แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮวงจุ้ย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮวงจุ้ย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สิ่งร้ายในบ้านที่ส่งผลลบต่อเจ้าของโครงการบ้านใหม่

ฮวงจุ้ยนั้นเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่รอบๆ ตัวเรา และจะส่งผลต่อการอยู่อาศัยต่อเราและคนในโครงการบ้านใหม่ด้วย หลายเรื่องที่เกิดขึ้นภายในโครงการบ้านใหม่หลายคนก็อาจไม่ทราบว่าเป็นเหตุเกี่ยวพันมาจากฮวงจุ้ยด้วย และหลายคนอาจคิดไม่ถึง ในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งได้แก่

ขายบ้าน
ขอขบคุณภาพจาก infinitydesign.in.th

ฝ้าหลุม หลุม ในบ้านสมัยใหม่ได้นิยมทำฝ้าหลุมเพราะมองว่ามีความสวยงาม แต่เนื่องจากในสภาพของฝ้าที่เป็นหลุม ก็มีพลังงานปราณที่มากับอากาศจะทำให้หมุนเวียนไม่สะดวกหรือไม่สม่ำเสมอ และเมื่อลมหรือพลังงานเหล่านั้นจะมาปะทะกับร่างกายคนที่อยู่ด้านล่างด้วย ทำให้ต้องปรับสภาพร่างกายหรือปรับอุณหภูมิตลอดเวลาด้วย จึงมีโอกาสเกิดอาการเจ็บป่วยได้บ่อยๆ ซึ่งภายในบ้านจึงไม่ควรทำฝ้าหลุมโดยเฉพาะบริเวณห้องนอนนั้นด้วย

ฝ้าหลังคารั่ว ก็หมายถึงฝ้าที่ทะลุเป็นโพรงและมีน้ำรั่วน้ำเข้ามาเวลาฝนตกได้ ถ้าบ้านไหนมีอาการแบบนี้ให้ทายว่าเจ้าของบ้านแม้ว่าจะหาเงินได้ก็เกิดการรั่วไหลและเก็บเงินไม่อยู่ ก็แนะนำให้ซ่อมแซมโดยเร็ว และหากปล่อยไว้จนฝ้าขึ้นรา เปื่อยพอง บุคคลในบ้านขิงท่านก็จะเกิดเจ็บป่วยจากอวัยวะภายในได้ง่ายด้วย เช่น แผลพุพอง โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ และรวมถึงมะเร็งได้ด้วย ควรจะปรึกษาซินแสผู้ที่มีความรู้ให้ช่วยแนะนำเรื่องฤกษ์ยามที่ดีในการซ่อมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 2556 นี้ถ้าหากจุดที่จะตอกเจาะซ่อมแซมเป็นบริเวณโซนทิศตะวันออกทั้งแถบแล้ว และทางตะวันตกเฉียงเหนือ ท่านจะต้องใส่ใจเรื่องฤกษ์ยามเป็นพิเศษด้วย

การเปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้ เมื่อเราใช้ห้องน้ำทุกครั้งควรปิดประตูให้เรียบร้อย เพื่อจะไม่ให้กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์มารบกวนการอยู่อาศัยหรือสมาธิในการทำงานลง การเปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้นั้นยังมีผลเสียอีกหลายอย่าง เช่น การเกิดซอกมืด เป็นโพรงหลืบที่มืด นั่นเองค่ะ เมื่อมีสภาพนิ่งหรือสภาพเป็นหยินมากๆ และในตำแหน่งที่ใช้ถ่ายเทของเสียเช่นนี้นั้น ก็จะทำให้โชคทางการเงินลดลงได้ เพราะว่าขาดการตรวจสอบที่ทั่วถึงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (และผลเสียขึ้นอยู่กับทิศทางที่เราเปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้ด้วย) และยังทำให้สุขภาพของท่านเสื่อมลงได้อีกด้วย

หลังบ้านไม่สว่าง ซึ่งในหลักการของฮวงจุ้ยแล้วหลังบ้านถือเป็นที่สะสมพลังอันเกี่ยวกับสุขภาพเลย ลูกน้องและบริวาร และหากบ้านของท่านต่อเติมครัวด้านหลังทึบและจนอากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะจะทำให้หลังบ้านมีสภาพเป็นหยิน แล้วจนเกิดผลเสียทางฮวงจุ้ยเกี่ยวกับบริวาร ในลูกหลานและสุขภาพตามมาได้ง่ายด้วย โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ เพราะในส่วนครัวนับเป็นบริเวณที่จะสกปรกได้ง่ายที่สุดเลย

