วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เรามาทำความรู้จัก คำว่า ฮวงจุ้ย

ทำความรู้จัก คำว่า ฮวงจุ้ย ภายในบ้าน

       เมื่อได้มีการซื้อขายบ้านใหม่ ไม่ว่าคุณหรืออาจจะเป็นคนอื่น จะนึกถึง “ฮวงจุ้ย” ปัจจุบันได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวางเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนรู้จัก แต่รู้อย่างถูกบ้างผิดบ้าง หลายคนอาจเชื่ออย่างงมงาย โดยไม่รู้เหตุผลและที่มาที่ไปว่าเป็นอย่างไร แม้กระทั่งอาจารย์ดู บางรายก็สอนและให้ข้อแนะนำคนอื่นอย่างผิด ๆ ในหลาย ๆ เรื่อง ที่แท้จริงนั้น คืออะไร
“ฮวงจุ้ย” คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วย การจัดแต่งอาคารบ้านเรือนสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสมกับภูมิประเทศ และภูมิอากาศในระแวกนั้น เพื่อให้คนอยู่ดี มีสุข นั่นเอง คำว่า “ฮวงจุ้ย” แบ่งเป็นคำ 2 คำ ภาษาจีน อ่านเป็นภาษาแต้จิ๋วว่า “ฮวงจุ้ย” หรืออ่านเป็นภาษาจีนกลางว่า “ฟงสุ่ย”

“ฮวง” หรือ “ฟง ” แปลว่า “ลม” หมายถึง “ภูมิอากาศ”

“จุ้ย” หรือ “สุ่ย ” แปลว่า “น้ำ” หมายถึง “ภูมิประเทศ”

“ฮวงจุ้ย” ถือกำเนิดในประเทศจีนมานานนับพันปี โดยได้นำเอาหลักฐานสถิติตัวอย่างของความอยู่ดีมีสุข และ ความอับโชคให้ทุกข์ต่าง ๆ นานา ในอดีตที่ผ่านมาประมวลเป็น ทฤษฎี “ฮวงจุ้ย” แต่ต้องไม่ลืมว่าเป็นภูมิประเทศ ภูมิอากาศในประเทศจีน ซึ่งทั้งเหมือนและแตกต่างจากในประเทศไทย

ในด้านภูมิประเทศ ในประเทศ จีน-ไทย ไม่ได้ต่างกันมาก เพราะภูมิประเทศนั้นมีน้ำ มีดิน มีที่เนิน มีที่ลุ่ม มีต้นไม้คล้ายกัน ส่วนทางด้านภูมิอากาศ ในประเทศจีน-ไทย ถึงแม้จะอยู่ในอีกซีกโลกเหนือเหมือนกันแต่แตกต่างกันมากกว่า เพราะ ภูมิอากาศส่วนใหญ่ของประเทศจีนนั้น อยู่ในเขตอบอุ่น มีฝนตกแต่ไม่มาก หน้าหนาว ลมจากทิศเหนือจะแรงมาก ลมเย็น จากทิศใต้ จะเป็นหน้าร้อน ประเทศไทยนั้นจะอยู่ในเขตของภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อน ฝนตกชุก ลมไม่แรง แต่มีสิ่งคล้ายคลึงกับเมืองจีน คือ ทิศทางของลมหนาวส่วนใหญ่จะพัดมาจาก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นลมมรสุม ตะวันตกเฉียงใต้ในหน้าร้อน

เมื่อเข้าใจถึง “ความเหมือน” และ ”ความแตกต่าง” เราจึงต้องเลือกเอาที่สิ่งที่เหมือน และใช้ได้เหมาะสมกับเมืองไทยมาใช้ และต้องงดเว้นหรือปรับเปลี่ยน สิ่งที่ไม่เหมาะสมกับเมืองไทยให้เหมาะสม

ตัวอย่าง

1. ประตูหน้าบ้าน
อาจารย์ “ฮวงจุ้ย” หลายคนแนะนำให้ประตูหน้าบ้านในเมืองไทยต้องเปิดออก ตามตำราที่จำและลอกมาจากจีน ซึ่งไม่ถูก

ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี อย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง เมื่อผมได้มีโอกาสอยู่และเรียนหนังสือในรัฐ ILLNOIS สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศอบอุ่นคล้ายประเทศจีน หน้าหนาวลมพัดแรงมากจนตัวเราเองนั้นเกือบปลิว มีหิมะตกแต่ฝนไม่มาก ถ้าเปิดประตูหน้าบ้านออกจะเปิดยากมาก ดังนั้น เปิดประตูเข้าไปในบ้านจึงง่ายกว่า โดยเฉพาะเวลาต้องหอบของพะรุงพะรังด้วย แต่เมื่อเข้าบ้านแล้ว สามารถใช้ตัวช่วยดันประตูปิดได้ไม่ยาก อนึ่ง ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำฝนที่เกาะประตูไหลลงพื้นบ้าน แต่ในเมืองไทยซึ่งฝนตกชุก ถ้าเปิดประตูเข้าบ้านในหน้าฝน น้ำฝนที่ค้างอยู่บนบานประตู จะไหลลงพื้นบ้านเปียกเลอะเทอะ

ดังนั้น ที่ถูกต้องและสะดวกต่อการใช้สอย ประตูหน้าบ้านของเมืองไทย จึงควรเปิดออกมากกว่าแทนการเปิดเข้า แบบในเมืองจีน และเปิดประตูออกก็ไม่ยาก เพราะลมไม่ได้แรงมาก ไม่ว่าจะเปิดหน้าร้อนหรือหน้าหนาวก็ตาม

2. ธรณีประตู
สมัยนี้วิธีการก่อสร้างเปลี่ยนไป ประตูบ้านไม่จำเป็นต้องทำธรณี แต่ผมเห็น อาจารย์ “ฮวงจุ้ย” หลายคน แนะนำทางทีวี ให้ทำธรณี เพื่อป้องกันความชั่วร้ายอับโชค ซึ่งยังคงพิสูจน์ไม่ได้ แต่นั่นกำลังทำให้เกิดโอกาสที่จะสะดุดหกล้มได้ง่าย โดยเฉพาะคนสูงอายุ เมื่อมีอุบัติเหตุหกล้มเพียงครั้งเดียว ก็เท่ากับธรณีกลับเป็นตัวนำความโชคร้ายมาสู่บ้านอย่างชัดเจน

3. ที่ดินงอก-ที่น้ำเซาะ
ตัวอย่างของการตั้งเมืองหลวงกรุงธนบุรีบนฝั่งน้ำเซาะ กรุงธนบุรีก็อยู่ได้เพียง 15 ปี ก็สิ้นราชวงศ์ แต่ กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บนฝั่งดินงอก ประเทศก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ อยู่มาได้กว่า 200 ปี แล้วบ้านเรือนคนทั่วไป ที่ตั้งอยู่ในฝั่งน้ำเซาะ ตอ้ งเสียเงินเสียทองทำเขื่อนที่แข็งแรงมากถึงจะไม่เสียที่ดินถูกน้ำเซาะหายไป แต่ฝั่งดินงอกกลับได้ที่ดินเพิ่มพร้อมทั้งกระแสนน้ำจะพัดพาเอาปุ๋ยมาเพิ่มให้กับดินด้วย

4. หลบแดด-รับลม หน้าน้ำ-หลังเขา
ตัวอย่างพื้นฐานการวางอาคารบ้านตามหลัก “ ฮวงจุ้ย” คือ การวางอาคารหลบแดดรับลม โดยเอาด้านยาวของอาคารหันรับลมจากทิศใต้ ด้านแคบของอาคารหันไปทางทิศตะวันออก-ตก (ไม่ขวางตะวัน) โดยเฉพาะถ้ามี บ่อน้ำ,สระน้ำ,แม่น้ำ,ทะเล อยู่ด้านหน้าก็จะยิ่งดีอย่างยิ่ง เพราะน้ำเมื่อระเหยทำอุณหภูมิลดต่ำลง จะเกิดลมเย็นพัดเข้ามายังบ้านในหน้าร้อน และยังทำให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงามอีกด้วย หลังบ้าน ถ้ามีเขาหรืออาคารที่สูงใหญ่กว่า ก็จะบังลมหนาวที่พัดมาจากด้านหลังซึ่งเป็นทิศเหนือได้ดี

