วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แบบบ้านชั้นเดียว ว่าด้วยเรื่องจุดเด่นจุดด้อย

แบบบ้านชั้นเดียว ว่าด้วยเรื่องจุดเด่นจุดด้อย


            เป็นปัญหาของผู้ที่กำลังเริ่มต้นสร้างบ้านหรืออาจเพิ่งซื้อขายบ้านมาใหม่ที่จะต้องมองหาแบบบ้านที่เหมาะสมกับครอบครัว เหมาะสมกับการอยู่อาศัย และงบประมาณ ที่จะต้องพบเจอคือไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกแบบบ้านในลักษณะใดที่จะเหมาะสมมากที่สุด เนื่องจากยังขาดข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการพิจารณาตัดสินใจนั้นเอง ดังนั้นบทความนี้จึงจะได้นำเสนอจุดเด่นและจุดด้อยของแบบบ้านแต่ละประเภทโดยเริ่มต้นจากแบบบ้านชั้นเดียวนะครับ
จากการรวบรวมข้อมูลที่ทำการศึกษาทั้งจากในและต่างประเทศมีข้อสรุปดังนี้ครับ

จุดเด่นของแบบบ้านชั้นเดียว
1. ความเหมาะสมสำหรับครอบครัวที่มีหลายวัยโดยเฉพาะมีผู้สูงอายุหรือผู้พิการ
         แบบบ้านชั้นเดียวนั้น มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่ ต้องมีผู้สูงอายุอาศัยรวมอยู่ภายในบ้าน เนื่องจากความสะดวกในการเคลื่อนไหวไปในห้องต่างๆนั้นทำได้ง่าย โดยเฉพาะการที่ต้องมีการใช้ รถเข็น ซึ่งแบบบ้านชั้นเดียวนั้น สามารถตอบสนองได้อย่างดี
2. สะดวกในการอยู่อาศัยมากกว่าบ้านสองชั้น
        เป็นการยากลำบากสำหรับบ้านสองชั้นที่ส่วนมากมักจะออกแบบห้องนอนไว้ด้านบนและห้องครัวไว้ด้านล่าง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องขึ้น ลงบันไดตลอดทั้งวัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้จะไม่เกิดขึ้นกับบ้านชั้นเดียวจึงมีความสะดวกมากกว่า
3. ง่ายต่อการดูแลและบำรุงรักษาทำความสะอาด
        แบบบ้านชั้นเดียวมีความโดดเด่นในเรื่องของการดูแลบำรุงรักษาและทำความสะอาดที่ง่ายกว่า แบบบ้านสองชั้น โดยเฉพาะเจ้าของบ้านที่อาจจะค่อนข้างมีอายุมาก ซึ่งไม่ต้องกังวลเลยกับการซ่อมบำรุงรักษาที่ต้องใช้บันไดเพื่อปีนขึ้นที่สูงๆไปยังชั้นสองของบ้าน โดยเฉพาะการบำรุงรักษาและซ่อมแซม หรือการทำความสะอาดภายนอกบ้าน
4. ห้องทุกห้องถูกนำมาจัดเรียงในระนาบเดียวกันทั้งหมด
        ทำให้เกิดพื้นที่กลางระหว่างห้องรับแขกและห้องนอน ซึ่งสามารถทำกิจกรรมในครอบครัว เกิดความใกล้ชิดผูกพันในครอบครัว
5. แบบบ้านชั้นเดียวง่ายต่อการต่อเติมพื้นที่ในภายหลัง
        ในกรณีที่ครอบครัวมีการขยายตัวหรือมีผู้อาศัยอยู่เยอะ และจำเป็นต้องต่อเติมบ้านให้มีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นนั้น แบบ้านชั้นเดียวมีความเหมาะสมในการต่อเติมในภายหลังเนื่องจากมีโครงสร้างเดิมที่อาจไม่ซับซ้อนเหมือนกับบ้านสองชั้นทำให้การออกแบบต่อเติมและก่อสร้างทำได้ ง่ายกว่า
6. แบบบ้านชั้นเดียวสามารถออกแบบการถ่ายเทอากาศได้ดีกว่า
        เนื่องจากการก่อสร้างในระนาบเดียว แบบบ้านชั้นเดียวจึงสามารถออกแบบให้มีการถ่ายเทอากาศได้สะดวกและได้ดีกว่าแบบบ้านสองชั้นหรือสามชั้น
7. แบบบ้านชั้นเดียวสามารถลดความดังของเสียงได้ดีกว่าบ้านสองชั้น
         มีผลการวิจัยบ่งบอกว่า ถ้าหากคุณต้องการพักผ่อนในชั้นที่สองของบ้านที่เป็นสองชั้น ซึ่งชั้นล่างกำลังเปิดดูโทรทัศน์เสียงดัง คุณอาจจะได้ยินเสียงรบกวนเล็ดรอดผ่านเข้ามาในห้องนอนชั้นบนได้อย่างชัดเจนมากกว่าในห้องที่อยู่ในระดับพื้นเดียวกัน

จุดด้อยของแบบบ้านชั้นเดียว
1. แบบบ้านชั้นเดียวต้องใช้พื้นที่ดินมากกว่าแบบบ้านสองชั้นในจำนวนพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน
        เนื่องจากการก่อสร้างในพื้นที่แนวราบ ดังนั้นแน่นอนว่า การใช้พื้นที่ของแบบบ้านชั้นเดียวจะต้องใช้พื้นที่ปลูกสร้างมากกว่าแบบบ้านสองชั้นที่ปลูกสร้างแนวตั้ง อย่างแน่นอน ดังนั้นท่านที่ต้องการปลูกสร้างแบบบ้านชั้นเดียวต้องคำนึงถึงความพอเพียงของที่ดิน และต้องมีการเผื่อระยะร่นไว้ด้วย
2. แบบบ้านชั้นเดียวอาจจะสิ้นเปลืองงบประมาณก่อสร้างมากกว่าแบบบ้านสองชั้น
       แน่นอนว่าจากการที่แบบบ้านชั้นเดียวเป็นการก่อสร้างในแนวราบดังนั้นในจำนวนพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน จะต้องใช้จำนวนเสามากกว่าแบบบ้านสองชั้น และหากท่านต้องปลูกสร้างบ้านโดยการตอกเสาเข็มแล้วงบประมาณก่อสร้างก็จะสูงขึ้นอีกมาก รวมถึงจำนวนวัสดุที่ใช้มุงหลังคาที่ใช้มากกว่าบ้านสองชั้นในพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน
3. แบบบ้านชั้นเดียวเกิดปัญหาความร้อนภายในห้องได้มากกว้า
       แบบบ้านชั้นเดียวส่วนของเพดานจะติดกับหลังคาโดยตรงซึ่งจะเกิดความร้อนสะสมใต้หลังคาและแผ่ความร้อนลงมายังห้องต่างๆได้ง่ายกว่าแบบบ้านสองชั้นซึ่ง มีพื้นห้องชั้นบนที่คอยกระจายความร้อน ดังนั้นการหลีกเลียงความร้อนใต้หลังคาของบ้านชั้นเดียวจำเป็นต้องมีการใช้ฉนวนกันความร้อน แผ่นสะท้อนความร้อน หรือการเปิดช่องหลังคาเพื่อระบายความร้อนออกจากใต้หลังคา
4. แบบบ้านชั้นเดียวเสียงกับภัยน้ำท่วมและความชื้น
       เนื่องจากการปลูกสร้างของแบบบ้านชั้นเดียวที่มีพื้นห้องไม่สูงห่างมากจากพื้นดิน ดังนั้นปัญหาความชื้นของผิวดินสามารถสร้างปัญหาให้กับโครงสร้างของตัวบ้านได้ โดยเฉพาะบ้านที่ผิวดินติดกับพื้นห้อง ปัญหาดังกล่าวเช่น ราที่ขึ้นตามผนังห้องที่เกิดจากการดูดซับความชื่นจากผิวดินขึ้นมา นอกจากนั้นยังมีปัญหาของปลวก รวมทั้งการปลูกบ้านชั้นเดียวไม่สามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้  การแก้ปัญหาดังกล่าว อาจจะทำได้โดยการสร้างแบบบ้านชั้นเดียวในลักษณะยกพื้นให้สูงห่างจากพื้นดิน 1-1.5 เมตร ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาดังกล่าวได้
        บทความที่กล่าวมาอาจจะช่วยให้ท่านได้ใช้ในการพิจารณาในการเลือกปลูกสร้างที่อยู่อาศัยของท่านได้ ส่วนข้อมูลจุดเด่นจุดด้อยของแบบบ้านสองชั้น ก็จะเป็นการกลับจุดเด่นจุดด้อยกับแบบบ้านชั้นเดียวนั้นเองนะครับ