ให้หัวนอนอยู่ใต้เครื่องปรับอากาศ ในการนอนใต้เครื่องปรับอากาศเป็นสิ่งที่ควรจะหลีกเลี่ยง เพราะเนื่องจากเครื่องปรับอากาศเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกำลังไฟสูงมาและกินไฟมาก ในขณะที่เปิดใช้งานอาจรบกวนคนนอน โดยเฉพาะสมองคนที่มีสภาพเป็นคลื่นไฟฟ้าอ่อนๆมา จึงทำให้หลับได้ไม่สนิท ฝันบ่อยๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้

นอกจากฮวงจุ้ยที่ไม่ดีดังกล่าวแล้วยังมีอีกหลายๆค่ะ อย่างที่อยู่รอบตัว แล้วหรือที่เราปฏิบัติเป็นประจำแต่เป็นนิสัยที่ไม่ดีหรือส่งผลในแง่ร้ายทางฮวงจุ้ยค่ะ แต่เราอาจมองข้ามหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้เช่น กลับมาตอนเย็นเข้าห้องนอนเลยโดยไม่เคยเปิดหน้าต่างรับอากาศใหม่ๆ หรือการปิดประตูเสียงดังบ่อยๆ ซึ่งอาจกระแทกพลังไม่ดีมารบกวนคนอยู่ในห้องได้ ฉะนั้นหันมาใส่ใจสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ นอกจากจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากแล้ว ยังจะเกิดผลดีทางฮวงจุ้ยได้ ซึง่เหมาะแก่การขายบ้านมาก

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เรามาทำความรู้จัก คำว่า ฮวงจุ้ย

ทำความรู้จัก คำว่า ฮวงจุ้ย ภายในบ้าน

       เมื่อได้มีการซื้อขายบ้านใหม่ ไม่ว่าคุณหรืออาจจะเป็นคนอื่น จะนึกถึง “ฮวงจุ้ย” ปัจจุบันได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวางเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนรู้จัก แต่รู้อย่างถูกบ้างผิดบ้าง หลายคนอาจเชื่ออย่างงมงาย โดยไม่รู้เหตุผลและที่มาที่ไปว่าเป็นอย่างไร แม้กระทั่งอาจารย์ดู บางรายก็สอนและให้ข้อแนะนำคนอื่นอย่างผิด ๆ ในหลาย ๆ เรื่อง ที่แท้จริงนั้น คืออะไร
“ฮวงจุ้ย” คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วย การจัดแต่งอาคารบ้านเรือนสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสมกับภูมิประเทศ และภูมิอากาศในระแวกนั้น เพื่อให้คนอยู่ดี มีสุข นั่นเอง คำว่า “ฮวงจุ้ย” แบ่งเป็นคำ 2 คำ ภาษาจีน อ่านเป็นภาษาแต้จิ๋วว่า “ฮวงจุ้ย” หรืออ่านเป็นภาษาจีนกลางว่า “ฟงสุ่ย”

“ฮวง” หรือ “ฟง ” แปลว่า “ลม” หมายถึง “ภูมิอากาศ”

“จุ้ย” หรือ “สุ่ย ” แปลว่า “น้ำ” หมายถึง “ภูมิประเทศ”

“ฮวงจุ้ย” ถือกำเนิดในประเทศจีนมานานนับพันปี โดยได้นำเอาหลักฐานสถิติตัวอย่างของความอยู่ดีมีสุข และ ความอับโชคให้ทุกข์ต่าง ๆ นานา ในอดีตที่ผ่านมาประมวลเป็น ทฤษฎี “ฮวงจุ้ย” แต่ต้องไม่ลืมว่าเป็นภูมิประเทศ ภูมิอากาศในประเทศจีน ซึ่งทั้งเหมือนและแตกต่างจากในประเทศไทย

ในด้านภูมิประเทศ ในประเทศ จีน-ไทย ไม่ได้ต่างกันมาก เพราะภูมิประเทศนั้นมีน้ำ มีดิน มีที่เนิน มีที่ลุ่ม มีต้นไม้คล้ายกัน ส่วนทางด้านภูมิอากาศ ในประเทศจีน-ไทย ถึงแม้จะอยู่ในอีกซีกโลกเหนือเหมือนกันแต่แตกต่างกันมากกว่า เพราะ ภูมิอากาศส่วนใหญ่ของประเทศจีนนั้น อยู่ในเขตอบอุ่น มีฝนตกแต่ไม่มาก หน้าหนาว ลมจากทิศเหนือจะแรงมาก ลมเย็น จากทิศใต้ จะเป็นหน้าร้อน ประเทศไทยนั้นจะอยู่ในเขตของภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อน ฝนตกชุก ลมไม่แรง แต่มีสิ่งคล้ายคลึงกับเมืองจีน คือ ทิศทางของลมหนาวส่วนใหญ่จะพัดมาจาก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นลมมรสุม ตะวันตกเฉียงใต้ในหน้าร้อน