5. ทางสามแพร่ง
อาคารสาธารณะจำนวนมากในทั่วโลก เช่น รัฐสภา อาคารที่ว่าการของรัฐฯ หากตั้งตรงทางสามแพร่ง ซึ่งเป็นการวางผังที่งามสง่าเห็นชัดและเน้นความสำคัญของอาคาร แต่ตำแหน่งที่ดีของตัวอาคารนั้น ควรตั้งอยู่บนเนินเขาที่เลยระดับแสงไฟรถส่องเข้ามารบกวนการทำงานของคนที่อยู่ภายใน และเมื่อรถขับเข้ามาใกล้ถนน ควรจะเปลี่ยนแปลงรูปเป็นวงเวียน ให้รถเลี้ยวซ้าย/ขวา แยกย้ายออกไปสำหรับบ้านส่วนตัวที่หลังไม่ใหญ่ และตั้งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับถนนหน้าบ้าน ที่รถวิ่งเข้ามาหาตัวบ้าน แสงไฟรถย่อมส่องเข้ามารบกวนได้ และทำให้เกิดความรู้สึกเสียวไม่ปลอดภัย เหมือนรถจะวิ่งพุ่งเข้ามาชนบ้าน

       แต่กรณีทีความจำเป็นต้องอยู่ในลักษณะดังกล่าว ก็แก้ไขได้โดยย้ายประตูรั้วหรือประตูบ้านไม่ให้ตรงกับถนน และปลูกต้นไม้หนาทึบบัง เป็นต้น
       จากตัวอย่างต่าง ๆ ข้างต้นจะเห็นได้ว่าทฤษฎี  “ฮวงจุ้ย” ส่วนใหญ่ยังใช้ได้กับเมืองไทยและถูกต้องตรง กับหลักวิชาการวางผัง และออกแบบสถาปัตยกรรม เพียงแต่ต้องเลือกเชื่อเลือกใช้ให้เหมาะสม ให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้องเท่านั้น ก็จะทำให้คน “อยู่ดีมีสุข” อย่างแท้จริง

ประทีป ตั้งมติธรรม
ที่มา:supalai

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ฮวงจุ้ยห้องทานอาหาร เสริมโชคลาภและสุขภาพ

ฮวงจุ้ยห้องทานอาหาร เสริมโชคลาภและสุขภาพ


      เมื่อเราได้มีการซื้อขายบ้านมาใหม่ๆ สิ่งแรกที่ควรจะนึกถึงมากที่สุด คือ ห้องรับประทานอาหาร ดังนั้นการจัดห้องรับประทานอาหารให้สวยงามเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหาร และทำให้เรานั้น สามารถทานอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อยมากขึ้น แต่การจัดห้องทานอาหารตามความสวยงามเท่านั้นก็อาจจะไม่พอ เพราะถ้าหากเราจัดฮวงจุ้ยห้องทานอาหารด้วย ก็จะสามารถส่งเสริมให้เรามีความสุข มีสุภาพที่แข็งแรง และร่ำรวยได้ แต่หากใครยังไม่รู้ว่าจะจัดฮวงจุ้ยห้องรับประทานอาหารอย่างไร ก็ลองทำตามวิธีต่อไปนี้ได้เลยจ้า

 1. ตำแหน่งห้องทานอาหาร

         โดยตามหลักฮวงจุ้ยที่ถูกต้อง ห้องทานอาหารควรอยู่ในทิศตะวันออก, ทิศตะวันออกเฉียงใต้, ทิศตะวันตก หรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แต่ไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และจะดีที่สุดหากจะมีประตูเข้า-ออก 2 ประตู เพื่อให้พลังงานชี่ หรือพลังงานชีวิตในตัวเราไหลเวียนได้อย่างสะดวก แต่ก็มีข้อจำกัดคือ ประตูทั้ง 2 ต้องไม่อยู่ตรงข้ามกันโดยตรง แต่ควรจะอยู่ในระนาบผนังเดียวกัน และห้องทานอาหารควรจะมีบรรยากาศที่สงบเงียบ ไม่วอแววุ่นวายด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรที่มีห้องทานอาหารอยู่ใกล้กับบริเวณประตูหน้าบ้าน เพื่อเลี่ยงเสียงดังรบกวน แต่ถ้าหากว่าเลี่ยงไม่ได้ ก็ใช้วิธีติดม่านบังตาแทนก็ได้ค่ะ

 2. สีห้องทานอาหาร

          เพื่อส่งเสริมพลังชี่และเรื่องโชคลาภ การตกแต่งห้องอาหารควรจะเน้นสีธรรมชาติ เช่น สีเอิร์ธโทน สีชมพู สีเหลือง สีพีช สีท้องฟ้า สีเขียว และสีออฟไวท์เป็นหลัก โดยทั้งสีของผนัง วอลเปเปอร์ กระเบื้อง รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ แม้ว่าจะเป็นสีโทนอ่อน ๆ แต่ก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าห้องอาหารจะดูจืดชืด ซีดเซียวจนเกินไป  เพราะเรายังสามารถตกแต่งโดยใช้สีมิกซ์ แอนด์ แมทช์ กันได้ตามใจชอบเลยค่ะ

 3. การจัดวางโต๊ะและจาน

          ในห้องอาหารควรจะมีการตกแต่งด้วยการติดม่านหรือปูพรมด้วย เพื่อช่วยลดให้พลังงานไม่ดี เสียงรบกวนจากภายนอก ให้ห้องอาหารมีบรรยากาศที่สงบ เหมาะแก่การนั่งรับประทานอาหาร  ส่วนเรื่องการจัดโต๊ะอาหารตามหลักฮวงจุ้ยนั้น ควรเลือกผ้าปูโต๊ะผืนสวย ๆ มาประดับไว้ เน้นผืนที่มีสีฟ้าและสีเขียวเป็นหลัก เวลาปูโต๊ะก็ควรให้ด้านที่มีสีเขียวอยู่ทางทิศตะวันออก ด้านสีฟ้านั้นอยู่ทางทิศเหนือเพื่อช่วยเสริมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวขอคุณให้สนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น และอย่าตกแต่งห้องอาหารด้วยจานชามที่ไม่ค่อยได้ใช้ หรือถ้วยโถที่มีสำรองไว้ก็อย่าเก็บไว้ในห้องนี้ด้วย เพราะสิ่งของเหล่านี้ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วถือว่าเป็นสิ่งของที่ไม่ได้ส่งเสริมโชคลาภความร่ำรวย แล้วสำหรับคนที่กำลังอยู่ในช่วงไดเอต จะเลือกการตกแต่งห้องอาหารด้วยสีน้ำเงินก็ได้ อย่างการปูพรมสีน้ำเงิน ใช้ผ้าปูโต๊ะและผ้าเช็ดปากสีน้ำเงิน หรือใช้จานชามสีน้ำเงิน เพราะสีน้ำเงินเป็นสีเข้ม ที่สามารถลดการเจริญอาหารและลดความดันโลหิตเราได้นั่นเอง

 4. ตกแต่งด้วยกรอบรูป

          กรอบรูปต่างๆและการเพ้นท์ลวดลายบนฝาผนังนั้น ก็เหมาะจะใช้ตกแต่งห้องอาหารได้ด้วยเช่นกัน แต่เพื่อความเฮง และโชคลาภ ไม่ควรจะตกแต่งด้วยรูปภาพโบราณ หรือของเก่าแก่ที่เป็นมรดกตกทอด เนื่องจากตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ถือว่าไม่เป็นมงคลเท่าที่ควร ดังนั้นควรจะเน้นตกแต่งด้วยรูปสีสันสดใส สวยงาม ที่เห็นแล้วจะเจริญตาให้ความรู้สึกสดชื่น และเจริญอาหารนะคะ