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วิธีการประหยัดไฟ ในโครงการบ้านใหม่

วิธีการประหยัดไฟ ในโครงการบ้านใหม่


การที่เราจะประหยัดพลังงานนั้นไม่ว่าในโครงกรบ้านใหม่ หรือว่าเรากำลังจะขายบ้าน เราก็สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ที่บ้านของเราเองค่ะ ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังจะส่งผลโดยตรงกับรายจ่ายประจำบ้านของเราอีกด้วย ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะมากอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ เรามาลองไปดูวิธีประหยัดพลังงานในบ้านกันเลยนะคะ 
โครงการบ้านใหม่

ข้อ 1. ปรับอุณหภูมิแอร์อย่างเหมาะสม 
          โดยตามสถิติการใช้ไฟของทุกบ้านนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนค่ะ ซึ่งหลัก ๆ ก็จะเกิดจากการเปิดใช้แอร์ที่มันมากขึ้นนั่นเองค่ะ และถึงแม้ว่าในหลายคนจะรู้ดีอยู่แล้วว่า เราควรจะปรับ

อุณหภูมิแอร์ให้อยู่ในระดับ 25 องศาเซลเซียส แต่ในบางครั้งความร้อนระอุของอากาศนั้นก็ทำให้เราเผลอลืมตัวไปได้ และลดอุณหภูมิแอร์ลงอีกหน่อยอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ แต่ถ้าอยากจะประหยัด

พลังงานจริง ๆ ละก็ ต่อไปนี้ลองบังคับตัวเองให้เปิดแอร์อยู่ในอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ให้ได้ดีกว่านะคะ เพราะเพียงแค่นี้มันก็ช่วยให้คุณลดการใช้พลังงานลงไปได้เยอะเชียวล่ะค่ะ 

ข้อ 2. ลดการใช้แอร์ 
          นอกจากการเลือกวิธีปรับอุณหภูมิแอร์ให้ไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสแล้ว เราก็ยังควรเลี่ยงการเปิดแอร์บ้างค่ะ อย่างวันไหนที่อากาศกำลังสบายๆ ไม่ร้อนจัดจนเกินไป เราก็เปิดแค่พัดลม

และหน้าต่างให้อากาศนั้นถ่ายเทก็น่าจะเพียงพอแล้ว ยิ่งพอเข้าสู่หน้าหนาว ในช่วงอากาศเย็น ๆ ก็คงจะไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์สักเท่าไรค่ะ ก็ถือโอกาสนี้ใช้ช่วงเวลาหน้าหนาวให้เป็นประโยชน์ในการ 

ที่จะประหยัดไฟไปในตัวเลยก็ดีค่ะ 

ข้อ 3. ปิดก๊อกน้ำเมื่อไม่ใช้ 
          หลายคนชอบให้น้ำอุ่น ๆ ที่ให้ไหลผ่านตัวอย่างสม่ำเสมอในเวลาอาบน้ำนั้น เพราะมันให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวสุด ๆเลย แต่รู้ไหมค่ะว่า การที่เราเปิดน้ำทิ้งขว้างเกินความจำเป็นนั้น

อย่างนั้น จะทำให้เรานั้นเสียพลังงานน้ำไปเท่าไรกัน โดยเฉพาะคนที่มักชอบเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ตลอดเวลาที่อาบน้ำ แม้ขณะยืนแปรงฟัน หรือตอนที่กำลังล้างจานอยู่ก็ตามแต่ด้วยค่ะ 

ข้อ 4. ถอดปลั๊กไฟทุกครั้งหลังใช้งาน 
          เพียงแค่เราปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้า มันก็ไม่ได้หมายความว่ากระแสไฟจะไม่มีการไหลเวียนผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าของคุณนะคะ ดังนั้นแล้วหากคุณไม่ได้ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังจาก

ใช้งาน ก็จะเท่ากับว่า คุณกำลังเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นให้ทำงานอยู่ตลอดเวลาค่ะ และแม้จะกินไฟไม่เท่าตอนเปิดใช้งานเครื่องนั้นจริง ๆ แต่เพียงแค่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ มันก็สูญเสียพลังงานไฟฟ้าไปได้

ถึง 0.002 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมงเลยคะ 

ข้อ 5. อาบน้ำเย็นแทนการอาบน้ำอุ่น 
          ในการอาบน้ำอุ่น จะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้มากจริง ๆ คะ และหลายคนก็เลยติดใจ ต้องอาบน้ำอุ่นทุกครั้งเลย แม้วันนั้นอากาศจะร้อนมากแค่ไหนก็ตามแต่ แต่รู้ไหมคะว่า แค่คุณเลือก

เลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หรือแค่ลดอุณหภูมิน้ำอุณให้เย็นลงสักนิดนึง ก็สามารถประหยัดไฟได้ไม่น้อยเลยทีเดียวเลยคะ ที่สำคัญหากเปลี่ยนใจมาทำการอาบน้ำเย็นได้ ผิวพรรณของคุณก็จะยังดูชุ่มชื้นขึ้น 

ร่างกายก็จะได้ความสดชื่นเพิ่มขึ้นอีกด้วยนะคะ 

ข้อ 6. ติดม่านป้องกันความร้อน 
          โชคดีที่เรานั้นยังมีม่านหน้าต่าง ที่ใช้สำหรับกันแสงแดด และกันความร้อนเข้าบ้านอยู่บ้าง ในเวลากลางวันบ้านจะได้ไม่โดนแดดที่ส่องมากจนเกินไปค่ะ จนทำให้บริเวณภายในบ้านนั้นสะสม