เมื่อเข้าใจถึง “ความเหมือน” และ ”ความแตกต่าง” เราจึงต้องเลือกเอาที่สิ่งที่เหมือน และใช้ได้เหมาะสมกับเมืองไทยมาใช้ และต้องงดเว้นหรือปรับเปลี่ยน สิ่งที่ไม่เหมาะสมกับเมืองไทยให้เหมาะสม

ตัวอย่าง

1. ประตูหน้าบ้าน
อาจารย์ “ฮวงจุ้ย” หลายคนแนะนำให้ประตูหน้าบ้านในเมืองไทยต้องเปิดออก ตามตำราที่จำและลอกมาจากจีน ซึ่งไม่ถูก

ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี อย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง เมื่อผมได้มีโอกาสอยู่และเรียนหนังสือในรัฐ ILLNOIS สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศอบอุ่นคล้ายประเทศจีน หน้าหนาวลมพัดแรงมากจนตัวเราเองนั้นเกือบปลิว มีหิมะตกแต่ฝนไม่มาก ถ้าเปิดประตูหน้าบ้านออกจะเปิดยากมาก ดังนั้น เปิดประตูเข้าไปในบ้านจึงง่ายกว่า โดยเฉพาะเวลาต้องหอบของพะรุงพะรังด้วย แต่เมื่อเข้าบ้านแล้ว สามารถใช้ตัวช่วยดันประตูปิดได้ไม่ยาก อนึ่ง ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำฝนที่เกาะประตูไหลลงพื้นบ้าน แต่ในเมืองไทยซึ่งฝนตกชุก ถ้าเปิดประตูเข้าบ้านในหน้าฝน น้ำฝนที่ค้างอยู่บนบานประตู จะไหลลงพื้นบ้านเปียกเลอะเทอะ

ดังนั้น ที่ถูกต้องและสะดวกต่อการใช้สอย ประตูหน้าบ้านของเมืองไทย จึงควรเปิดออกมากกว่าแทนการเปิดเข้า แบบในเมืองจีน และเปิดประตูออกก็ไม่ยาก เพราะลมไม่ได้แรงมาก ไม่ว่าจะเปิดหน้าร้อนหรือหน้าหนาวก็ตาม

2. ธรณีประตู
สมัยนี้วิธีการก่อสร้างเปลี่ยนไป ประตูบ้านไม่จำเป็นต้องทำธรณี แต่ผมเห็น อาจารย์ “ฮวงจุ้ย” หลายคน แนะนำทางทีวี ให้ทำธรณี เพื่อป้องกันความชั่วร้ายอับโชค ซึ่งยังคงพิสูจน์ไม่ได้ แต่นั่นกำลังทำให้เกิดโอกาสที่จะสะดุดหกล้มได้ง่าย โดยเฉพาะคนสูงอายุ เมื่อมีอุบัติเหตุหกล้มเพียงครั้งเดียว ก็เท่ากับธรณีกลับเป็นตัวนำความโชคร้ายมาสู่บ้านอย่างชัดเจน

3. ที่ดินงอก-ที่น้ำเซาะ
ตัวอย่างของการตั้งเมืองหลวงกรุงธนบุรีบนฝั่งน้ำเซาะ กรุงธนบุรีก็อยู่ได้เพียง 15 ปี ก็สิ้นราชวงศ์ แต่ กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บนฝั่งดินงอก ประเทศก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ อยู่มาได้กว่า 200 ปี แล้วบ้านเรือนคนทั่วไป ที่ตั้งอยู่ในฝั่งน้ำเซาะ ตอ้ งเสียเงินเสียทองทำเขื่อนที่แข็งแรงมากถึงจะไม่เสียที่ดินถูกน้ำเซาะหายไป แต่ฝั่งดินงอกกลับได้ที่ดินเพิ่มพร้อมทั้งกระแสนน้ำจะพัดพาเอาปุ๋ยมาเพิ่มให้กับดินด้วย

