนั้น อยู่ในเขตอบอุ่น มีฝนตกแต่ไม่มาก หน้าหนาว ลมจากทิศเหนือจะแรงมาก ลมเย็น จากทิศใต้ จะเป็นหน้าร้อน ประเทศไทยนั้นจะอยู่ในเขตของภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อน ฝนตกชุก ลมไม่แรง แต่มีสิ่งคล้ายคลึงกับเมืองจีน คือ ทิศทางของลมหนาวส่วนใหญ่จะพัดมาจาก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นลมมรสุม ตะวันตกเฉียงใต้ในหน้าร้อน

เมื่อเข้าใจถึง “ความเหมือน” และ ”ความแตกต่าง” เราจึงต้องเลือกเอาที่สิ่งที่เหมือน และใช้ได้เหมาะสมกับเมืองไทยมาใช้ และต้องงดเว้นหรือปรับเปลี่ยน สิ่งที่ไม่เหมาะสมกับเมืองไทยให้เหมาะสม

ตัวอย่าง

1. ประตูหน้าบ้าน
อาจารย์ “ฮวงจุ้ย” หลายคนแนะนำให้ประตูหน้าบ้านในเมืองไทยต้องเปิดออก ตามตำราที่จำและลอกมาจากจีน ซึ่งไม่ถูก

ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี อย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง เมื่อผมได้มีโอกาสอยู่และเรียนหนังสือในรัฐ ILLNOIS สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศอบอุ่นคล้ายประเทศจีน หน้าหนาวลมพัดแรงมากจนตัวเราเองนั้นเกือบปลิว มีหิมะตกแต่ฝนไม่มาก ถ้าเปิดประตูหน้าบ้านออกจะเปิดยากมาก ดังนั้น เปิดประตูเข้าไปในบ้านจึงง่ายกว่า โดยเฉพาะเวลาต้องหอบของพะรุงพะรังด้วย แต่เมื่อเข้าบ้านแล้ว สามารถใช้ตัวช่วยดันประตูปิดได้ไม่ยาก อนึ่ง ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำฝนที่เกาะประตูไหลลงพื้นบ้าน แต่ในเมืองไทยซึ่งฝนตกชุก ถ้าเปิดประตูเข้าบ้านในหน้าฝน น้ำฝนที่ค้างอยู่บนบานประตู จะไหลลงพื้นบ้านเปียกเลอะเทอะ

ดังนั้น ที่ถูกต้องและสะดวกต่อการใช้สอย ประตูหน้าบ้านของเมืองไทย จึงควรเปิดออกมากกว่าแทนการเปิดเข้า แบบในเมืองจีน และเปิดประตูออกก็ไม่ยาก เพราะลมไม่ได้แรงมาก ไม่ว่าจะเปิดหน้าร้อนหรือหน้าหนาวก็ตาม

2. ธรณีประตู
สมัยนี้วิธีการก่อสร้างเปลี่ยนไป ประตูบ้านไม่จำเป็นต้องทำธรณี แต่ผมเห็น อาจารย์ “ฮวงจุ้ย” หลายคน แนะนำทางทีวี ให้ทำธรณี เพื่อป้องกันความชั่วร้ายอับโชค ซึ่งยังคงพิสูจน์ไม่ได้ แต่นั่นกำลังทำให้เกิดโอกาสที่จะสะดุดหกล้มได้ง่าย โดยเฉพาะคนสูงอายุ เมื่อมีอุบัติเหตุหกล้มเพียงครั้งเดียว ก็เท่ากับธรณีกลับเป็นตัวนำความโชคร้ายมาสู่บ้านอย่างชัดเจน

3. ที่ดินงอก-ที่น้ำเซาะ
ตัวอย่างของการตั้งเมืองหลวงกรุงธนบุรีบนฝั่งน้ำเซาะ กรุงธนบุรีก็อยู่ได้เพียง 15 ปี ก็สิ้นราชวงศ์ แต่ กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บนฝั่งดินงอก ประเทศก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ อยู่มาได้กว่า 200 ปี แล้วบ้านเรือนคนทั่วไป ที่ตั้งอยู่ในฝั่งน้ำเซาะ ตอ้ งเสียเงินเสียทองทำเขื่อนที่แข็งแรงมากถึงจะไม่เสียที่ดินถูกน้ำเซาะหายไป แต่ฝั่งดินงอกกลับได้ที่ดินเพิ่มพร้อมทั้งกระแสนน้ำจะพัดพาเอาปุ๋ยมาเพิ่มให้กับดินด้วย