ความร้อนระอุเอาไว้มาก และลดการทำงานของแอร์ลงไปได้อีกด้วย นอกจากนี้วันไหนที่อากาศนั้นค่อนข้างหนาวเย็น เราก็สามารถรูดม่านมาเปิดรับลมเย็น ๆ จากภายนอกได้ด้วยนะ รวมทั้งวันไหน

ที่คุณต้องการให้มีแสงสว่างในบ้านมาก ๆ เพียงแค่เปิดม่านออก ปรับแสงให้ส่องเข้ามาภายในบ้านของเรามากขึ้น ก็จะช่วยให้เราไม่ต้องเปิดโคมไฟในบ้านอีกด้วยนะคะ 

ข้อ 7. ซักผ้าด้วยระบบน้ำเย็นค่ะ 
          การใช้เครื่องซักผ้าส่วนใหญ่นั้นมักจะมีระบบซักด้วยน้ำร้อนพ่วงมาด้วยค่ะ เพื่อการันตีว่าในการซักผ้าของเราจะสะอาดแน่นอน ปราศจากเชื้อโรคได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าคุณไม่ได้

ไปคลุกฝุ่น หรือลุยโคลนที่ไหนมา ก็ใช้น้ำยาซักผ้าธรรมดาก็ได้ และซักผ้าด้วยระบบน้ำอุณหภูมิปกติมันก็เพียงพอให้ผ้าของคุณสะอาดหมดจดแล้วคะ แต่ถ้าเราอยากฆ่าเชื้อโรคจริงๆ แนะนำให้คุณ

เทน้ำส้มสายชูลงไปผสมกับน้ำยาซักผ้าสัก 1 ถ้วยตวงค่ะ รับรองว่าเชื้อโรคสลายตัวแน่ ๆ ค่ะ

ข้อ 8. เลี่ยงการอบผ้า 
          ในวันที่แดดจัด และอากาศก็ร้อน หรือในช่วงหน้าหนาวที่อากาศแห้ง ๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปใช้เครื่องอบผ้าให้เปลืองไฟเลยด้วยซ้ำค่ะ เพียงแค่ซักผ้าตามระบบปกติ แล้วก็นำผ้าไปตากในที่แจ้ง 

โดยให้แดดและลมก็จะทำหน้าที่ดูดซับความชื้นจากเสื้อผ้าออกไปจนหมดและแห้งสนิทก็พอแล้วค่ะ 

ข้อ 9. เลือกใช้หลอดประหยัดไฟ 
          หากว่าในบ้านของคุณยังคงใช้หลอดไฟแบบธรรมดา และไม่ได้มีฉลากประหยัดไฟ คงจะต้องลงทุนเปลี่ยนหลอดไฟให้เป็นแบบฟลูออร์เรสเซ้นส์แล้วละคะ เพราะหลอดไฟแบบที่ประหยัดไฟ ให้

แสงสว่างพอ ๆ กับหลอดไฟแบบธรรมดา แต่ไม่ทำให้เปลืองไฟด้วยนะคะ 

ข้อ 10. ล้างฟิลเตอร์แอร์และพัดลมฟอกอากาศเสมอๆ 
          สำหรับในบ้านที่มีเครื่องปรับอากาศ คุณควรต้องถอดฟิลเตอร์แอร์ออกมาล้างทำความสะอาดให้บ่อย ๆ เพราะถ้าปล่อยให้ฝุ่นละอองสะสมอยู่ในที่ฟิลเตอร์อย่างนั้น มันจะทำให้แอร์ทำงานหนัก

มากขึ้น เปลืองไฟอย่างใช่เหตุค่ะ นอกจากนี้ควรจะถอดพัดลมฟอกอากาศมาล้างด้วยค่ะ ลมเย็น ๆ จะได้พัดผ่านเข้ามาได้ในบ้านเราได้อย่างสะดวกขึ้นค่ะ 

ถ้าคุณทำแบบนี้ได้ละก็ ค่าน้ำค่าไปต้องประหยัดลงแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านใหม่ หรือ การขายบ้านก็ตามแต่ค่ะ

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ข้อควรรู้สำหรับการเลือกกระเบื้องห้องน้ำให้ทั้งถูกใจและใช้งานได้ดี

การเลือกกระเบื้องห้องน้ำให้ทั้งถูกใจและใช้งานได้ดีทนทานต้องเลือกอย่างไร

ห้องน้ำนับว่าเป็นห้องที่มีความสำคัญมากของทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความสวยงามหรือประโยชน์ใช้สอย เราจึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจในการเลือกใช้วัสดุต่างๆ ในห้องน้ำ หรือท่านใดที่มองหา โครงการบ้านใหม่ และเลือกซื้อขายบ้านใหม่ ควรดูบริเวณห้องน้ำดีๆ ว่าใช้วัสดุที่ดีหรือไม่ เพื่อให้เราสามารถเลือกวัสดุที่มีทั้งความสวยงาม เหมาะสมกับการใช้งาน ทำความสะอาดและดูแลรักษาได้ง่าย รวมถึงไม่สร้างปัญหาในภายหลัง ซึ่งในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับกระเบื้องกันก่อนครับ ซึ่งเคล็ดลับในการเลือกใช้กระเบื้องห้องน้ำที่เหมาะสมพอจะแบ่งออกมาได้ดังนี้