4. หลบแดด-รับลม หน้าน้ำ-หลังเขา
ตัวอย่างพื้นฐานการวางอาคารบ้านตามหลัก “ ฮวงจุ้ย” คือ การวางอาคารหลบแดดรับลม โดยเอาด้านยาวของอาคารหันรับลมจากทิศใต้ ด้านแคบของอาคารหันไปทางทิศตะวันออก-ตก (ไม่ขวางตะวัน) โดยเฉพาะถ้ามี บ่อน้ำ,สระน้ำ,แม่น้ำ,ทะเล อยู่ด้านหน้าก็จะยิ่งดีอย่างยิ่ง เพราะน้ำเมื่อระเหยทำอุณหภูมิลดต่ำลง จะเกิดลมเย็นพัดเข้ามายังบ้านในหน้าร้อน และยังทำให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงามอีกด้วย หลังบ้าน ถ้ามีเขาหรืออาคารที่สูงใหญ่กว่า ก็จะบังลมหนาวที่พัดมาจากด้านหลังซึ่งเป็นทิศเหนือได้ดี

5. ทางสามแพร่ง
อาคารสาธารณะจำนวนมากในทั่วโลก เช่น รัฐสภา อาคารที่ว่าการของรัฐฯ หากตั้งตรงทางสามแพร่ง ซึ่งเป็นการวางผังที่งามสง่าเห็นชัดและเน้นความสำคัญของอาคาร แต่ตำแหน่งที่ดีของตัวอาคารนั้น ควรตั้งอยู่บนเนินเขาที่เลยระดับแสงไฟรถส่องเข้ามารบกวนการทำงานของคนที่อยู่ภายใน และเมื่อรถขับเข้ามาใกล้ถนน ควรจะเปลี่ยนแปลงรูปเป็นวงเวียน ให้รถเลี้ยวซ้าย/ขวา แยกย้ายออกไปสำหรับบ้านส่วนตัวที่หลังไม่ใหญ่ และตั้งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับถนนหน้าบ้าน ที่รถวิ่งเข้ามาหาตัวบ้าน แสงไฟรถย่อมส่องเข้ามารบกวนได้ และทำให้เกิดความรู้สึกเสียวไม่ปลอดภัย เหมือนรถจะวิ่งพุ่งเข้ามาชนบ้าน

       แต่กรณีทีความจำเป็นต้องอยู่ในลักษณะดังกล่าว ก็แก้ไขได้โดยย้ายประตูรั้วหรือประตูบ้านไม่ให้ตรงกับถนน และปลูกต้นไม้หนาทึบบัง เป็นต้น
       จากตัวอย่างต่าง ๆ ข้างต้นจะเห็นได้ว่าทฤษฎี  “ฮวงจุ้ย” ส่วนใหญ่ยังใช้ได้กับเมืองไทยและถูกต้องตรง กับหลักวิชาการวางผัง และออกแบบสถาปัตยกรรม เพียงแต่ต้องเลือกเชื่อเลือกใช้ให้เหมาะสม ให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้องเท่านั้น ก็จะทำให้คน “อยู่ดีมีสุข” อย่างแท้จริง

ประทีป ตั้งมติธรรม
ที่มา:supalai

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ฮวงจุ้ยห้องทานอาหาร เสริมโชคลาภและสุขภาพ

ฮวงจุ้ยห้องทานอาหาร เสริมโชคลาภและสุขภาพ


      เมื่อเราได้มีการซื้อขายบ้านมาใหม่ๆ สิ่งแรกที่ควรจะนึกถึงมากที่สุด คือ ห้องรับประทานอาหาร ดังนั้นการจัดห้องรับประทานอาหารให้สวยงามเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหาร และทำให้เรานั้น สามารถทานอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อยมากขึ้น แต่การจัดห้องทานอาหารตามความสวยงามเท่านั้นก็อาจจะไม่พอ เพราะถ้าหากเราจัดฮวงจุ้ยห้องทานอาหารด้วย ก็จะสามารถส่งเสริมให้เรามีความสุข มีสุภาพที่แข็งแรง และร่ำรวยได้ แต่หากใครยังไม่รู้ว่าจะจัดฮวงจุ้ยห้องรับประทานอาหารอย่างไร ก็ลองทำตามวิธีต่อไปนี้ได้เลยจ้า