4. หลบแดด-รับลม หน้าน้ำ-หลังเขา
ตัวอย่างพื้นฐานการวางอาคารบ้านตามหลัก “ ฮวงจุ้ย” คือ การวางอาคารหลบแดดรับลม โดยเอาด้านยาวของอาคารหันรับลมจากทิศใต้ ด้านแคบของอาคารหันไปทางทิศตะวันออก-ตก (ไม่ขวางตะวัน) โดยเฉพาะถ้ามี บ่อน้ำ,สระน้ำ,แม่น้ำ,ทะเล อยู่ด้านหน้าก็จะยิ่งดีอย่างยิ่ง เพราะน้ำเมื่อระเหยทำอุณหภูมิลดต่ำลง จะเกิดลมเย็นพัดเข้ามายังบ้านในหน้าร้อน และยังทำให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงามอีกด้วย หลังบ้าน ถ้ามีเขาหรืออาคารที่สูงใหญ่กว่า ก็จะบังลมหนาวที่พัดมาจากด้านหลังซึ่งเป็นทิศเหนือได้ดี

5. ทางสามแพร่ง
อาคารสาธารณะจำนวนมากในทั่วโลก เช่น รัฐสภา อาคารที่ว่าการของรัฐฯ หากตั้งตรงทางสามแพร่ง ซึ่งเป็นการวางผังที่งามสง่าเห็นชัดและเน้นความสำคัญของอาคาร แต่ตำแหน่งที่ดีของตัวอาคารนั้น ควรตั้งอยู่บนเนินเขาที่เลยระดับแสงไฟรถส่องเข้ามารบกวนการทำงานของคนที่อยู่ภายใน และเมื่อรถขับเข้ามาใกล้ถนน ควรจะเปลี่ยนแปลงรูปเป็นวงเวียน ให้รถเลี้ยวซ้าย/ขวา แยกย้ายออกไปสำหรับบ้านส่วนตัวที่หลังไม่ใหญ่ และตั้งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับถนนหน้าบ้าน ที่รถวิ่งเข้ามาหาตัวบ้าน แสงไฟรถย่อมส่องเข้ามารบกวนได้ และทำให้เกิดความรู้สึกเสียวไม่ปลอดภัย เหมือนรถจะวิ่งพุ่งเข้ามาชนบ้าน

       แต่กรณีทีความจำเป็นต้องอยู่ในลักษณะดังกล่าว ก็แก้ไขได้โดยย้ายประตูรั้วหรือประตูบ้านไม่ให้ตรงกับถนน และปลูกต้นไม้หนาทึบบัง เป็นต้น
       จากตัวอย่างต่าง ๆ ข้างต้นจะเห็นได้ว่าทฤษฎี  “ฮวงจุ้ย” ส่วนใหญ่ยังใช้ได้กับเมืองไทยและถูกต้องตรง กับหลักวิชาการวางผัง และออกแบบสถาปัตยกรรม เพียงแต่ต้องเลือกเชื่อเลือกใช้ให้เหมาะสม ให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้องเท่านั้น ก็จะทำให้คน “อยู่ดีมีสุข” อย่างแท้จริง

ประทีป ตั้งมติธรรม
ที่มา:supalai

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แบบบ้านชั้นเดียว ว่าด้วยเรื่องจุดเด่นจุดด้อย

แบบบ้านชั้นเดียว ว่าด้วยเรื่องจุดเด่นจุดด้อย


            เป็นปัญหาของผู้ที่กำลังเริ่มต้นสร้างบ้านหรืออาจเพิ่งซื้อขายบ้านมาใหม่ที่จะต้องมองหาแบบบ้านที่เหมาะสมกับครอบครัว เหมาะสมกับการอยู่อาศัย และงบประมาณ ที่จะต้องพบเจอคือไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกแบบบ้านในลักษณะใดที่จะเหมาะสมมากที่สุด เนื่องจากยังขาดข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการพิจารณาตัดสินใจนั้นเอง ดังนั้นบทความนี้จึงจะได้นำเสนอจุดเด่นและจุดด้อยของแบบบ้านแต่ละประเภทโดยเริ่มต้นจากแบบบ้านชั้นเดียวนะครับ
จากการรวบรวมข้อมูลที่ทำการศึกษาทั้งจากในและต่างประเทศมีข้อสรุปดังนี้ครับ