เลือกขนาดกระเบื้องที่เหมาะสมกับขนาดห้อง  อันนี้ไม่ได้หมายความว่าห้องน้ำเล็กจะใช้กระเบื้องใหญ่แล้วไม่สวยหรือห้องน้ำใหญ่จะใช้กระเบื้องแผ่นเล็กๆ ไม่ได้นะครับ แต่หมายถึงเราต้องพยายามให้ห้องน้ำที่เล็กอยู่แล้วต้องไม่ดูเล็กลงไปอีกโดยใช้กระเบื้องสีอ่อนแทนเป็นต้น หรือถ้าจะใช้กระเบื้องขนาดใหญ่ก็ได้เพียงแต่ต้องรู้จักเลือกสีให้เหมาะสมอย่างที่บอกไปครับ 
เลือกสีอ่อนแล้วเติมความน่าสนใจของสีชมพูเข้าไปเพื่อให้ห้องน้ำดูหวานขึ้น 
ห้องน้ำที่เล็กมากๆ กระเบื้องแผ่นเล็กสีโทนสว่างก็เป็นตัวเลือกที่ช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้นได้ 
เลือกกระเบื้องที่ไม่ลื่นจนเกินไปเมื่อโดนน้ำ เพราะห้องน้ำเป็นห้องเดียวในบ้านที่เปียกทุกครั้งที่ใช้งานจึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ให้มากๆโดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีความเสียงต่อการลื่นได้สูง และเราก็สามารถแก้ปัญหาได้หลายวิธีเช่น 
ตัวอย่างกระเบื้องแบบกันลื่น
แบ่งส่วนแห้งกับส่วนเปียกออกจากกันทำให้ส่วนแห้ง(อ่างล้างมือและชักโครก) โดนน้ำหรือเปียกเพียงเล็กน้อย ทำให้ใช้กระเบื้องที่สวยงามแต่ไม่กันลื่นได้ นั้นเอง
หากบ้านใครที่ทำการปูกระเบื้องไปเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ต้องตกใจ  ยังไม่ต้องถึงกับรื้อกระเบื้องแล้วปูใหม่ให้เป็นเรื่องใหญ่ไป แค่ไปหาน้ำยาทากระเบื้องกันลื่น ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายวัสดุใหญ่ๆทั่วไป มาทาผิวกระเบื้องเดิมก็จะทำให้ผิวกระเบื้องมีความกระด้างมากขึ้นครับและก็ไม่ทำให้สีกระเบื้องเดิมเปลี่ยนไปด้วย แต่อาจจะต้องหมั่นตรวจเช็คบ่อยๆ เพราะใช้ไปซักพักมันจะเริ่มลื่นอีกก็ให้ทาซ้ำแค่นั้นเอง
เลือกสีกระเบื้องให้เหมาะสม อันที่จริงเรื่องสีนี้เป็นเรื่องของรสนิยมล้วนๆ แต่การเลือกใช้สีมากมายจนเกินไปอาจทำให้ห้องน้ำดูเยอะจนงาม!! เราควรควบคุมโทนสีของห้องน้ำให้มีสีหลักเพียง 1-2 สีแล้วที่เหลือค่อยเพิ่มเติมเป็นจุดๆเพื่อสร้างจุดเด่นให้ห้อง ซึ่งอาจจะเลือกเป็นกระเบื้องหรือวัสดุอื่นๆ ก็ได้ และการปรึกษาผู้ออกแบบที่มีความชำนาญก็จะช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างไม่ยากเย็นเลย 
เพิ่มสีสันเพียงบางจุดของห้องเพื่อสร้างความโดดเด่นสวยงามสะดุดตา 
เติมวัสดุอื่นที่ตัดกับภาพรวมของห้องเช่นไม้เพื่อให้ห้องดูไม่เรียบจนเกินไปแล้วยังทำให้ห้องน้ำดูนุ่มลงด้วย 
สร้างลวดลายสวยๆ ด้วยกระเบื้อง เป็นทางเลือกที่ทำให้ห้องน้ำของเรามีความสวยงามโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ซึ่งปัจจุบันทางผู้ผลิตกระเบื้องก็มีรูปแบบสีสันของกระเบื้องให้เราได้ลองเล่นอย่างสร้างสรรค์กันอย่างมากมาย
เลือกกระเบื้องให้ถูกใจโดยไม่ต้องเสียเวลาเลือกเป็นวันๆ  การที่เราออกไปเลือกซื้อหากระเบื้องโดยยังไม่มีข้อมูลอะไรเลยนั้นเป็นความผิดที่พลาดอย่างมากครับ เพราะอาจจะต้องใช้เวลาหลายวันในการเลือกกระเบื้องสำหรับห้องน้ำเล็กๆเพียงห้องหรือสองห้อง ทางที่ดีเราควรจะมีการทำแผนเลือกกระเบื้องไว้คร่าวๆ แล้วอาจจะให้ทางผู้ออกแบบเลือกตัวอย่างมาให้ หรือ เลือกเองโดยดูจาก website ของผู้ผลิตเช่น COTTO  พอไปร้านก็แค่ขอดูกระเบื้องจริง ดูสี ดูผิวสัมผัส ซึ่งถึงแม้อาจจะมีการเปลี่ยนเปลงไปบ้าง แต่ก็ง่ายกว่าการไม่มีข้อมูลอะไรติดมือไปเลย 
เรามาลองทำความรู้จักกับกระเบื้องที่นิยมนำมาทำห้องน้ำกันซักนิด ซึ่งมีให้เลือกสรรกันอย่างหลากหลาย และอาจแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้
1. กระเบื้องเคลือบทั่วไป เป็นกระเบื้องที่เรามักเห็นได้ทั่วไปตามห้องน้ำของห้องแถวราคาไม่สูงมากนัก ผิวกระเบื้องมีความมันสูง และส่วนใหญ่มีสีพื้นๆ เช่น ขาว แดง ดำ เป็นต้น
2. กระเบื้องแกรนิโต้ เป็นกระเบื้องที่มีความแกร่งมาก เนื่องจากมีส่วนผสมของหินแกรนิตอยู่ด้วย และเป็นกระเบื้องที่เรียกว่า full body คือจะมีสีเดียวทั้งแผ่นแม้แตกออกผิวด้านในก็เป็นสีเดียวกับสีผิว
3. กระเบื้องโมเสค (Mosaic) เป็นการนำเอากระเบื้องขนาดเล็ก 1”x1” หรือบางครั้งก็ใหญ่กว่านั้น ซึ่งวัสดุอาจจะเป็นกระเบื้อง แก้ว หิน หรือ เรซิน ก็ได้ แล้วนำมาเรียงกันบนตาข่ายเป็นผืนขนาด 30 x 30 ซม. กระเบื้องแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกระเบื้องปูผนัง แต่ก็มีหลายรุ่นที่สามารถเอามาปูพื้นได้ด้วย ต้องสอบถามจากผู้ขายก่อนเลือกซื้อนะครับ 
4. กระเบื้องพอร์ซเลน (Porcelain)  นับเป็นกระเบื้องที่ความทนทานมากที่สุด เนื่องจากในกระบวนการเผาจะเผาจนวัสดุผสมเป็นเนื้อเดียวกัน กระเบื้องทั้งแผ่นจึงเป็นสีเดียวกันแม้กระเทาะหรือบิ่น เนื้อสีภายในก็เป็นสีเดียวกัน ใช้ปูได้ทั้งผนังและพื้น มีน้ำหนักมากและการซึมผ่านของน้ำต่ำ 
เป็นไงครับหวังว่าผู่อ่านคงจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย ครั้งต่อไปก็สามารถเลือกใช้กระเบื้องที่เหมาะสมได้อย่างไม่ยากเย็น 

ขอบคุณภาพสวยๆ จาก : COTTO
และ
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : forfur.com 

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คิดจะซื้อบ้านมือสอง ควรระวัง

คิดจะซื้อขายบ้านมือสอง ควรระวัง


โครงการบ้านใหม่
ขอบคุณภาพจาก terrabkk.com/


และด้วยเหตุผลที่ว่าบ้านมือสองมักจะอยู่ในทำเลที่น่าสนใจและดูโดดเด่นกว่าโครงการบ้านใหม่เสมอ  จึงทำให้มีคนหลายคนสนใจที่จะลงทุนหรือเลือกที่จะซื้อขายบ้านมือสองมากแทนการซื้อโครงการบ้านใหม่ขึ้นทุกวัน เพราะนอกจากจะได้อยู่ในทำเลที่ดีในราคาที่ไม่สูงมากจนเกินไปแล้ว ยังจะสามารถดูสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านได้ดีอีกด้วยว่าเพื่อนบ้านของเราเป็นอย่างไรน่าอยู่หรือไม่นั้นเอง แต่ที่สำคัญอีกอย่างนั้นก็คือการตรวจสภาพบ้านให้ดูดีๆ ว่ามีสภาพที่ทรุดโทรมไปมากน้อยเพียงใดค่ะ และต้องซ่อมแซมปรับปรุงหรือต้องเพิ่มเติมอีกมากน้อยแค่ไหนค่ะ แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อควรระวังที่เราไม่ควรพลาดไปและเช็คให้ดีอีกดังนี้ค่ะ