 1. ตำแหน่งห้องทานอาหาร

         โดยตามหลักฮวงจุ้ยที่ถูกต้อง ห้องทานอาหารควรอยู่ในทิศตะวันออก, ทิศตะวันออกเฉียงใต้, ทิศตะวันตก หรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แต่ไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และจะดีที่สุดหากจะมีประตูเข้า-ออก 2 ประตู เพื่อให้พลังงานชี่ หรือพลังงานชีวิตในตัวเราไหลเวียนได้อย่างสะดวก แต่ก็มีข้อจำกัดคือ ประตูทั้ง 2 ต้องไม่อยู่ตรงข้ามกันโดยตรง แต่ควรจะอยู่ในระนาบผนังเดียวกัน และห้องทานอาหารควรจะมีบรรยากาศที่สงบเงียบ ไม่วอแววุ่นวายด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรที่มีห้องทานอาหารอยู่ใกล้กับบริเวณประตูหน้าบ้าน เพื่อเลี่ยงเสียงดังรบกวน แต่ถ้าหากว่าเลี่ยงไม่ได้ ก็ใช้วิธีติดม่านบังตาแทนก็ได้ค่ะ

 2. สีห้องทานอาหาร

          เพื่อส่งเสริมพลังชี่และเรื่องโชคลาภ การตกแต่งห้องอาหารควรจะเน้นสีธรรมชาติ เช่น สีเอิร์ธโทน สีชมพู สีเหลือง สีพีช สีท้องฟ้า สีเขียว และสีออฟไวท์เป็นหลัก โดยทั้งสีของผนัง วอลเปเปอร์ กระเบื้อง รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ แม้ว่าจะเป็นสีโทนอ่อน ๆ แต่ก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าห้องอาหารจะดูจืดชืด ซีดเซียวจนเกินไป  เพราะเรายังสามารถตกแต่งโดยใช้สีมิกซ์ แอนด์ แมทช์ กันได้ตามใจชอบเลยค่ะ

 3. การจัดวางโต๊ะและจาน

          ในห้องอาหารควรจะมีการตกแต่งด้วยการติดม่านหรือปูพรมด้วย เพื่อช่วยลดให้พลังงานไม่ดี เสียงรบกวนจากภายนอก ให้ห้องอาหารมีบรรยากาศที่สงบ เหมาะแก่การนั่งรับประทานอาหาร  ส่วนเรื่องการจัดโต๊ะอาหารตามหลักฮวงจุ้ยนั้น ควรเลือกผ้าปูโต๊ะผืนสวย ๆ มาประดับไว้ เน้นผืนที่มีสีฟ้าและสีเขียวเป็นหลัก เวลาปูโต๊ะก็ควรให้ด้านที่มีสีเขียวอยู่ทางทิศตะวันออก ด้านสีฟ้านั้นอยู่ทางทิศเหนือเพื่อช่วยเสริมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวขอคุณให้สนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น และอย่าตกแต่งห้องอาหารด้วยจานชามที่ไม่ค่อยได้ใช้ หรือถ้วยโถที่มีสำรองไว้ก็อย่าเก็บไว้ในห้องนี้ด้วย เพราะสิ่งของเหล่านี้ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วถือว่าเป็นสิ่งของที่ไม่ได้ส่งเสริมโชคลาภความร่ำรวย แล้วสำหรับคนที่กำลังอยู่ในช่วงไดเอต จะเลือกการตกแต่งห้องอาหารด้วยสีน้ำเงินก็ได้ อย่างการปูพรมสีน้ำเงิน ใช้ผ้าปูโต๊ะและผ้าเช็ดปากสีน้ำเงิน หรือใช้จานชามสีน้ำเงิน เพราะสีน้ำเงินเป็นสีเข้ม ที่สามารถลดการเจริญอาหารและลดความดันโลหิตเราได้นั่นเอง

 4. ตกแต่งด้วยกรอบรูป

          กรอบรูปต่างๆและการเพ้นท์ลวดลายบนฝาผนังนั้น ก็เหมาะจะใช้ตกแต่งห้องอาหารได้ด้วยเช่นกัน แต่เพื่อความเฮง และโชคลาภ ไม่ควรจะตกแต่งด้วยรูปภาพโบราณ หรือของเก่าแก่ที่เป็นมรดกตกทอด เนื่องจากตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ถือว่าไม่เป็นมงคลเท่าที่ควร ดังนั้นควรจะเน้นตกแต่งด้วยรูปสีสันสดใส สวยงาม ที่เห็นแล้วจะเจริญตาให้ความรู้สึกสดชื่น และเจริญอาหารนะคะ

 5. จัดพื้นที่เพิ่มความสมดุล

          โต๊ะอาหารควรตั้งอยู่กึ่งกลางห้อง และควรจะมีระยะห่างระหว่างกำแพงทั้งสี่ด้านอย่างสมดุล เพื่อช่วยเสริมในเรื่องสุขภาพ และเพื่อไม่ให้ห้องรับประทานอาหารมีบรรยากาศว้าวุ่นไม่สงบ อีกทั้งการจัดห้องทานอาหารเช่นนี้ยังช่วยให้เรากินอาหารช้าลง ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหารอีกด้วย แต่ถ้าห้องทานอาหารมีความคับแคบภายในห้อง ก็จะสร้างความอึดอัดขัดแย้งภายในบ้าน อาจทำให้ระบบการย่อยอาหารของคุณนั้นทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร จนส่งผลระทบกับสุขภาพร่างกายในที่สุด