 5. จัดพื้นที่เพิ่มความสมดุล

          โต๊ะอาหารควรตั้งอยู่กึ่งกลางห้อง และควรจะมีระยะห่างระหว่างกำแพงทั้งสี่ด้านอย่างสมดุล เพื่อช่วยเสริมในเรื่องสุขภาพ และเพื่อไม่ให้ห้องรับประทานอาหารมีบรรยากาศว้าวุ่นไม่สงบ อีกทั้งการจัดห้องทานอาหารเช่นนี้ยังช่วยให้เรากินอาหารช้าลง ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหารอีกด้วย แต่ถ้าห้องทานอาหารมีความคับแคบภายในห้อง ก็จะสร้างความอึดอัดขัดแย้งภายในบ้าน อาจทำให้ระบบการย่อยอาหารของคุณนั้นทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร จนส่งผลระทบกับสุขภาพร่างกายในที่สุด

 6. แสงสว่างเพิ่มพลัง

          แสงภายในห้องอาหารควรจะมีความสว่างในระดับที่พอดี คือ ไม่จ้าหรือสลัวจนเกินไป และภายในโต๊ะอาหารก็ควรจะสว่างไสวเพื่อให้มองเห็นอาหารที่กินได้อย่างชัดเจน อาจจะเป็นโคมไฟกลางโต๊ะอาหาร หรือแสงแดดธรรมชาติที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างก็ได้หมด แต่แนะนำให้เลือกติดหลอดไฟที่สามารถปรับระดับความสว่างได้ด้วยก็จะดี เพราะหากอยากได้บรรยากาศโรแมนติกในมื้อค่ำขึ้นมา จะได้ปรับไฟให้สลัว ๆ หน่อย ส่วนแชนเดอเลียร์หรือโคมไฟระย้าสามารถรักษาระดับสมดุลพลังชี่ได้ แต่ต้องติดอยู่กึ่งกลางโต๊ะอาหารพอดีเป๊ะ ๆ ชนิดที่เหลื่อมไปทางเก้าอี้สักนิดก็ไม่ได้เลยนะคะ

 7. ลักษณะโต๊ะอาหาร

          เนื่องจากห้องทานอาหารควรมีพื้นที่กว้างพอดี ไม่คับแคบ ลักษณะโต๊ะอาหารที่ถูกหลักฮวงจุ้ยจึงควรเป็นโต๊ะที่มีความกลมมน เช่น โต๊ะทรงกลม โต๊ะรูปทรงไข่ หรือโต๊ะรูปแปดเหลี่ยม และควรจะมีลักษณะโปร่งบาง ไม่หนาทึบ ไม่เก่า ไม่แตกหัก หรือสีเข้มจนเกินไป อีกทั้งควรจะมีลักษณะพื้นผิวที่ทำความสะอาดง่าย เน้นเป็นโต๊ะไม้จะดีที่สุด แต่ไม้แต่ละชนิดก็จะให้พลังต่างกัน โดยโต๊ะไม้สนเหมาะที่สุดที่จะใช้เป็นโต๊ะอาหาร ส่วนเก้าอี้ก็ควรจะมีลักษณะกลมมน มีพนักพิง อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่แตกหักหรือบิ่น นอกจากนี้ก็ควรตกแต่งโต๊ะอาหารด้วยการวางต้นไม้ หรือบรรดาเครื่องปรุงรสไว้ที่กึ่งกลางโต๊ะ โดยไม่เกะกะพื้นที่โต๊ะอาหารจนเกินไปด้วย

 8. อาหารบนโต๊ะ

          สำหรับบ้านที่มีปัญหาเรื่องการรับประทานอาหาร เช่น กินอาหารไม่ตรงเวลา หรือต่างคนต่างกิน ก็สามารถใช้หลักฮวงจุ้ยช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ ด้วยการติดแชนเดอเลียร์บนเพดาน จัดมุมให้ตรงกับตำแหน่งกึ่งกลางโต๊ะอาหารให้มากที่สุด และจัดวางตะกร้าที่บรรจุผลส้มไว้ที่กลางโต๊ะอาหารด้วย ส้มนี้สามารถทานได้ตามปกตินะคะ หมดเมื่อไรก็ซื้อมาเติมได้ จะช่วยเรื่องฮวงจุ้ยให้การรับประทานอาหารได้เป็นปกติขึ้น และยังช่วยให้ได้กินผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย

 9. ติดกระจกสะท้อนพลัง

          เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าการติดกระจกนั้นจะช่วยสะท้อนพลังทั้งดีและไม่ดีกับชีวิต แต่ในกรณีห้องรับประทานอาหาร การติดกระจกหรือการใช้ประตูเลื่อนที่เป็นกระจก จะใช้เพื่อสะท้อนพลังด้านสุขภาพ และความร่ำรวย จึงควรจะติดกระจกในตำแหน่งที่จะแน่ใจได้ว่า กระจกนั้นจะสะท้อนแต่สิ่งสวยงามน่ามองอยู่เสมอ หรือทางที่ดีก็ควรจัดระเบียบห้องอาหารให้สวยงามน่าดูอยู่ตลอด เพื่อให้กระจกสะท้อนพลังงานที่ดีให้ชีวิตด้วย

 10. รักษาความสะอาดอยู่ตลอด

          ความสกปรกนั้นเป็นอัปมงคล ดังนั้นไม่ว่าจะห้องทานอาหารหรือห้องอื่น ๆ ภายในบ้าน ก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้รกสกปรกไม่น่าอยู่ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งในห้องทานอาหารก็ไม่ควรจะมีมากชิ้นจนเกินไป ทำให้ห้องอาหารนั้นดูคับแคบอึดอัด โดยเฉพาะโต๊ะอาหาร ควรจะต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย และสะอาด พร้อมใช้รับประทานอาหารอยู่ตลอด นอกจากนี้ยังไม่ควรมีนาฬิกาหรือปฏิทินในห้องทานอาหารด้วย เพื่อให้การรับประทานอาหารของคนในบ้านเป็นไปอย่างไม่รีบร้อน และไร้ความกดดัน

 11. ไม่ควรเล่นโทรศัพท์หรือดูทีวี

          ในขณะรับประทานอาหาร ไม่ควรดูทีวี เล่นโทรศัพท์ หรือคุยโทรศัพท์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะรบกวนการรับประทานอาหาร และทำให้พลังที่ดี ๆ ในห้องทานอาหารที่หมุนเวียนอยู่แปรปรวนได้ จนอาจทำให้ระบบย่อยอาหารมีปัญหา ดังนั้นคงดีกว่าถ้าในห้องอาหารจะไม่มีทีวี โทรศัพท์ หรือปิดเสียงโทรศัพท์มือถือในขณะรับประทานอาหารไว้ก็ได้ แล้วพูดคุยกับครอบครัวในระหว่างรับประทานอาหาร เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และทำให้กินอาหารอร่อยขึ้นด้วย

 12. ตำแหน่งที่นั่ง

          หัวหน้าครอบครัวควรจะนั่งหัวโต๊ะ แต่ไม่ควรนั่งหันหลังให้ประตู แม่ควรหันหน้าไปยังนั่งทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลูกชายควรนั่งหันหน้าให้ทิศตะวันออก ทิศเหนือ หรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลูกสาวควรนั่งหันหน้าไปทางทิศใต้ หรือทิศตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับแขกของบ้านควรนั่งหันหน้าไปทางประตูเช่นกัน และควรเปิดไฟให้สว่างไสว เพื่อให้พลังชี่ไหลเวียนได้สะดวก

 13. ตกแต่งด้วยต้นไม้

          ห้องรับประทานอาหาร ควรจะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่จะสามารถหันหน้าออกไปแล้วเห็นสวนสวย ๆ หรือวิวต้นไม้ที่ร่มรื่น เพื่อให้ช่วยเสริมพลังชี่ให้ไหลเวียนได้อย่างสะดวก แต่หากว่าทัศนียภาพภายนอกนั้นไม่เอื้ออำนวย ก็ติดม่านบังตาสีเรียบ ๆ ไว้ที่หน้าต่าง หรือจะตกแต่งห้องอาหารด้วยดอกไม้ที่มีสีสันสดใสก็ได้ เพื่อช่วยให้กระตุ้นให้เจริญอาหารและเพิ่มพลังชี่ให้มากขึ้น