ข้อ 1. ปลวก จะถือได้ว่าเป็นตัวการทำลายพื้นในบ้านตัวสำคัญที่สุดที่จะทำให้บ้านนั้นทรุดโทรมลงได้ค่ะ ดังนั้นก่อนที่เราจะซื้อขายบ้านมือสองเราควรที่จะตรวจเช็คให้ดีก่อนว่าบ้านหลังนั้นไม่ได้มีปลวกมาทำลายไว้ก่อนแล้วค่ะ

ข้อ 2. ท่อประปาแตกรั่วหรือไม่ ปัญหานี้ก็ถือเป็นปัญหาสำคัญมากเพราะหากมีการแตกรั่วขึ้นมาละก็ เราจะต้องขุดเจาะลงไปเพื่อซ่อมแซมเป็นการใหญ่แน่นอน อีกทั้งปัญหาน้ำรั่วนี้นั้นยังทำให้พื้นในบ้านทรุดลงอีกด้วยค่ะ

ข้อ 3. หลังคารั่วหรือไม่ ก่อนที่จะซื้อบ้านมือสองเราควรเหล่านี้เราก็ควรเช็คฝ้าเพดานให้ดีก่อนค่ะ ว่ามีรอยรั่วตรงไหนบ้าง และเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในภายหลังนั่นเองค่ะ

ข้อ 4. การรุกล้ำพื้นที่บ้านคนอื่นหรือโดนรุกล้ำ ปัญหาที่มักพบก็คือพื้นที่ไม่ตรงตามโฉนดที่ได้รับ ดังนั้นเราจึงต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่ามีการรุกล้ำพื้นที่กันหรือไม่ค่ะ

ข้อ 5. อันตรายจากสภาพแวดล้อมค่ะ ก่อนจะซื้อบ้านมือสองนั้น ไม่ว่าจะจากทำเลไหนก็ตามเราควรเช็คให้ดีก่อนว่าที่นั้นมีมลพิษทางอากาศ ทางเสียง ทางแสง อยู่หรือมีปัญหาน้ำเน่าเสียหรือไม่ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากมากค่ะ

ข้อ 6. ปัญหาจากทางกฏหมายควบคุมอาคาร บ้านมือสองนั้นส่วนใหญ่มักมีปัญหาเรื่องนี้ค่ะ ดังนั้นจึงควรเช็คให้ดีก่อน จากสำนักงานโยธาฯในพื้นที่นั้นๆ ค่ะ

ข้อ 7. การถูกเวนคืน ซึ่งเช็คจากการทางพิเศษฯ กรมทางหลวง ในสำนักงานจราจรและในสำนักงานโยธาให้ดีว่าบ้านมือสองที่เรากำลังจะซื้อนี้นั้นอยู่ในพื้นที่ที่ถูกเวนคืนหรือไม่ค่ะ

ข้อ  8. ปัญหาโครงสร้าง เช็คได้จากรอยแตกร้าว และการทรุดตัวของบ้านค่ะ และรอยยึดต่างๆ ว่ามีมากน้อยเพียงใด เพราะถ้าหากว่ามีปัญหาในเรื่องนี้มาก ก็ย่อมต้องเสียค่าใช้จ่ายในกำบำรุงรักษาซ่อมแซมจำนวนมากด้วยเช่นกันค่ะ

ข้อ 9. เอกสารสิทธิภาระผูกพันค่ะ ปัญหาการภาระผูกพันที่ต้องระวังก็คือ สิทธิเก็บกินค่ะ สิทธิการเช่าค่ะ จำนองค่ะ สิทธิอาศัยค่ะ ภาระจำยอมต่างๆ ค่ะ เพราะปัญหาเหล่านี้มักจะลิดรอนสิทธิในการที่เราเป็นเจ้าของโดยตรงค่ะ โดยสามารถเช็คได้โยจากโฉนดในหน้าสารบัญค่ะ หรือลงพื้นที่เองก็ได้เช่นกันค่ะ

ข้อ 10. ปัญหาความชื้นภายในบ้าน ปัญหานี้ก็มักตรวจสอบได้ยากค่ะ แต่เราก็สามารถตรวจสอบได้จากรอยรั่วซึมในบ้านตามที่ต่างๆ ความอับชื้น หรือแม้กระทั้งคราบน้ำคราบตะไคร่ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของเราได้อีกด้วยค่ะ

ข้อ 11. ปัญหาที่พื้นดินต่ำและการระบายน้ำไม่ดี ถือว่าเป็นปัญหาที่มักจะพบเจอได้บ่อย เพราะบ้านมือสองนั้นก็มาจากบ้านเก่าที่ผ่านการใช้งาน ซึ่งมักจะพบเจอปัญหาน้ำท่วมขังเสมอๆ ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงจะดีที่สุดค่ะ

ข้อ 12. ปัญหาและข้อจำกัดในการพัฒนาผังเมืองต่างๆ เพราะบางพื้นที่ตามผังเมืองก็อาจจะมีการกำหนดไว้แล้วว่าเราจะสามารถใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงไหนค่ะ หรือจะสร้างอาคารได้แค่บางประเภทเท่านั้น ดังนั้นจึงควรเช็คผังเมืองให้ดีก่อนเพื่อไม่ให้ผิดกฏเหล่านี้ค่ะ หากต้องการสร้างหรือต่อเติมอะไรตามมาค่ะ

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ข้อควรรู้ ระบบแสงสว่างภายในบ้าน

ข้อควรรู้ที่คุณต้องทราบ เกี่ยวกับ ระบบแสงสว่างภายในบ้าน

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าแสงสว่างนั้นมีความสำคัญมากๆ สำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เอ๊ะจะเลือกใช้อย่างไรและตกแต่งอย่างไร ถ้าคุณซื้อขายบ้าน มาใหม่จะทำยังไงให้กับการใช้งานภายในบ้าน เรามีคำตอบค่ะ

เทรนด์แบบบ้านประหยัดพลังงานนั้น อาจให้ความสำคัญกับแสงสว่างตามธรรมชาติ (Daylight) นั่นคือเน้นการดึงแสงเข้ามาในบ้านให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟได้ แต่ระบบแสงสว่างแบบแสงประดิษฐ์เช่น ไฟดาวน์ไลท์ในห้องอาหารหรือโคมไฟทำงานก็สำคัญเช่นกัน เพราะในการทำงานบางอย่างเราอาจต้องการแสงเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้สายตา โดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่ต้องเปิดไฟเพื่อความปลอดภัยด้วย ซึ่งแสงสว่างในงานออกแบบตกแต่งภายใน มี 4 ประเภท ดังนี้ค่ะ