 6. แสงสว่างเพิ่มพลัง

          แสงภายในห้องอาหารควรจะมีความสว่างในระดับที่พอดี คือ ไม่จ้าหรือสลัวจนเกินไป และภายในโต๊ะอาหารก็ควรจะสว่างไสวเพื่อให้มองเห็นอาหารที่กินได้อย่างชัดเจน อาจจะเป็นโคมไฟกลางโต๊ะอาหาร หรือแสงแดดธรรมชาติที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างก็ได้หมด แต่แนะนำให้เลือกติดหลอดไฟที่สามารถปรับระดับความสว่างได้ด้วยก็จะดี เพราะหากอยากได้บรรยากาศโรแมนติกในมื้อค่ำขึ้นมา จะได้ปรับไฟให้สลัว ๆ หน่อย ส่วนแชนเดอเลียร์หรือโคมไฟระย้าสามารถรักษาระดับสมดุลพลังชี่ได้ แต่ต้องติดอยู่กึ่งกลางโต๊ะอาหารพอดีเป๊ะ ๆ ชนิดที่เหลื่อมไปทางเก้าอี้สักนิดก็ไม่ได้เลยนะคะ

 7. ลักษณะโต๊ะอาหาร

          เนื่องจากห้องทานอาหารควรมีพื้นที่กว้างพอดี ไม่คับแคบ ลักษณะโต๊ะอาหารที่ถูกหลักฮวงจุ้ยจึงควรเป็นโต๊ะที่มีความกลมมน เช่น โต๊ะทรงกลม โต๊ะรูปทรงไข่ หรือโต๊ะรูปแปดเหลี่ยม และควรจะมีลักษณะโปร่งบาง ไม่หนาทึบ ไม่เก่า ไม่แตกหัก หรือสีเข้มจนเกินไป อีกทั้งควรจะมีลักษณะพื้นผิวที่ทำความสะอาดง่าย เน้นเป็นโต๊ะไม้จะดีที่สุด แต่ไม้แต่ละชนิดก็จะให้พลังต่างกัน โดยโต๊ะไม้สนเหมาะที่สุดที่จะใช้เป็นโต๊ะอาหาร ส่วนเก้าอี้ก็ควรจะมีลักษณะกลมมน มีพนักพิง อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่แตกหักหรือบิ่น นอกจากนี้ก็ควรตกแต่งโต๊ะอาหารด้วยการวางต้นไม้ หรือบรรดาเครื่องปรุงรสไว้ที่กึ่งกลางโต๊ะ โดยไม่เกะกะพื้นที่โต๊ะอาหารจนเกินไปด้วย

 8. อาหารบนโต๊ะ

          สำหรับบ้านที่มีปัญหาเรื่องการรับประทานอาหาร เช่น กินอาหารไม่ตรงเวลา หรือต่างคนต่างกิน ก็สามารถใช้หลักฮวงจุ้ยช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ ด้วยการติดแชนเดอเลียร์บนเพดาน จัดมุมให้ตรงกับตำแหน่งกึ่งกลางโต๊ะอาหารให้มากที่สุด และจัดวางตะกร้าที่บรรจุผลส้มไว้ที่กลางโต๊ะอาหารด้วย ส้มนี้สามารถทานได้ตามปกตินะคะ หมดเมื่อไรก็ซื้อมาเติมได้ จะช่วยเรื่องฮวงจุ้ยให้การรับประทานอาหารได้เป็นปกติขึ้น และยังช่วยให้ได้กินผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย

 9. ติดกระจกสะท้อนพลัง

          เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าการติดกระจกนั้นจะช่วยสะท้อนพลังทั้งดีและไม่ดีกับชีวิต แต่ในกรณีห้องรับประทานอาหาร การติดกระจกหรือการใช้ประตูเลื่อนที่เป็นกระจก จะใช้เพื่อสะท้อนพลังด้านสุขภาพ และความร่ำรวย จึงควรจะติดกระจกในตำแหน่งที่จะแน่ใจได้ว่า กระจกนั้นจะสะท้อนแต่สิ่งสวยงามน่ามองอยู่เสมอ หรือทางที่ดีก็ควรจัดระเบียบห้องอาหารให้สวยงามน่าดูอยู่ตลอด เพื่อให้กระจกสะท้อนพลังงานที่ดีให้ชีวิตด้วย