 14. ตู้ปลาและเสียงเพลง

          ตู้ปลาสวยงาม ที่มีปลาแวกว่ายวนอยู่ตลอด จะช่วยเพิ่มให้ความมีชีวิตชีวาให้กับคนในบ้านได้ไม่น้อย แต่หากจะวางให้ถูกหลักของฮวงจุ้ย เพื่อให้ช่วยส่งเสริมพลังชี่ ไม่ควรจะวางหันหน้าตู้ปลาไปทางทิศใต้ นอกจากนี้หากคุณอยากเพิ่มบรรยากาศในการรับประทานอาหารให้มีอรรถรสมากขึ้น ก็สามารถเปิดเพลงจังหวะสบาย ๆ คลอไปตลอดการรับประทานอาหารได้


          นอกจากการจัดห้องอาหารตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อให้ช่วยส่งเสริมพลังชี่และโชคลาภความร่ำรวยแล้ว เราก็ควรรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบให้ห้องอาหาร รวมไปถึงห้องต่าง ๆ ภายในบ้านด้วย เพราะความสะอาดก็เป็นสิริมงคลอย่างหนึ่งในบ้านเช่นกันนะคะ

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แม่ไม้สำคัญ ในการสร้างบ้าน แบบประหยัดทั้งเงินและพลังงาน

แม่ไม้สำคัญ ในการสร้างบ้านประหยัดเงินและประหยัดพลังงาน


1. อย่าใส่แหล่งความร้อน (ลานคอนกรีต) ในบ้าน
ภาย ในบริเวณบ้านไม่ควรมี ลานคอนกรีตในทิศทางรับแสงแดดจัด เช่น ทิศใต้และทิศตะวันตก เนื่องจากในเวลากลางวันคอนกรีตจะกลายเป็นมวลสารสะสมความร้อน (Thermal mass) มีการสะสมความร้อนไว้ในเวลากลางวันในปริมาณมาก ด้วยคุณสมบัติการนำความร้อนของวัสดุและจะถ่ายเทความร้อนกลับสู่บ้านของท่าน ในเวลากลางคืน จึงทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านและตัวบ้านมีอุณหภูมิสูงตามไปด้วย การจัดวางตำแหน่งพื้นคอนกรีตเพื่อเป็นที่จอดรถยนต์หรือชานหรือระเบียงที่ดี ควรเลือกวางในทิศที่ไม่ถูกแสงแดดมาก เช่น ทิศเหนือ ทิศตะวันออกและควรมีร่มเงาจากต้นไม้ช่วยลดปริมาณแสงแดด

2. รั้วบ้าน...ต้องโล่ง...โปร่ง...สบาย
รั้ว บ้านไม่ควรออกแบบให้ มีลักษณะทึบตันเนื่องจากรั้วทึบจะกีดขวางการเคลื่อนที่ของลมเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้ภายในตัวบ้านอับลมนอกจากนี้วัสดุที่ใช้ทำรั้วบางชนิด เช่น อิฐมอญ คอนกรีต เสริมเหล็ก คอนกรีตบล็อก ยังมีคุณสมบัติสะสม

3. อย่าลืม!!ต้นไม้ให้ร่มเงา
การ ปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้านหรือคอนโดนอกจากจะสร้างความร่มรื่นและความสดชื่นสบายตาสบายใจ แก่ผู้อาศัยในบ้านแล้วใบไม้หลากรูปทรงและสีสันที่แผ่กิ่งก้านสาขายังสามารถ ลดแสงแดดที่ตกกระทบตัวบ้านและให้ร่มเงาที่ร่มเย็นแก่ผู้อยู่อาศัยได้เป็น อย่างดีนอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้นไม้ใบหญ้าทั้งหลายยังช่วยลดความร้อนจากสภาพแวดล้อม ด้วยการคายไอน้ำผ่านทางปากใบได้อีกด้วยซึ่งควรพิจารณาตำแหน่งการปลูกต้นไม้ ใหญ่น้อยในบริเวณบ้านให้สัมพันธ์กับร่มเงาที่เกิดขึ้นกับตัวบ้านไว้ล่วงหน้า

ข้อควรระวัง! การปลูกไม้ใหญ่ใกล้บ้านหรือคอนโดเกินไป ต้องระวังรากของต้นไม้ใหญ่จะสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างของบ้านจึงควร ดูความเหมาะสมของชนิดต้นไม้

4. ก่อนสร้าง อย่าลืม!!! พื้นชั้นล่างปูแผ่นพลาสติก
บ้าน พักอาศัยทั่วไปในปัจจุบันทั้งชั้นล่างและชั้นบนมักติดตั้ง เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นและลดความชื้นภายในพื้นที่ กันเป็นจำนวนมาก การเตรียมการก่อสร้างบ้านในส่วนโครงสร้างพื้นชั้นล่างควรปูแผ่นพลาสติก เพื่อป้องกัน ความชื้นที่ระเหยขึ้นจากผิวดิน ซึ่งเป็นผลให้มีความเสียหายที่วัสดุปูพื้นชั้นล่าง และประเด็นที่สำคัญด้านพลังงานคือเกิดการสะสมความชื้นภายในพื้นที่ชั้นล่าง ของตัวบ้านเป็นที่มาของภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นใน ที่สุด สิ่งที่ควรระวังระหว่างการก่อสร้างส่วนดังกล่าว คือ การฉีกขาดเสียหาย ของพลาสติกเนื่องจากเหล็กที่ใช้ในระหว่างการก่อสร้าง จึงต้องมีการเตรียมก่อสร้างไว้ล่วงหน้าเช่นกัน

5. หันบ้านให้ถูกทิศ (ลม-แดด-ฝน) จิตแจ่มใส
การ ออกแบบบ้านเรือนในประเทศไทยไม่ควรหลงลืมปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อการถ่ายเท ความร้อนสู่ตัวบ้าน นั่นคือส่วนใหญ่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทางทิศใต้ (แดดอ้อมใต้) เป็นเวลา 8-9 เดือนและด้วยมุมกระทำของดวงอาทิตย์ต่อพื้นโลกมีค่าน้อย (มุมต่ำ) จึงทำให้การป้องกันแสงแดดทำได้ยากเป็นผลให้ทิศทางดังกล่าวได้รับอิทธิพลจาก แสงแดดรุนแรงเกือบตลอดปี การวางตำแหน่งบ้านและการออกแบบ รูปทรงบ้านที่ดีต้องหลีกเลี่ยงการรับแสงแดดในทิศดังกล่าวนอกจากนี้ลมประจำ (ลมมรสุม) ที่พัดผ่านประเทศไทยมีทิศทางชัดเจนจากทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงฤดูร้อน และฤดูฝน และพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือในฤดูหนาวการวางผังบ้านและทิศทางตำแหน่งช่อง หน้าต่างเพื่อระบายความร้อนในบ้าน จึงต้องคำนึงถึงทิศทางกระแสลมเหล่านี้เป็นสำคัญอีกด้วย

6. มีครัวไทยต้องไม่เชื่อมติดตัวบ้าน
การ ทำครัวแบบไทย นอกจากจะได้อาหารที่มีรสเผ็ดร้อนถูกปากคนไทยแล้วยังก่อให้เกิดความร้อนสะสม ขึ้นในพื้นที่ดังกล่าวในปริมาณมากอีกด้วย อันเนื่องมาจากอุปกรณ์และกิจกรรมการทำครัวต่างๆซึ่งแตกต่างจากครัวฝรั่งโดย สิ้นเชิงความร้อนที่เกิดขึ้นในห้องครัวที่ติดกับตัวบ้านจะสามารถถ่ายเทเข้า สู่พื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็วในลักษณะสะพานความร้อน (Thermal Bridge) และหากห้องติดกันเป็นพื้นที่ปรับ อากาศจะยิ่งสิ้นเปลืองพลังงานในการทำความเย็นของห้องดังกล่าวมากขึ้นโดยใช่ เหตุ แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติมระหว่างห้องครัวกับตัวบ้าน เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