Ambient Light...เป็นแสงที่ทำหน้าที่ส่องสว่างเป็นตัวหลักในห้อง ช่วยให้การตกแต่งภายในบ้านนั้นให้แสงกระจายทั่วไปเท่ากันทั้งบริเวณพื้นที่ใช้งาน ไม่ได้เน้นเรื่องความสวยงามมากนัก
Task Light...เป็นแสงสว่างสำหรับการทำงานโดยเฉพาะ เช่น เย็บผ้า ห้องครัว ห้องทำงาน เป็นต้น
Accent Light...แสงส่องเน้น เป็นแสงที่ช่วยเน้นให้จุดเด่นของห้องชัดเจนขึ้น เช่น เน้นผนังหินธรรมชาติ หรือการเน้นโซฟาตัวกลาง ช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องนั่งเล่น
Decorative Light...เป็นแสงที่ได้จากโคมหรือหลอดที่สวยงามเพื่อสร้างจุดสนใจในการตกแต่งบ้าน

การส่องสว่างภายในห้องต่างๆ ที่พักอาศัยมักต้องการความสบายอยู่แล้วใช่มั้ยคะ ดังนั้นควรให้แสงที่ดูอบอุ่น การใช้แสงสีเหลืองจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ซึ่งคุณสามารถเลือกใช้หลอดอินแคนเดสเซนต์ ฮาโลเจน หรือหลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์แบบวอร์มไวท์ (Warm White) เพราะมีสีเหลืองคล้ายกัน และใช้ไฟสีขาวในบริเวณที่ต้องใช้สายตา เช่นโคมไฟอ่านหนังสือ หรือไฟเหนืออ่างซิงค์ในครัว หรือใช้ภายในการตกแต่งร้านกาแฟเป็นต้น เช่นภาพด้านบนที่เป็นของร้านนี้

ห้องรับแขก/และการตกแต่งห้องนั่งเล่น...มีเรื่องที่ต้องคำนึงเช่น รูปร่างของห้อง เส้นทางเดินในห้อง และบริเวณที่มีการใช้งาน เนื่องจากห้องนั่งเล่นเป็นห้องที่ไม่ได้มีการใช้สายตามากนัก ดังนั้นคุณอาจให้ไฟสีเหลืองที่ไม่ต้องสว่างมาก พอมองเห็นได้แล้วค่อยใช้ Accent Ligtht บางจุดเช่นส่องภาพเขียนบนผนัง หรืออาจะมีโคมไฟหน้าตาสวยๆเหนือโต๊ะเตี้ยกลางชุดที่นั่ง เป็นต้น

ห้องนอน...การแต่งห้องนอนนั้นการให้แสงต้องเน้นความสบายมากที่สุดค่ะ Ambient Light ในห้องนอนมักจะไม่ติดบนฝ้าเพดานที่ตรงกับเตียงนอนมากนัก เพราะจะแยงตาในกรณีที่นอนอยู่ ดังนั้นอาจใช้การกดฝ้าลงมา เฉพาะส่วนเหนือเตียง แล้วให้ไฟหลืบส่องออกมา หรืออาจจะใช้โคมไฟข้างเตียงช่วยในกรณีที่ต้องการอ่านหนังสือเล็กน้อยก่อนนอน เพื่อจะไม่รบกวนคนที่นอนข้างๆ รวมถึงวางนาฬิกาปลุกไว้ได้ค่ะ ซึ่งหมายความว่าอาจใช้ Accent Light และ Task Light มาช่วยเป็น Ambient Light นั่นเอง

ห้องครัวและการแต่งห้องทานอาหาร...ในบริเวณที่เตรียมอาหาร ควรมี Task Light เพียงพอ อาจใช้ฮาโลเจนติดหรือซ่อนไฟหลืบใต้ตู้บนของชุดครัว เพื่อใช้งานในเวลาหั่น สับวัตถุดิบ ส่วนในบริเวณทานอาหาร ควรให้แสงสว่างพอเหมาะไม่มากไม่น้อยเกินไป เพื่อให้สามารถมองเห็นอาหารที่รับประทาน และสามารถมองเห็นคู่สนทนาร่วมโต๊ะด้วยค่ะ อาจเพิ่มลูกเล่นไฟแบบหรี่ได้ ในกรณีที่มีรับประทานอาหารในโอกาสพิเศษ

แต่งห้องทำงานให้เข้ากับแสงไฟ...สิ่งที่สำคัญที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น Task Light ค่ะ ควรเลือกใช้แสงสีออกขาวเพื่อให้มองเห็นชัดเจนขึ้นและสีของวัตถุต่างๆไม่เพี้ยนจากความจริง เรื่องที่ต้องระวังคืออย่าให้เงามาบังบริเวณที่จะทำงาน เช่นถนัดมือขวา ก็ให้แสงส่องเข้าทางด้านซ้าย และถ้ามีการใช้คอมพิวเตอร์ ควรให้แสงสว่างมาจากเหนือจอคอมพิวเตอร์เพื่อให้เห็นแป้นตัวหนังสือบนแป้นพิมพ์ แต่ไม่สะท้อนจอเข้าตาค่ะ

ตกแต่งห้องน้ำ...เป็นห้องที่เน้นการใช้งานเป็นหลัก โดยเฉพาะบริเวณหน้ากระจกและอ่างล้างหน้า ซึ่งมีกิจกรรมการแต่งหน้า โกนหนวด และเช็คร่างกายตัวเอง ถ้าบริเวณหน้ากระจกดังกล่าวมีการแต่งหน้าด้วย ควรมีการใช้ไฟแสงสว่างทั้งไฟฟลูออเรสเซนต์แบบคูลไวท์ (Cool White) หรือ เดไลท์ (Daylight) และหลอดอินแคนเดสเซนต์หรือคอมแพคท์วอร์มไวท์เพราะงานที่ไปส่วนใหญ่ เพื่อให้เหมาะสมกับการแต่งหน้าทั้งงานกลางวันและกลางคืนค่ะ โดยอาจใช้ไฟกิ่งหรือไฟดาวน์ไลท์เหนือศีรษะ ส่วนบริเวณที่ใช้ฝักบัวเพื่ออาบน้ำก็ควรใช้โคมที่สามารถป้องกันไอน้ำที่ออกมากับฝักบัว ด้วย เช่น โคมแบบมีครอบแก้ว เป็นต้น

การเลือกการให้แสงสว่างที่ประหยัดพลังงานเป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่ต้องเพียงพอต่อการใช้งานด้วยนะคะ เพราะมันส่งผลต่อสุขภาพทางสายตาด้วย อีกทั้งแสงยังช่วยสร้างบรรยากาศของห้องได้ดีมาก การเลือกให้แสงอย่างถูกวิธี เน้นในจุดที่ควรเน้น ก็จะทำให้เราใช้ไฟฟ้าได้คุ้มค่าสมราคาค่ะ หวังว่าเพื่อนๆจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการเลือกและจัดแสงไฟให้เหมาะกับทุกๆห้องนะคะ