 10. รักษาความสะอาดอยู่ตลอด

          ความสกปรกนั้นเป็นอัปมงคล ดังนั้นไม่ว่าจะห้องทานอาหารหรือห้องอื่น ๆ ภายในบ้าน ก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้รกสกปรกไม่น่าอยู่ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งในห้องทานอาหารก็ไม่ควรจะมีมากชิ้นจนเกินไป ทำให้ห้องอาหารนั้นดูคับแคบอึดอัด โดยเฉพาะโต๊ะอาหาร ควรจะต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย และสะอาด พร้อมใช้รับประทานอาหารอยู่ตลอด นอกจากนี้ยังไม่ควรมีนาฬิกาหรือปฏิทินในห้องทานอาหารด้วย เพื่อให้การรับประทานอาหารของคนในบ้านเป็นไปอย่างไม่รีบร้อน และไร้ความกดดัน

 11. ไม่ควรเล่นโทรศัพท์หรือดูทีวี

          ในขณะรับประทานอาหาร ไม่ควรดูทีวี เล่นโทรศัพท์ หรือคุยโทรศัพท์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะรบกวนการรับประทานอาหาร และทำให้พลังที่ดี ๆ ในห้องทานอาหารที่หมุนเวียนอยู่แปรปรวนได้ จนอาจทำให้ระบบย่อยอาหารมีปัญหา ดังนั้นคงดีกว่าถ้าในห้องอาหารจะไม่มีทีวี โทรศัพท์ หรือปิดเสียงโทรศัพท์มือถือในขณะรับประทานอาหารไว้ก็ได้ แล้วพูดคุยกับครอบครัวในระหว่างรับประทานอาหาร เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และทำให้กินอาหารอร่อยขึ้นด้วย

 12. ตำแหน่งที่นั่ง

          หัวหน้าครอบครัวควรจะนั่งหัวโต๊ะ แต่ไม่ควรนั่งหันหลังให้ประตู แม่ควรหันหน้าไปยังนั่งทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลูกชายควรนั่งหันหน้าให้ทิศตะวันออก ทิศเหนือ หรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลูกสาวควรนั่งหันหน้าไปทางทิศใต้ หรือทิศตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับแขกของบ้านควรนั่งหันหน้าไปทางประตูเช่นกัน และควรเปิดไฟให้สว่างไสว เพื่อให้พลังชี่ไหลเวียนได้สะดวก

 13. ตกแต่งด้วยต้นไม้

          ห้องรับประทานอาหาร ควรจะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่จะสามารถหันหน้าออกไปแล้วเห็นสวนสวย ๆ หรือวิวต้นไม้ที่ร่มรื่น เพื่อให้ช่วยเสริมพลังชี่ให้ไหลเวียนได้อย่างสะดวก แต่หากว่าทัศนียภาพภายนอกนั้นไม่เอื้ออำนวย ก็ติดม่านบังตาสีเรียบ ๆ ไว้ที่หน้าต่าง หรือจะตกแต่งห้องอาหารด้วยดอกไม้ที่มีสีสันสดใสก็ได้ เพื่อช่วยให้กระตุ้นให้เจริญอาหารและเพิ่มพลังชี่ให้มากขึ้น

 14. ตู้ปลาและเสียงเพลง

          ตู้ปลาสวยงาม ที่มีปลาแวกว่ายวนอยู่ตลอด จะช่วยเพิ่มให้ความมีชีวิตชีวาให้กับคนในบ้านได้ไม่น้อย แต่หากจะวางให้ถูกหลักของฮวงจุ้ย เพื่อให้ช่วยส่งเสริมพลังชี่ ไม่ควรจะวางหันหน้าตู้ปลาไปทางทิศใต้ นอกจากนี้หากคุณอยากเพิ่มบรรยากาศในการรับประทานอาหารให้มีอรรถรสมากขึ้น ก็สามารถเปิดเพลงจังหวะสบาย ๆ คลอไปตลอดการรับประทานอาหารได้


          นอกจากการจัดห้องอาหารตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อให้ช่วยส่งเสริมพลังชี่และโชคลาภความร่ำรวยแล้ว เราก็ควรรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบให้ห้องอาหาร รวมไปถึงห้องต่าง ๆ ภายในบ้านด้วย เพราะความสะอาดก็เป็นสิริมงคลอย่างหนึ่งในบ้านเช่นกันนะคะ