7. ประตูหน้าต่างต้องมีทางลมเข้าออก
การ ระบายความร้อนภายในบ้านโดยใช้ลมธรรมชาติพัดผ่านหน้าต่าง ภายในห้องต้องมีช่องทางให้ลมเข้าและลมออกได้อย่างน้อย 2 ด้านมิฉะนั้นลมจะไม่สามารถไหลผ่านได้และสิ่งที่ดีที่สุดคือการออกแบบให้ช่อง หน้าต่างอยู่ตรงข้ามกันและมีขนาดใหญ่เท่าเทียมกันจะทำให้การระบายความร้อน เกิดขึ้นมากที่สุด นอกจากนี้การวางตำแหน่งช่องหน้าต่างต้องตอบรับทิศทางการเคลื่อนที่ของลม ประจำด้วยแต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าลมที่นำเข้าสู่อาคารต้องทำให้เป็นลมเย็น เสียก่อนจึงจะทำให้การลดความร้อนมีประสิทธิผล

การออกแบบให้ลมไหลผ่านตัวบ้านได้ดีมีข้อควรระวังได้แก่
1. ต้องติดตั้งมุ้งลวดเพื่อกรองฝุ่นละอองเกสรที่จะเข้าบ้าน
2. การติดช่องหน้าต่างในตำแหน่งเยื้องกันจะช่วยบังคับให้ลมไหลผ่านห้องต่าง ๆ ตามตำแหน่งที่ต้องการได้

8. ผังเฟอร์นิเจอร์ต้องเตรียมไว้ก่อน ไม่ร้อนและประหยัดพลังงาน
บ้าน ที่ดีควรมีการจัดวางผังเฟอร์นิเจอร์ในแต่ละห้องไว้ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกในการจัดเตรียมตำแหน่งติดตั้ง ปลั๊ก สวิทช์ ไว้ให้ เพียงพอสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆในบ้าน นอกจากนี้การเตรียมการดังกล่าวไว้ล่วงหน้าจะตรวจสอบได้ว่าตำแหน่งใดในบ้านมี เฟอร์นิเจอร์วางกีดขวางการเคลื่อนที่ของกระแสลมหรือไม่หรือตอบรับแสงสว่าง ธรรมชาติและกระแสลมธรรมชาติมากน้อยเพียงใดและควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไรให้ดี ขึ้น ควรแยกอุปกรณ์ที่จะสร้างความร้อนออกนอกห้องปรับอากาศ เช่น ตู้เย็น เครื่องต้มน้ำ

9. อย่า!!! มีบ่อน้ำหรือนำพุในห้องปรับอากาศ
คุณสมบัติ ทางอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ คือ การลดอุณหภูมิและความชื้น ทำให้พื้นที่ห้องต่าง ๆ อยู่ในสภาวะสบาย ซึ่งการตกแต่งประดับพื้นที่ภายในห้องด้วยน้ำพุ น้ำตก อ่างเลี้ยงปลา หรือแจกันดอกไม้ ย่อมทำให้ภายในห้องมีแหล่งความชื้นเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นและทำให้เครื่อง ปรับอากาศต้องใช้พลังงานในการลดความชื้นมากกว่าปกติ

10. ช่องอากาศที่หลังคาพาคลายร้อน
หลังคา ที่ดีนอกจากจะสามารถคุ้มแดดคุ้มฝนได้ ยังต้องมีคุณสมบัติ ในการป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้อีกด้วย ภายในช่องว่างใต้หลังคา เป็นพื้นที่เก็บกักความร้อนที่แผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ก่อนถ่ายเทเข้าสู่ พื้นที่ส่วนต่างๆภายในบ้านดังนั้นการออกแบบให้มีการระบายอากาศ (ร้อน) ภายในหลังคาออกไปสู่ภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องลมบริเวณจั่วหลังคาหรือระแนงชายคาจึงเป็นเรื่องที่ดีต่อการ ลดความร้อนในบ้าน แต่พึงระวังให้การระบายอากาศร้อนดังกล่าวอยู่เหนือฉนวนภายในฝ้าเพดาน มิฉะนั้นความร้อน จะสามารถถ่ายเทลงสู่ตัวบ้านได้อยู่ดี

ข้อควรระวัง คือ
1. ต้องมีการติดตั้งตาข่ายป้องกันนก แมลง เข้าไปทำรังใต้หลังคาด้วย
2. ต้องมีการป้องกันฝนเข้าช่องเปิดระบายอากาศด้วย

11. ต้องใส่"ฉนวน"ที่หลังคาเสมอ
ฉนวน กันความร้อนเป็นอุปกรณ์ที่สามารถกั้นหรือป้องกัน ความร้อนที่เกิดขึ้นจากแสงแดดไม่ให้เข้าสู่บ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นจากส่วนผนังหรือหลังคาบ้าน แต่ช่องทางที่ความร้อนจากแสงแดดถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้านได้มากที่สุดในเวลากลาง วันคือพื้นที่หลังคา ดังนั้นการลดความร้อนจาก จากพื้นที่ดังกล่าว ด้วยการใช้ฉนวนซึ่งมีรูปแบบและการติดตั้งที่เหมาะสมกับพื้นที่ สอดคล้องกับการใช้งานจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการลดการใช้พลังงานภายใน บ้าน

12. กันแสงแดดดีต้องมีชายคา
กันสาด หรือชายคาบ้านเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญกับอาคาร บ้านเรือนในเขตร้อนเช่นประเทศไทย เนื่องจากมีคุณสมบัติการ ป้องกันแสงแดด(ความร้อน)ไม่ให้ตกกระทบผนังและส่องผ่านเข้าสู่ช่องแสงและ หน้าต่างได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ตำแหน่ง และทิศทางการติดตั้งกันสาดที่มีความจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านที่มีแสงแดดรุนแรง ได้แก่ ทิศใต้และทิศตะวันตก นอกจากนี้ ข้อดีอีกประการของการติดตั้งชายคาและกันสาด คือ เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการป้องกันฝนเข้าสู่ ตัวบ้านอีกด้วย

13. ห้องไหนๆติดเครื่องปรับอากาศ อย่าลืมติดฉนวน
การ ลดภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่สำคัญ คือ ลดความร้อนที่ถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้านและพื้นที่ใช้สอย ดังนั้น การติดตั้งฉนวนกันความร้อนในพื้นที่ห้องที่ปรับอากาศเพื่อลดความร้อนนอกจาก จะทำให้ห้องเย็นสบายจากแสงแดดและ ป้องกันความร้อนเข้าตัวบ้านแล้วยังทำให้สภาพภายในห้องปรับลดอุณหภูมิลงอย่าง รวดเร็วเนื่องจากมีความร้อนสะสมอยู่ภายในห้องน้อยจึงช่วยลดค่าไฟฟ้าของ เครื่องปรับอากาศได้

14. บานเกล็ด บานเปิด บานเลื่อน ต้องใช้ให้เหมาะสม
หน้าต่าง แต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการใช้สอยที่แตกต่างกันตามความต้องการ จึงควรเลือกชนิดของหน้าต่างให้ เหมาะสมกับพื้นที่ภายในห้อง...หน้าต่างบานเปิดมีประสิทธิภาพในการรับกระแสลม สูงที่สุด...แต่อย่างไรก็ตาม ต้องจัดวางให้สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของกระแสลมด้วย นอกจากนี้พึงระวังการใช้หน้าต่างบานเกล็ดในห้อง ปรับอากาศ เพราะหน้าต่างชนิดนี้มีรอยต่อมาก ทำให้อากาศภายนอกรั่วซึมเข้ามาได้ง่าย จึงส่งผลให้ความร้อนและ ความชื้นถ่ายเทสู่ภายในห้องได้สะดวกเช่นกัน ซึ่งเป็นผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น