 สุดท้าย หากคุณ สนใจมองหาโครงการบ้านใหม่ สามารถติดตามได้ที่นี้

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

พิธีขึ้นบ้านใหม่ ในโครงการบ้านใหม่ ที่ถูกต้อง

พิธีขึ้นบ้านใหม่ ในโครงการบ้านใหม่ ที่ถูกต้อง



ขอบคุณภาพขจาก bitongphoto.com/
บ้านนั้นถือเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวเลยก็ว่าได้ พิธีการ ขึ้นบ้านใหม่หรือโครงการบ้านใหม่นั้นนั้น จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ โดยจะเป็นตัวกำหนด ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ ไปตามหลักวิชาและสะดวกกับเจ้าบ้านค่ะ ก่อนจะทำการขึ้นบ้านใหม่ค่ะ

1. บริเวณบ้านที่เราจะไปอาศัยอยู่  หากมีได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ใกล้ ๆ บ้าน ให้เราไปไหว้แสดงความเคารพค่ะ และขอพรให้ท่านคุ้มครองดูแลให้บ้านเรามีความสุขความเจริญ และก็ให้ทำบุญสังฆทาน รวมถึงอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรของครอบครัวเราด้วย รวมถึงเจ้าที่ และวิญญาณที่อาศัยอยู่ในสถานนี้ด้วย
2. ในกรณีที่ยังเป็น บ้านใหม่ หรือบ้านที่เรานั้นยังไม่เคยเข้าไปอยู่อาศัยเลย  ก่อนย้ายเข้า เราก็สามารถปรับสภาพกระแสภายในบ้านของเราให้ปราศจากสิ่งไม่ดีทั้งหลายได้ โดยการทำ พิธีล้างปรับสภาพด้วยก็จะดีค่ะ
3. การที่เราทำพิธี ขึ้นบ้านใหม่นั้น ต้องใช้ฤกษ์งามยามดีที่ถูกต้องตามหลักวิชาการด้วยค่ะ  จึงจะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขค่ะ ท่านก็ยังสามารถ หาฤกษ์ ขึ้นบ้านใหม่ โดยผ่านหน้า บริการหาฤกษ์ให้ดีค่ะ

ขั้นตอนก่อนได้ ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ค่ะ

1. ให้ดับไฟในบ้านด้วยคะ
2. ให้ทุกคนออกนอกบ้าน และรวมตัวกันที่หน้าบ้านค่ะ

ขั้นตอนเมื่อได้ฤกษ์ ขึ้นบ้านใหม่

1. ให้เราทุกคนเดิน เข้าบ้านใหม่ จัดตั้งตี่จู้ องค์พระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อื่น ๆ ค่ะ เพื่อให้ท่านช่วยคุ้มครองปกปักรักษาค่ะ และให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขด้วยค่ะ ในทางปฏิบัติ เราควรจะกำหนดจุดตั้ง และต้องเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นไว้ล่วงหน้าด้วยค่ะ เพื่อจะได้เป็นการสะดวกในวันทำพิธีค่ะ และจะได้ตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เสร็จในเวลาที่ทันในฤกษ์ค่ะ 
2. หากเราต้องการนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาก่อนนั้น ให้ใส่กล่องทึบและควรวางไว้โต๊ะกลางบ้านค่ะ  เพื่อจะได้ไม่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับทิศทางของการวาง และหากอัญเชิญมาจากที่บ้านเก่าเราก็ต้องดูฤกษ์อัญเชิญลงค่ะ
3. จัดของไหว้ถวาย ( โดยตามแต่ประเพณีและความนิยมของบุคคลค่ะ )  ดีที่สุดไว้ ควรเป็นผลไม้ห้าอย่างค่ะ ( โดยครบห้าธาตุ  - ดิน ทอง น้ำ ไม้ ไฟ ) และไม่ควรเป็นเนื้อสัตว์ เพราะเท่ากับเราเบียดเบียนชีวิตอื่นค่ะ
4. ในวันแรกให้จุดธูปจริง เทียนจริงค่ะ เพื่อให้เกิดควัน  ( เพราะควันเป็นสื่อถึงแสดงออก ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเชิญได้รับรู้ค่ะ )  และควรขอพร ( โดยเราอย่าขอหลายอย่าง ให้ขอเท่าที่สำคัญและจำเป็น เท่ายนั้น)
5. ก่อเตาหุงต้มค่ะ ( เช่น จุดเตาแก๊ส ) คือการเริ่มต้นของการอยู่กิน และยังหมายถึงมีกินมีใช้อีด้วย ( ในสมัยโบราณเราจะใช้วิธีการถือ เตาถ่าน เดินเข้าบ้าน แต่ในปัจจุบันเราสามารถใช้วิธีนี้แทนค่ะ ) แนะนำให้เราต้มขนมอี๋เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านใหม่ค่ะ 
6. ตั้งเตียงและควรนอนค้างคืน หมายถึงมีที่นอนค่ะ อยู่เย็นเป็นสุขด้วยค่ะ ( ในความเป็นจริงแล้วส่วนใหญ่จะตั้งเตียงอยู่แล้วค่ะ เราเพียงแต่ดันขยับอีกสักเล็กน้อยพอเป็นพิธีค่ะ )  ( การปูเตียง ก็ทำเพียงยกหมอนขึ้นแล้ววางลงเหมือนเดิม และตบฟูกแบา ๆ ก็พอค่ะ )
7. บุคคลที่จะถูกปะทะใน ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่นั้น ให้เดินตามหลังค่ะ  ( อย่าเป็นผู้เดินนำในการเดินหน้าหรือเป็นผู้ประกอบพิธีค่ะ )
8. หากที่บ้านทิ้งช่วงทำบุญมามากกว่า 1 ปี แล้ว ควรดูฤกษ์ แต่หากทำต่อเนื่องทุกปีก็ไม่ต้องดูฤกษ์ ( วิธีที่ง่ายกว่าคือ : ให้ไปทำบุญสังฆทานที่วัด แล้วควรอุทิศให้เจ้าที่  และวิญญาณทั้งหลายทั้งปวงที่อาศัยในบ้านหลังนี้ค่ะ ขอให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขด้วยค่ะ ) 

การขึ้นบ้านใหม่นั้นมักจะทำกับบนใหม่ที่เราพึ่งสร้างเสร็จ หรือในโครงการบ้านใหม่ที่เราได้ซื้อมาก็ควรทำ หรือซื้อขายบ้านมาก็ควรทำเช่นกันคะ เพื่อเป็นการเริ่นต้นในบ้านใหม่ หรือโครงการบ้านใหม่ให้ดีโชคในกพักอยู่อาศัยตลอดไปค่ะ

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เบื่อกับออฟฟิศที่มันจืดชืด หันมาตกแต่งออฟฟิศเล็กๆที่บ้านให้จิตใจกระชุ่มกระชวยกัน

เบื่อๆกับออฟฟิศที่มันจืดชืดในที่ทำงาน ก็หันมาตกแต่งออฟฟิศเล็กๆที่บ้านให้จิตใจกระชุ่มกระชวยซะหน่อย