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เลือกอยู่ในโครงการบ้านใหม่ แบบไหนจะรวย

เลือกอยู่ในโครงการบ้านใหม่ แบบไหนจะรวย

ขอบคุณภาพจาก komchadluek.net

ใครๆก็อยากที่จะรวยด้วยกันทั้งนั้น แต่การที่เราจะร่ำรวยขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่ของง่ายเลย ต้องมีหลากหลายปัจจัยเข้ามามาเกื้อหนุน ถ้าเป็นเรื่องบ้านอาจจะเป็นการขายบ้านเพื่อความรำ่รวย หรือ แน่นอนว่า เรื่อง “ฮวงจุ้ย” ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยเหล่านั้นด้วย ศาสตร์ของฮวงจุ้ยพูดถึงความร่ำรวยเอาไว้มากมายเลย ลองมาดูบ้านของคนรวยๆ กันก่อนว่าบ้านเขาเหล่านั้นได้มีลักษณะตามหลักฮวงจุ้ยอย่างไรกันบ้าง โดยบ้านที่เข้าข่ายที่จะสร้างความร่ำรวยให้เจ้าของบ้านจะต้องมีปัจจัยดังต่อไปนี้ค่ะ

1.ในสภาพแวดล้อมรอบๆบ้านจะต้องมีกำลังส่งเสริมค่ะ
เช่น ถ้าหากบ้านข้างเคียงจะต้องเป็นกลุ่มบ้านที่ดีและมีฐานะใกล้เคียงกัน ไม่ใช่แย่กว่ากัน เพราะกลุ่มคนที่มีฐานะเดียวกันหรือใกล้เคียงกันนั้นจะช่วยเกื้อหนุนกันค่ะ ถ้าบ้านแวดล้อมไปด้วยกลุ่มคนที่มีฐานะที่ต่ำกว่าจะดึงกำลังไป เพราะฉะนั้นถ้าตัวเองเริ่มมีฐานะดีขึ้นแล้วกว่าบ้านข้างเคียง (มากไป) ควรย้ายบ้านไปอยู่ในกลุ่มที่มีฐานะพอๆกันค่ะ เช่น เดิมอยู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ก็ควรย้ายไปอยู่บ้านเดี่ยว เป็นต้น

ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญมากเพราะในการอยู่บ้านที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งที่ด้อยกว่ามากก็จะทำให้ขาดความกระตือรือร้นไป เพราะยังไงบ้านของตัวเองก็ดีกว่าเพื่อนบ้านอยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าไปอยู่ในกลุ่มที่มีฐานะพอๆกันแล้ว ก็จะเกิดแรงกระตุ้นให้ตัวเองสร้างฐานะขึ้นมาให้ดีกว่าเพื่อนบ้านนั่นเองค่ะ

2.บ้านที่ตั้งอยู่ในทิศที่รุ่งเรืองประจำยุคนั้น
หลักฮวงจุ้ยได้สอนในเรื่องของยุคแห่งความรุ่งเรืองซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ 20 ปี และในยุคปัจจุบันคือยุคที่ 8 เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2547-2566 มีทิศรุ่งเรืองที่สุดจะอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือกับในทิศตะวันออกเฉียงใต้ค่ะ บ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศนี้ก็จะได้รับอิทธิพลของความรุ่งเรื่องไปอีก 20 ปีเลยค่ะ

3.แบบบ้านเข้าอยู่ลักษณะเสือขาว-มังกรเขียว
โดยแบบบ้านนั้นจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนตรงกลางคือประธาน และปีกซ้ายของบ้านคือตำแหน่งมังกรเขียว และในส่วนปีกขวาของบ้านคือตำแหน่งเสือ-ขาวค่ะ หลักฮวงจุ้ยบอกว่าบ้านลักษณะนี้จะได้องค์ประกอบบ้านที่สมบูรณ์ และส่งเสริมให้เจ้าของบ้านมีกำลัง และโอกาสที่จะสร้างความร่ำรวยก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

คงพอมองเห็นภาพกันบ้างนะค่ะ ว่าเราต้องขายบ้านเพื่อความร่ำรวยมั้ย หรือโครงการบ้านใหม่ที่เข้าข่ายสร้างความร่ำรวยได้ให้นั้นจะต้องมีองค์ประกอบอะไรกันบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรรู้เอาไว้ก็คือฮวงจุ้ยเป็นเพียงบางส่วน แต่ถ้าอยากรวยก็ต้องช่วยตัวเองด้วยค่ะ ไม่มีใครรวยโดยไม่ทำงานหรอกนะค่ะ