15. ทาสีผนังให้ใช้สีอ่อน ไม่ร้อนดี แต่ถ้าเปลี่ยนสี (เข้ม) ต้องมีฉนวน
สี ผนังมีผลต่อการสะท้อนแสงแดดและความร้อนเข้าสู่อาคารมากน้อยต่างกัน สีอ่อนจะมีคุณสมบัติสะท้อนแสงแดด และการถ่ายเทความร้อนเข้าภายในบ้านดีกว่า สีเข้มตามลำดับความเข้มของสี ผนังภายนอกที่สัมผัสแสงแดดจึงควรเลือกใช้สีโทนอ่อน เช่น ขาว ครีม เป็นต้น เพื่อช่วยสะท้อนความร้อน ในทางกลับกันหากต้องการทาสีผนังภายนอกบ้านเป็นสีเข้มก็สามารถ กระทำได้ แต่ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งที่โดนแสงแดดหรือต้องมีการติดตั้งฉนวนกันความร้อนใน บริเวณนั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันความร้อนเป็นการชดเชย นอกจากสีภายนอกอาคารแล้ว การทาสีภายในอาคารด้วยสีอ่อน จะช่วยสะท้อนแสงภายในห้อง เพิ่มความสว่างภายในบ้าน ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดใช้โคมไฟมากเกินไป

16. ห้องติดเครื่องปรับอากาศต้องไม่ไร้บังใบประตูหน้าต่าง
ความ ชื้นในอากาศที่รั่วซึมเข้าภายในอาคารบ้านเรือน (Air Infiltration) เป็นสาเหตุของภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ และ ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการป้องกันปัญหาด้วยการออกแบบที่กระทำได้ไม่ลำบากคือ การเลือกใช้ประตูและหน้าต่างห้องในบ้านที่มีการบังใบวงกบ เพื่อลดการรั่วซึมของ อากาศร้อนและความชื้นจากภายนอกที่ไหลผ่านรอยต่อวงกบ ประตู หน้าต่าง เข้าสู่ภายใน

กรณี บานหน้าต่างสามารถใช้ซิลิโคนสีใสช่วยปิดช่องอากาศรั่วได้ ส่วนกรณีบานประตูก็สามารถซื้อแผ่นพลาสติกปิดช่องอากาศรั่วมาติดเพิ่มเติม ได้ในภายหลัง โดยควรเลือกชนิดพลาสติกจะทำความสะอาดและกันลมรั่วได้ดีกว่าแบบผ้า

17. ห้องน้ำดีต้องมีแสงแดด
ผนัง ห้องน้ำ เป็นพื้นที่ ไม่กี่จุดในบ้านที่ควรจัดวางให้สัมผัสแสงแดดมากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัยและเพื่อลดความชื้นสะสมภายในตัวบ้าน นอกจากนี้การเลือกวางตำแหน่งห้องน้ำทางด้าน ทิศตะวันตกหรือทิศใต้ ยังมีข้อดีในการเป็นพื้นที่กันชน (Buffer Zone) ระหว่างแสงแดดกับพื้นที่ในบ้านได้อีกด้วย

นอกจากจะต้องมีช่องแสงแดด ที่มากแล้ว ควรมีช่องลมในปริมาณที่มากพอ เพื่อระบายความชื้นภายในห้องน้ำด้วยซึ่งมีข้อควรระวัง คือ ติดตาข่ายป้องกันแมลงที่ช่องลมด้วย

18. รับแสงเหนือเพื่อประหยัดแสงไฟ
ช่อง แสงหรือหน้าต่างภายในบ้านควรออกแบบจัดวางให้เอื้อต่อการนำแสงธรรมชาติส่อง เข้ามาภายในห้องได้ ทุกๆห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องอาหาร หรือแม้แต่ห้องน้ำ ห้องเก็บของและบันได เพื่อลด การใช้พลังงานไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าในบ้าน เนื่องจากแสงธรรมชาติเป็นแสงที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดและไม่เสีย ค่าใช้จ่าย แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่มากับแสงธรรมชาติ คือความร้อน ดังนั้นทิศทางช่องแสงหรือหน้าต่างในบ้าน ที่ดีที่สุด คือทิศเหนือ เนื่องจากได้รับอิทธิพลความร้อนของแสงแดดน้อยที่สุดในรอบปี (ดวงอาทิตย์อ้อมเหนือเพียง 3 เดือน) และมีลักษณะความสว่างคงที่ (Uniform) ในแต่ละวัน

19. คอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ...ต้องวางให้ถูกที่
การ วางตำแหน่งคอมเพรสเซอร์ นอกจากจะพิจารณาเรื่องความ สวยงามแล้วยังมีผลอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง ปรับอากาศและการทำความเย็นภายในห้อง จึงควรเลือกวางตำแหน่ง เครื่องให้อยู่ในจุดที่พัดลมของเครื่องสามารถระบายความร้อน ได้สะดวก ไม่มีสิ่งกีดขวางทิศทางลม และนอกจากนี้ตัวเครื่องต้อง ไม่ได้รับความร้อนจากแสงแดดมากนักในช่วงเวลากลางวัน เช่น ทิศเหนือหรือตะวันออก เพราะการสะสมความร้อนที่ตัวเครื่องใน ปริมาณมาก จะทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟมากขึ้น

20. ไม่ใช้หลอดไส้..หลอดร้อนหลากสี.. ชีวีเป็นสุข
หลอด ไฟฟ้าชนิดหลอดไส้ (Incandescent Lamp) หลอด ฮาโลเจน (Halogen Lamp) ที่มีสีสันสวยงามเหล่านี้เป็นดวงโคม ที่นอกจากจะให้ความสว่างแล้วยังปล่อยความร้อนสู่พื้นที่ภายในห้องใน ปริมาณมาก เมื่อเทียบกับหลอดผอมหรือหลอดฟลูออเรสเซนท์ และหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนท์หรือหลอดตะเกียบ ซึ่งมี ประสิทธิภาพทางพลังงาน (Efficacy) สูงกว่า คือให้ความสว่างมาก แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่า ในห้องที่มีการปรับอากาศ การใช้งาน หลอดตระกูลหลอดไส้เหล่านี้ ทำให้ห้องมีความร้อนเพิ่มมากขึ้น และเครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น

ที่มา: จากกระทรวงพลังงานและทรัพยากรณ์
ซื้อขายบ้าน โครงการบ้านใหม่ ติดตามได้ที่นี่

หลักในการเลือกซื้อ โครงการบ้านใหม่

หลักในการเลือกซื้อ โครงการบ้านใหม่


โครงการบ้านใหม่
ขอขอบคุณภาพ จาก sansiri.com


ที่อยู่อาศัยนั้นก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีสำคัญมากในการที่เราจะดำรงชีวิตของเรา ซึ่งในการเลือกซื้อขายบ้านสักหลังนั้นก็ถือได้ว่ามีความสำคัญมาก ในการที่เราจะได้ต้องพิจารณาหาข้อมูล และเพื่อให้เราได้ซื้อขายบ้านที่ดีและมีความเหมาะกับเราที่สุดแล้ว บทความนี้จึงได้หาข้อมูลดีๆ ที่จะทำให้ท่านได้เลือกซื้อโครงการบ้านใหม่, หรือ ทาวน์โฮม และทาวน์เฮาส์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสดและเป็นประโยชน์ต่อท่านมากที่สุดด้วย

หลังจากที่รัฐบาลนั้นได้อนุมัติโครงการบ้านใหม่หลังแรกที่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้วนั้น และก็ได้มีการตราออกมาเป็นพระราชกฤษฎีกาไว้ว่าด้วยการยกเว้นรัษฏากร ในฉบับที่ 528 เมื่อปี 2554 ซึ่งก็เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลด้วย เพื่อจะสนับสนุนให้ประชาชนที่ยังไม่เคยเป็นเจ้าของบ้าน คอนโดมาก่อน นั้นสามารถซื้อบ้านหรือคอนโดได้เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ โดยอาศัยในมาตรการทางภาษีเข้ามาสนับสนุนด้วย