จุดเด่นของแบบบ้านชั้นเดียว
1. ความเหมาะสมสำหรับครอบครัวที่มีหลายวัยโดยเฉพาะมีผู้สูงอายุหรือผู้พิการ
         แบบบ้านชั้นเดียวนั้น มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่ ต้องมีผู้สูงอายุอาศัยรวมอยู่ภายในบ้าน เนื่องจากความสะดวกในการเคลื่อนไหวไปในห้องต่างๆนั้นทำได้ง่าย โดยเฉพาะการที่ต้องมีการใช้ รถเข็น ซึ่งแบบบ้านชั้นเดียวนั้น สามารถตอบสนองได้อย่างดี
2. สะดวกในการอยู่อาศัยมากกว่าบ้านสองชั้น
        เป็นการยากลำบากสำหรับบ้านสองชั้นที่ส่วนมากมักจะออกแบบห้องนอนไว้ด้านบนและห้องครัวไว้ด้านล่าง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องขึ้น ลงบันไดตลอดทั้งวัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้จะไม่เกิดขึ้นกับบ้านชั้นเดียวจึงมีความสะดวกมากกว่า
3. ง่ายต่อการดูแลและบำรุงรักษาทำความสะอาด
        แบบบ้านชั้นเดียวมีความโดดเด่นในเรื่องของการดูแลบำรุงรักษาและทำความสะอาดที่ง่ายกว่า แบบบ้านสองชั้น โดยเฉพาะเจ้าของบ้านที่อาจจะค่อนข้างมีอายุมาก ซึ่งไม่ต้องกังวลเลยกับการซ่อมบำรุงรักษาที่ต้องใช้บันไดเพื่อปีนขึ้นที่สูงๆไปยังชั้นสองของบ้าน โดยเฉพาะการบำรุงรักษาและซ่อมแซม หรือการทำความสะอาดภายนอกบ้าน
4. ห้องทุกห้องถูกนำมาจัดเรียงในระนาบเดียวกันทั้งหมด
        ทำให้เกิดพื้นที่กลางระหว่างห้องรับแขกและห้องนอน ซึ่งสามารถทำกิจกรรมในครอบครัว เกิดความใกล้ชิดผูกพันในครอบครัว
5. แบบบ้านชั้นเดียวง่ายต่อการต่อเติมพื้นที่ในภายหลัง
        ในกรณีที่ครอบครัวมีการขยายตัวหรือมีผู้อาศัยอยู่เยอะ และจำเป็นต้องต่อเติมบ้านให้มีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นนั้น แบบ้านชั้นเดียวมีความเหมาะสมในการต่อเติมในภายหลังเนื่องจากมีโครงสร้างเดิมที่อาจไม่ซับซ้อนเหมือนกับบ้านสองชั้นทำให้การออกแบบต่อเติมและก่อสร้างทำได้ ง่ายกว่า
6. แบบบ้านชั้นเดียวสามารถออกแบบการถ่ายเทอากาศได้ดีกว่า
        เนื่องจากการก่อสร้างในระนาบเดียว แบบบ้านชั้นเดียวจึงสามารถออกแบบให้มีการถ่ายเทอากาศได้สะดวกและได้ดีกว่าแบบบ้านสองชั้นหรือสามชั้น
7. แบบบ้านชั้นเดียวสามารถลดความดังของเสียงได้ดีกว่าบ้านสองชั้น
         มีผลการวิจัยบ่งบอกว่า ถ้าหากคุณต้องการพักผ่อนในชั้นที่สองของบ้านที่เป็นสองชั้น ซึ่งชั้นล่างกำลังเปิดดูโทรทัศน์เสียงดัง คุณอาจจะได้ยินเสียงรบกวนเล็ดรอดผ่านเข้ามาในห้องนอนชั้นบนได้อย่างชัดเจนมากกว่าในห้องที่อยู่ในระดับพื้นเดียวกัน