หากคิดไอเดียไม่ออก วันนี้มีไอเดียมาฝากค่ะ

ชีวิตปัจจุบันนี้ ที่มีแต่งานกับงานใช่มั้ยคะ บางคนทำงานในเวลางานที่บริษัทไม่เสร็จก็ต้องหอบงานกลับมาทำต่อที่บ้านอีก เด็กๆก็เช่นกันที่ต้องให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นพิเศษ พื้นที่สำหรับทำงานและทำการบ้านนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนไม่ควรจะมองข้ามมันไป ดังนั้นควรจะมีองค์ประกอบอะไรบ้าง เพื่อที่จะให้ได้มุมทำงานและมุมทำการบ้านของเด็กๆทีดี มาดูแต่ละข้อกันเลย


สถานที่ : Noble Gable Watcharapol

การจัดห้องทำงาน แต่ละคนก็มีเวิร์คสไตล์ (Workstyle) ที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นในการจัดห้องทำงานก็มีหลายๆแบบต่างกันไปค่ะ แต่ถ้าทำงานแบบไม่ใช้สมาธิมาก หรือสมาชิกในบ้านชอบมาทำงานด้วยกัน ก็จัดห้องทำงานขนาดใหญ่ โดยมีโต๊ะทำงานรองรับ อาจเป็นโต๊ะใหญ่นั่งรวมกันหรือโต๊ะแยก ห้องนั่งเล่นก็สามารถแบ่งเป็นบริเวณไว้ทำงานได้กรณีที่ไม่มีห้องเหลือ แต่ว่าถ้าชอบการนั่งทำงานคนเดียว ต้องการสมาธิมากๆ ก็แนะนำให้แยกห้องทำงานส่วนตัวไปเลยดีกว่า ซึ่งแบบนี้จะเหมาะกับผู้ใหญ่ที่ทำงานจริงจัง มีเอกสารและข้าวของเครื่องใช้เยอะ แต่ถ้าเป็นเด็กวัยเรียนก็อาจรวมโต๊ะทำงานไว้ในห้องนอนโดยจัดสรรส่วนนอนกับส่วนทำงานให้เรียบร้อย โดยอาจจัดโต๊ะให้หันหน้าเข้ากำแพง เพราะจะทำให้มีสมาธิมากขึ้นค่ะ


สถานที่ : Ardenลาดพร้าว71

เฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็น โต๊ะทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในห้องนี้เลยนะคะ โต๊ะทำงานตามปกติก็จะสูงประมาณ 0.75 ม.ค่ะ โดยความกว้าง x ความยาวอยู่ที่ประมาณ 0.60x1.20 เมตร อาจเป็นโต๊ะลอยตัวหรือถ้า Built-inก็ต้องเผื่อระยะต่างๆให้เหมาะสม ส่วนเก้าอี้ก็ควรเลือกที่นั่งสบายมีพนักพิงก็จะช่วยให้กระดูกสันหลังไม่ต้องรับน้ำหนักมาก ระยะความสูงระหว่างเบาะเก้าอี้และใต้โต๊ะควรมีระยะประมาณ 0.30 ม. เพื่อให้สามารถขยับขาได้สบาย ใต้โต๊ะก็ควรมีพื้นที่ที่ยืดขาได้ หรือที่เรียกว่า Leg Room นั่นแหละค่ะ นอกจากนี้อุปกรณ์และเครื่องใช้ต่างๆในการทำงานเราก็ควรเก็บให้เรียบร้อย ควรทำตู้เก็บของหรือชั้นวางหนังสือให้เรียบร้อย เพื่อจะได้ไม่มีของวางระเกะระกะบนโต๊ะสร้างความรำคาญใจในการทำงาน



แสงสว่าง เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆในการตกแต่งห้องทำงาน เพราะเราต้องใช้สายตาทั้งการเขียนหนังสือ ทำงานคอมพิวเตอร์หรือการทำงานที่ต้องอาศัยความละเอียดมากๆ ซึ่งแสงสว่างในบริเวณทำงานถ้าได้แสงธรรมชาติ (Daylight) ก็จะช่วยให้ห้องดูโปร่ง สบายขึ้นทั้งยังประหยัดค่าไฟด้วย แต่มีสิ่งที่ต้องคำนึงคือการจัดที่นั่งทำงานให้สัมพันธ์กับทิศทางแสงด้วย เช่นถ้าเขียนมือขวาก็ให้แสงส่องทางซ้าย หรือการหันทิศทางของคอมพิวเตอร์ก็ต้องระวังแสงที่ส่องเข้าจอแล้วจะรบกวนการทำงาน อย่างไรก็ตามแสงธรรมชาติย่อมไม่เพียงพอต่อการทำงานแน่ โดยเฉพาะถ้าต้องทำงานกลางคืนด้วย คุณควรติดหลอดไฟโดยให้แสงเป็นค่อนข้างเป็นสีขาวเพราะจะเหมาะกับการทำงานที่สุด โดยให้ความสว่างโดยรวมในห้องประมาณ 500 ลักซ์ หรือ 750 ลักซ์สำหรับงานที่ต้องการความละเอียดมาก เช่นงานฝีมือ เย็บปักถักร้อย


สถานที่ : Niyahm

สีสันในห้องทำงาน เมื่อได้การใช้งานเหมาะสมครบถ้วนแล้ว ก็ถึงเวลามาแต่งห้องให้สวยงามได้แล้วค่ะ การใช้สีสันเพื่อกระตุ้นการทำงาน เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลมากเลยค่ะ โดยอาจนำมาทาผนังบางส่วนหรือสำหรับคนที่ชอบห้องทำงานแบบเรียบๆ ขรึมๆ ก็อาจเล่นสีที่ข้าวของเครื่องใช้ที่เอามาวางตกแต่ง ชั้นวางของและชั้นหนังสือเป็นบริเวณที่เราน่าจะสร้างสรรค์ได้เต็มที่แถมยังปกปิดส่วนบกพร่องในห้องได้ด้วยเช่นการทำ Built-in ตู้ปิดเสาที่ยื่นออกมาจากผนัง เป็นต้น  ถ้าคุณมีผนังว่างๆที่ไม่รู้จะตกแต่งอย่างไร ลองติดหน้านาฬิกาหน้าตาเก๋ๆหรือทำเป็นปฏิทินเดิ้นๆ มีบอร์ดจดกันลืมหรือเอาไว้ติดโพสต์-อิท นอกจากนี้ การนำต้นไม้กระถางมาวางในห้องก็ยังเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ห้องดูสดชื่นขึ้นได้ด้วยค่ะ

ห้องทำงานดีไซน์สวยๆ ย่อมทำให้สบายใจและมีความสุขในการทำงานใช่มั้ยคะ คราวหลังที่ต้องหอบงานกลับมาทำที่บ้าน คงไม่มีการอิดออดไม่อยากทำงานแน่ ใครว่าที่อยู่อาศัยไม่ได้ส่งผลต่อจิตใจของผู้อยู่เราขอเถียงเลย เผลอๆคราวหน้าคุณอาจคิดอะไรดีๆออกสำหรับการพรีเซนต์งานในห้องที่คุณออกแบบเองก็ได้ และถ้าหากท่านใดสนใจ  ซื้อขายบ้าน  โครงการบ้านใหม่ สามารถติดตามได้ที่นี้ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีจาก : forfur.com ด้วยนะค่ะ