หากเป็นบ้านโครงการ ท่านก็จะสามารถค้นหาโครงการบ้านต่างๆได้จากดีเวลลอปเปอร์ดังๆได้ในได้ Google ซึ่งก็อาจจะค้นจากคำว่า "โครงการบ้านใหม่" หรืออาจจะ "ราคาโครงการบ้านใหม่" เว็บที่เราได้เจอบ่อยและมีคุณภาพดีก็คือเว็บ เช็คราคา.คอม ซึ่งท่านจะสามารถเลือกตามทำเลและงบประมาณได้ด้วย ในตัวอย่างโครงการบ้านที่ได้เป็นที่นิยมคงหนีไม่พ้นบ้านของ พฤกษา แสนสิริ และของเจ้าอื่นๆเช่นโครงการ พร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟ็ค Property Perfect,หรือ ควอลิตี้เฮ้าส์ Q-House,และจำพวก โนเบิล Nobal, เมเจอร์ Major Development,อาจจะเป็น อนันดา Ananda, หรือ แอลพีเอ็น LPN, ชาญอิสระ Charn Issara, และปริญสิริ Prinsiri, แลนด์แอนด์เฮ้าส์ Land and House,อีกทั้งยัง อารียา Areeya, ทีซีซี TCC, ศุภาลัย Supalai, เอพี AP,และอีกมากมายเช่น นารายณ์พร็อพเพอร์ตี้ Narai property, เอสซีแอสเส็ท SC, ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ฯลฯโดยสิ่งที่ท่านควรรู้ในการเลือกซื้อบ้านจะมีดังนี้ค่ะ

ในประเภทบ้าน
บ้านนั้นก็มีอยู่หลายประเภท ซึ่งในแต่ละประเภทก็จะมีข้อดี ข้อเสีย ที่มีต่างกัน และเราควรเลือกซื้อบ้านที่เหมาะกับขนาดครอบครัว,และ ทำเล, และประเภทของบ้านที่จะรองรับการใช้ชีวิตของเราให้ลงตัวได้ให้มากที่สุดค่ะ
1. บ้านเดี่ยว ก็เป็นบ้านที่มีความเป็นส่วนตัวของครอบครัวมาก ต่อขยายบ้านได้ง่ายดายค่ะ
2. บ้านแฝด จะเป็นบ้าน 2 หลังมีฝาบ้านด้านหนึ่งติดกัน และสร้างขึ้นเป็นคู่ โดยบ้านแฝดมีบริเวณคล้ายบ้านเดี่ยวแต่น้อยกว่าค่ะ
3. ทาวน์เฮาส์ หรือ ทาวน์โฮม จะมีราคาที่ถูก และก็จะอยู่ใกล้เมืองกว่าเมื่อได้เทียบกับบ้านเดี่ยวในราคาที่เท่ากันค่ะ แต่ใช้พื้นทื่น้อยกว่าด้วย

นอกจากนั้น ก็ยังมีบ้านอีกหลายประเภทที่ค่อนข้างน่าสนใจ ได้แก่ บ้านพักตากอากาศต่างๆ และบ้านริมน้ำทะเลสาบ ซึ่งในแต่ส่วนของบ้านริมน้ำทะเลสาบนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นบ้านที่ได้รับความนิยมขึ้นมากเรื่อยๆ โดยด้วยวิวที่สวยงาม ผ่อนคลายค่ะ ที่จะให้เราได้เลือกซื้อขายบ้าน

การเลือกโครงการบ้านใหม่ที่เหมาะสมค่ะ
ในปัจจุบันโครงการบ้านได้เป็นที่นิยมกว่าการสร้างบ้านเองมากเลย คงเพราะได้ในเรื่องของความสะดวก และไม่ยุ่งยากกับขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างค่ะ และการหาช่างผู้รับเหมาที่ไว้ใจได้ด้วย และถ้าหากเลือกโครงการที่มีคุณภาพหรือที่มีชื่อเสียงดีแล้ว ก็จะแน่ใจได้ว่า บ้านที่เราซื้อหามานั้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรานั้น จะสร้างได้เสร็จตามกำหนดแน่นอนและ ตามสเป็ค

ในปัจจุบันนี้ โครการบ้านใหม่ที่สร้างและขายบ้านนั้น ก็มักจะมีทำเลที่ดี เพราะผู้ที่เป็นเจ้าของโครงการจะย่อมเล็งเห็นแล้วว่า ที่ทำเลที่จะทำการสร้างบ้านขาย ต้องเป็นในเขตชุมชนหรือ หรือใกล้กับแหล่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของผู้ที่ต้องการจะซื้อบ้าน อีกทั้งในส่วนผู้ประกอบการด้านนี้ยังมีเงินทุนที่ค่อนข้างมากด้วย จึงสามารถจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านสาธารณูปโภคไว้ให้กับผู้ที่มีความสนใจซื้อบ้านได้ครบถ้วน ทั้งในเรื่องของ ถนนหนทาง,ไฟฟ้า,ประปา,หรือสวนสาธารณะ หรือแม้แต่ด้านการรักษาความปลอดภัยด้วย ซึ่งก็มักจะมี ระบบรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านในเกือบๆทุกโครงการใหญ่ ๆ เลย ซึ่งก็เป็นข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับผู้ที่ได้เลือกที่จะซื้อหาบ้านสำเร็จรูปตามโครงการต่างๆ ไว้ก็เป็นบ้านที่อยู่อาศัยของตนเองด้วย ก็คิดให้ดีก่อนเลือกซื้อขายบ้านกันด้วยนะค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

3 สเต็ปง่ายๆในการเลือกผ้าปูที่นอนให้กับบ้านคุณ

3 สเต็ปง่ายๆในการเลือกผ้าปูที่นอนให้กับบ้านคุณ


ผ้าปูที่นอนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์การนอนให้กับคุณ ซึ่งหลายคนอาจเคยเจอปัญหาที่ไม่สามารถเลือกผ้าปูที่นอนที่มันเหมาะสมกับตัวเองได้ เพราะในท้องตลาดก็มีผ้าปูที่นอนมากมายหลากหลายรูปแบบให้เราได้เลือกสรร แต่ที่น่าตกใจคือ ราคาของผ้าปูที่นอนบางประเภทนั้นมีราคาที่สูงจนคุณนึกไม่ถึง แล้วผ้าปูที่นอนแบบไหนล่ะ ที่เหมาะกับคุณ วันนี้เรามี 3 ขั้นตอนมาเป็นเคล็ดลับตัวช่วยให้คุณเลือกซื้อผ้าปูที่นอนที่ถูกใจได้อย่างง่ายๆ

Step 1 เลือกขนาดของผ้าปูที่นอนให้ตรงกับขนาดที่นอน
สำรวจที่นอนและเตียงของเรานั้นว่ามันมีขนาดเท่าไหร่ เมื่อเราทราบขนาดของที่แน่นอนแล้ว ก็มาเริ่มเลือกผ้าปูที่ขนาดเหมาะพอดีกับที่นอน ไม่ควรเลือกใช้ผ้าปูที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่าที่นอน เพราะจะทำให้ผ้าไม่เรียบตึง เมื่อใช้งานจริงแล้วยังทำให้ผู้นอนนั้นรู้สึกไม่สบายตัว ขณะนอนหลับอีกด้วย

ในเมืองไทยส่วนมาก มีขนาดผ้าปูที่นอน ดังนี้
      • Single fitted sheet 42 X 78 นิ้ว (3.5 X 6.5 ฟุต)
      • Queen fitted sheet 60 X 78 นิ้ว (5 X 6.5 ฟุต)
      • King fitted sheet 72 X 78 นิ้ว (6 X 6.5 ฟุต)

ผ้าปูที่นอนนั้นจะมี 2 แบบที่เป็นตามมาตรฐาน ก็คือ แบบรัดมุม(มียางยืด) และแบบไม่รัดมุม

Step 2 เลือกเนื้อผ้าในแบบที่ใช่
หลังจากทราบขนาดของที่นอนแล้ว ต่อมา เราจะมาดูกันในส่วนของตัวเนื้อผ้า (ปูที่นอน) ซึ่งถือเป็นส่วนไฮไลท์ที่สำคัญ ชนิดของเนื้อผ้าที่แตกต่างกันจะมีผลต่อคุณภาพของผ้าปูโดยตรง โดยท้องตลาดในปัจจุบันนี้มีเนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย อาทิ

ผ้าฝ้าย (Cotton)
เป็นเนื้อผ้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเนื้อผ้ามีความนุ่มสบาย และเป็นเส้นใยที่ได้มาจากธรรมชาติ ถ่ายเทอากาศได้ดี ทำให้ไม่รู้สึกร้อนขณะที่เรานอนหลับ ทั้งยังมีความคงทนและมีหลากหลายราคาให้เลือกซื้อ ผ้าฝ้ายที่เชื่อกันว่าเป็นเนื้อผ้าที่มีคุณภาพดีที่สุด ได้แก่ Egyptian cotton และ Pima cotton ซึ่งมีเส้นใยเหนียวแน่นและทนทาน สำหรับใครที่มองหาผ้าปูที่นอนที่ดูแลรักษาง่าย แนะนำให้เลือกเนื้อผ้าที่ทำจากฝ้าย