จุดด้อยของแบบบ้านชั้นเดียว
1. แบบบ้านชั้นเดียวต้องใช้พื้นที่ดินมากกว่าแบบบ้านสองชั้นในจำนวนพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน
        เนื่องจากการก่อสร้างในพื้นที่แนวราบ ดังนั้นแน่นอนว่า การใช้พื้นที่ของแบบบ้านชั้นเดียวจะต้องใช้พื้นที่ปลูกสร้างมากกว่าแบบบ้านสองชั้นที่ปลูกสร้างแนวตั้ง อย่างแน่นอน ดังนั้นท่านที่ต้องการปลูกสร้างแบบบ้านชั้นเดียวต้องคำนึงถึงความพอเพียงของที่ดิน และต้องมีการเผื่อระยะร่นไว้ด้วย
2. แบบบ้านชั้นเดียวอาจจะสิ้นเปลืองงบประมาณก่อสร้างมากกว่าแบบบ้านสองชั้น
       แน่นอนว่าจากการที่แบบบ้านชั้นเดียวเป็นการก่อสร้างในแนวราบดังนั้นในจำนวนพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน จะต้องใช้จำนวนเสามากกว่าแบบบ้านสองชั้น และหากท่านต้องปลูกสร้างบ้านโดยการตอกเสาเข็มแล้วงบประมาณก่อสร้างก็จะสูงขึ้นอีกมาก รวมถึงจำนวนวัสดุที่ใช้มุงหลังคาที่ใช้มากกว่าบ้านสองชั้นในพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน
3. แบบบ้านชั้นเดียวเกิดปัญหาความร้อนภายในห้องได้มากกว้า
       แบบบ้านชั้นเดียวส่วนของเพดานจะติดกับหลังคาโดยตรงซึ่งจะเกิดความร้อนสะสมใต้หลังคาและแผ่ความร้อนลงมายังห้องต่างๆได้ง่ายกว่าแบบบ้านสองชั้นซึ่ง มีพื้นห้องชั้นบนที่คอยกระจายความร้อน ดังนั้นการหลีกเลียงความร้อนใต้หลังคาของบ้านชั้นเดียวจำเป็นต้องมีการใช้ฉนวนกันความร้อน แผ่นสะท้อนความร้อน หรือการเปิดช่องหลังคาเพื่อระบายความร้อนออกจากใต้หลังคา
4. แบบบ้านชั้นเดียวเสียงกับภัยน้ำท่วมและความชื้น
       เนื่องจากการปลูกสร้างของแบบบ้านชั้นเดียวที่มีพื้นห้องไม่สูงห่างมากจากพื้นดิน ดังนั้นปัญหาความชื้นของผิวดินสามารถสร้างปัญหาให้กับโครงสร้างของตัวบ้านได้ โดยเฉพาะบ้านที่ผิวดินติดกับพื้นห้อง ปัญหาดังกล่าวเช่น ราที่ขึ้นตามผนังห้องที่เกิดจากการดูดซับความชื่นจากผิวดินขึ้นมา นอกจากนั้นยังมีปัญหาของปลวก รวมทั้งการปลูกบ้านชั้นเดียวไม่สามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้  การแก้ปัญหาดังกล่าว อาจจะทำได้โดยการสร้างแบบบ้านชั้นเดียวในลักษณะยกพื้นให้สูงห่างจากพื้นดิน 1-1.5 เมตร ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาดังกล่าวได้
        บทความที่กล่าวมาอาจจะช่วยให้ท่านได้ใช้ในการพิจารณาในการเลือกปลูกสร้างที่อยู่อาศัยของท่านได้ ส่วนข้อมูลจุดเด่นจุดด้อยของแบบบ้านสองชั้น ก็จะเป็นการกลับจุดเด่นจุดด้อยกับแบบบ้านชั้นเดียวนั้นเองนะครับ

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ข้อควรรู้สำหรับการเลือกกระเบื้องห้องน้ำให้ทั้งถูกใจและใช้งานได้ดี

การเลือกกระเบื้องห้องน้ำให้ทั้งถูกใจและใช้งานได้ดีทนทานต้องเลือกอย่างไร

ห้องน้ำนับว่าเป็นห้องที่มีความสำคัญมากของทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความสวยงามหรือประโยชน์ใช้สอย เราจึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจในการเลือกใช้วัสดุต่างๆ ในห้องน้ำ หรือท่านใดที่มองหา โครงการบ้านใหม่ และเลือกซื้อขายบ้านใหม่ ควรดูบริเวณห้องน้ำดีๆ ว่าใช้วัสดุที่ดีหรือไม่ เพื่อให้เราสามารถเลือกวัสดุที่มีทั้งความสวยงาม เหมาะสมกับการใช้งาน ทำความสะอาดและดูแลรักษาได้ง่าย รวมถึงไม่สร้างปัญหาในภายหลัง ซึ่งในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับกระเบื้องกันก่อนครับ ซึ่งเคล็ดลับในการเลือกใช้กระเบื้องห้องน้ำที่เหมาะสมพอจะแบ่งออกมาได้ดังนี้

เลือกขนาดกระเบื้องที่เหมาะสมกับขนาดห้อง  อันนี้ไม่ได้หมายความว่าห้องน้ำเล็กจะใช้กระเบื้องใหญ่แล้วไม่สวยหรือห้องน้ำใหญ่จะใช้กระเบื้องแผ่นเล็กๆ ไม่ได้นะครับ แต่หมายถึงเราต้องพยายามให้ห้องน้ำที่เล็กอยู่แล้วต้องไม่ดูเล็กลงไปอีกโดยใช้กระเบื้องสีอ่อนแทนเป็นต้น หรือถ้าจะใช้กระเบื้องขนาดใหญ่ก็ได้เพียงแต่ต้องรู้จักเลือกสีให้เหมาะสมอย่างที่บอกไปครับ 
เลือกสีอ่อนแล้วเติมความน่าสนใจของสีชมพูเข้าไปเพื่อให้ห้องน้ำดูหวานขึ้น 
ห้องน้ำที่เล็กมากๆ กระเบื้องแผ่นเล็กสีโทนสว่างก็เป็นตัวเลือกที่ช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้นได้ 
เลือกกระเบื้องที่ไม่ลื่นจนเกินไปเมื่อโดนน้ำ เพราะห้องน้ำเป็นห้องเดียวในบ้านที่เปียกทุกครั้งที่ใช้งานจึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ให้มากๆโดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีความเสียงต่อการลื่นได้สูง และเราก็สามารถแก้ปัญหาได้หลายวิธีเช่น 
ตัวอย่างกระเบื้องแบบกันลื่น
แบ่งส่วนแห้งกับส่วนเปียกออกจากกันทำให้ส่วนแห้ง(อ่างล้างมือและชักโครก) โดนน้ำหรือเปียกเพียงเล็กน้อย ทำให้ใช้กระเบื้องที่สวยงามแต่ไม่กันลื่นได้ นั้นเอง
หากบ้านใครที่ทำการปูกระเบื้องไปเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ต้องตกใจ  ยังไม่ต้องถึงกับรื้อกระเบื้องแล้วปูใหม่ให้เป็นเรื่องใหญ่ไป แค่ไปหาน้ำยาทากระเบื้องกันลื่น ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายวัสดุใหญ่ๆทั่วไป มาทาผิวกระเบื้องเดิมก็จะทำให้ผิวกระเบื้องมีความกระด้างมากขึ้นครับและก็ไม่ทำให้สีกระเบื้องเดิมเปลี่ยนไปด้วย แต่อาจจะต้องหมั่นตรวจเช็คบ่อยๆ เพราะใช้ไปซักพักมันจะเริ่มลื่นอีกก็ให้ทาซ้ำแค่นั้นเอง
เลือกสีกระเบื้องให้เหมาะสม อันที่จริงเรื่องสีนี้เป็นเรื่องของรสนิยมล้วนๆ แต่การเลือกใช้สีมากมายจนเกินไปอาจทำให้ห้องน้ำดูเยอะจนงาม!! เราควรควบคุมโทนสีของห้องน้ำให้มีสีหลักเพียง 1-2 สีแล้วที่เหลือค่อยเพิ่มเติมเป็นจุดๆเพื่อสร้างจุดเด่นให้ห้อง ซึ่งอาจจะเลือกเป็นกระเบื้องหรือวัสดุอื่นๆ ก็ได้ และการปรึกษาผู้ออกแบบที่มีความชำนาญก็จะช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างไม่ยากเย็นเลย 
เพิ่มสีสันเพียงบางจุดของห้องเพื่อสร้างความโดดเด่นสวยงามสะดุดตา 
เติมวัสดุอื่นที่ตัดกับภาพรวมของห้องเช่นไม้เพื่อให้ห้องดูไม่เรียบจนเกินไปแล้วยังทำให้ห้องน้ำดูนุ่มลงด้วย 
สร้างลวดลายสวยๆ ด้วยกระเบื้อง เป็นทางเลือกที่ทำให้ห้องน้ำของเรามีความสวยงามโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ซึ่งปัจจุบันทางผู้ผลิตกระเบื้องก็มีรูปแบบสีสันของกระเบื้องให้เราได้ลองเล่นอย่างสร้างสรรค์กันอย่างมากมาย
เลือกกระเบื้องให้ถูกใจโดยไม่ต้องเสียเวลาเลือกเป็นวันๆ  การที่เราออกไปเลือกซื้อหากระเบื้องโดยยังไม่มีข้อมูลอะไรเลยนั้นเป็นความผิดที่พลาดอย่างมากครับ เพราะอาจจะต้องใช้เวลาหลายวันในการเลือกกระเบื้องสำหรับห้องน้ำเล็กๆเพียงห้องหรือสองห้อง ทางที่ดีเราควรจะมีการทำแผนเลือกกระเบื้องไว้คร่าวๆ แล้วอาจจะให้ทางผู้ออกแบบเลือกตัวอย่างมาให้ หรือ เลือกเองโดยดูจาก website ของผู้ผลิตเช่น COTTO  พอไปร้านก็แค่ขอดูกระเบื้องจริง ดูสี ดูผิวสัมผัส ซึ่งถึงแม้อาจจะมีการเปลี่ยนเปลงไปบ้าง แต่ก็ง่ายกว่าการไม่มีข้อมูลอะไรติดมือไปเลย 
เรามาลองทำความรู้จักกับกระเบื้องที่นิยมนำมาทำห้องน้ำกันซักนิด ซึ่งมีให้เลือกสรรกันอย่างหลากหลาย และอาจแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้
1. กระเบื้องเคลือบทั่วไป เป็นกระเบื้องที่เรามักเห็นได้ทั่วไปตามห้องน้ำของห้องแถวราคาไม่สูงมากนัก ผิวกระเบื้องมีความมันสูง และส่วนใหญ่มีสีพื้นๆ เช่น ขาว แดง ดำ เป็นต้น
2. กระเบื้องแกรนิโต้ เป็นกระเบื้องที่มีความแกร่งมาก เนื่องจากมีส่วนผสมของหินแกรนิตอยู่ด้วย และเป็นกระเบื้องที่เรียกว่า full body คือจะมีสีเดียวทั้งแผ่นแม้แตกออกผิวด้านในก็เป็นสีเดียวกับสีผิว
3. กระเบื้องโมเสค (Mosaic) เป็นการนำเอากระเบื้องขนาดเล็ก 1”x1” หรือบางครั้งก็ใหญ่กว่านั้น ซึ่งวัสดุอาจจะเป็นกระเบื้อง แก้ว หิน หรือ เรซิน ก็ได้ แล้วนำมาเรียงกันบนตาข่ายเป็นผืนขนาด 30 x 30 ซม. กระเบื้องแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกระเบื้องปูผนัง แต่ก็มีหลายรุ่นที่สามารถเอามาปูพื้นได้ด้วย ต้องสอบถามจากผู้ขายก่อนเลือกซื้อนะครับ 
4. กระเบื้องพอร์ซเลน (Porcelain)  นับเป็นกระเบื้องที่ความทนทานมากที่สุด เนื่องจากในกระบวนการเผาจะเผาจนวัสดุผสมเป็นเนื้อเดียวกัน กระเบื้องทั้งแผ่นจึงเป็นสีเดียวกันแม้กระเทาะหรือบิ่น เนื้อสีภายในก็เป็นสีเดียวกัน ใช้ปูได้ทั้งผนังและพื้น มีน้ำหนักมากและการซึมผ่านของน้ำต่ำ 
เป็นไงครับหวังว่าผู่อ่านคงจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย ครั้งต่อไปก็สามารถเลือกใช้กระเบื้องที่เหมาะสมได้อย่างไม่ยากเย็น 

ขอบคุณภาพสวยๆ จาก : COTTO
และ
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : forfur.com