ผ้าฝ้ายผสมใยสังเคราะห์ (Poly-cotton)
เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี ถึงแม้จะไม่สามารถระบายอากาศได้ดีเทียบเท่าผ้าฝ้ายแท้แล้ว แต่ฝ้ายผสมใยสังเคราะห์นี้จะยับได้ยากกว่าผ้าฝ้ายแท้ และราคาที่ถูกกว่า

ผ้าซาติน (Satin)
ผ้าซาตินนั้น มีจุดเด่นที่ให้ความรู้สึกนุ่มเรียบลื่น เย็นสบายผิว และดูหรู แต่ผ้าชนิดนี้มีข้อเสียตรงที่อาจจะค่อยไม่ทนทานเท่าผ้าชนิดอื่นๆ

ผ้าไหม (Silk)
แม้จะเป็นผ้าที่ให้ความรู้สึกหรู นุ่มละมุน แต่ข้อเสียของผ้าไหมแบบนี้ คือไม่ทนทานเท่าผ้าชนิดอื่นๆ ทำความก็สะอาดยาก และมีราคาที่สูง นิยมให้เป็นของขวัญสำหรับคู่แต่งงานใหม่

ผ้าสักหลาด (Flannel)
ผ้าสักหลาดนั้น ทำมาจากขนสัตว์ผสมกับฝ้ายหรือใยสังเคราะห์ ให้ความอบอุ่นได้อย่างมากในฤดูหนาว แต่ผ้าชนิดนี้จะไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทยซักเท่าไหร่ เพราะเนื่องจากมีอากาศร้อน

นอกจากนี้ ชนิดผ้าที่แตกต่างกันซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของผ้าปูที่นอนที่แตกต่างกันไปแล้ว ความหนาแน่นของเส้นด้ายในการถักทอก็มีผลต่อราคาและคุณสมบัติของผ้าปู โดยผ้าปูที่นอนคุณภาพดีควรมีความหนาแน่นของเส้นด้ายในการทักถอม (Thread count)

Thread count
เป็นตัวบอกจำนวนของเส้นด้ายที่ทอขึ้นเป็นผ้าต่อหนึ่งตารางนิ้ว ผ้าปูที่นอนส่วนใหญ่นั้นมีจำนวนเส้นด้ายอยู่ที่ 180-300 เส้น โดยถ้า thread count มีค่าที่สูงขึ้นจะทำให้ผ้ามีความนุ่มมากขึ้น รวมถึงราคาที่แพงขึ้นด้วย เนื้อผ้าที่ดีนั้น เส้นด้ายในการทอนั้นต้องทอไม่ต่ำกว่า 350 เส้นด้ายต่อ 10 เซ็นติเมตร จะทำให้ผ้าปูที่นอนนั้นมีคุณภาพ
หลายคนมักจะเข้าใจว่า thread count ที่สูงจะมีคุณภาพดี แต่ในความเป็นจริงนั้น คุณภาพที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อผ้าด้วย เช่น ผ้าที่มี thread count สูงแต่ผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน อาจไม่ให้ความนุ่มและความสบายมากเท่ากับผ้าชนิดที่ดีกว่าได้

Step 3 เลือกสีที่ถูกใจ
เชื่อหรือไม่ว่า โทนสีนั้น มีส่วนอย่างมากต่อสภาวะอารมณ์ของผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกผ้าปูที่นอนสีต่างๆ เรามาดูกันว่า สีไหนส่งผลในด้านใดกันบ้าง

โทนสีเย็น
สีฟ้า เป็นสีที่เหมาะแก่การนอนหลับพักผ่อนมากสุด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งยังทำให้นอนหลับสบาย

สีเขียว ทำให้รู้สึกเราสงบ ผ่อนคลาย และจิตใจให้สดชื่น

สีม่วง เป็นสีกลางระหว่างโทนร้อนกับโทนเย็น ไว้สำหรับห้องนอนเด็ก ผ้าปูที่นอนที่เป็นสีม่วงนับเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

สีดำ ผ้าปูที่นอนสีดำจะทำให้ผู้อาศัยรู้สึกร้อนและจำกัดความกว้างของห้อง ห้องที่มีขนาดเล็กจึงไม่ควรที่จะใช้ แต่สำหรับห้องโล่งกว้างผ้าปูสีดำก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดูเก๋ไปอีกแบบ

สีขาว ถือเป็นสีเบสิคของผ้าปูที่นอน เป็นสีทีให้ความรู้สึกสบายตา เหมาะสำหรับห้องนอนของทุกเพศ ทุกวัย

โทนสีอุ่น
สีแดง เป็นสีที่เพิ่มพลังงานในร่างกายและช่วยในการไหลเวียนสูบฉีดโลหิต สำหรับคนที่รู้สึกซึมเศร้า หดหู่ ผ้าปูที่นอนสีแดงจะช่วยให้รู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นได้

สีส้ม เป็นสีที่ให้ผลใกล้เคียงกับสีแดง คือช่วยให้รู้สึกสบายใจและผ่อนคลายขึ้น

สีเหลือง ทำให้ห้องสว่างขึ้น สำหรับผู้สูงอายุ ที่สายตาไม่ค่อยดี ผ้าปูที่นอนสีเหลืองอ่อนเป็นตัวเลือกที่เหมาะ


       จาก 3 ขั้นตอนง่ายๆ ข้างต้นคงพอจะเป็นไอเดียในการซื้อผ้าปูที่นอนให้กับคุณได้บ้าง ทีนี้ก็ได้เวลาออกไปเลือกแบบที่ใช่ สไตล์ที่ชอบ แล้วพักผ่อนกันให้สบายได้เลย

 สามารถติดตาม ซื้อขายบ้าน ได้ที่นี่

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สิ่งของ10อย่าง ที่คุณควรตัดใจทิ้งมันไปซะ ก่อนที่บ้านจะรก!

สิ่งของ10อย่างที่ควรตัดใจทิ้งก่อนบ้านรก

เคยหรือไม่ เวลาที่เดินๆ อยู่ในบ้านแล้วเดินสะดุดหกล้มเพราะข้าวของที่วางรก ระเกะระกะ ไม่เป็นที่เป็นทาง หรือมือไม้ก็ไปปัดป้องจนไปโดนของตกหล่นในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ มันสามารถอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ว่า เป็นเรื่องของแรงโน้มถ่วง หรืออีกนัยน์หนึ่งก็คือบ้านหรือห้องของคุณเริ่มมีสิ่งของที่ “มันไม่จำเป็น” เยอะเกินไปแล้วนั่นเอง
ปัญหาดังกล่าวนี้ มักจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเจ้าของบ้านเป็นคน “ขี้เสียดาย” และมักจะคิดว่า “เก็บเอาไว้ก่อน เผื่อจะได้ประโยชน์ใช้วันหลัง” เพราะบรรดาสิ่งของใช้เครื่องเหล่านี้ต่างจากพวกของกินที่มีวันหมดอายุระบุแน่นอน แต่ก็เชื่อเหอะ ของที่อยู่ในรายการต่อไปนี้ หากคุณมันเอาไปรีไซเคิล บริจาค หรือขายต่อนั้น น่าจะมีประโยชน์มากกว่าการที่คุณเก็บเอาไว้ให้เต็มพื้นที่บ้านแน่นอน

สิ่งของ 10 อย่างที่ควรทิ้งมากกว่าเก็บไว้
1. รีโมทเก่าๆ
เครื่องใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันส่วนใหญ่ที่ซื้อมา ก็มาคู่พร้อมกับรีโมทคอนโทรล ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี บลูเรย์ เครื่องปรับอากาศ หรือแม้แต่เครื่องดูดฝุ่นบางรุ่น แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งมันเกิดชำรุดแตกหัก ก็ไม่ควรที่จะเก็บไว้ นอกเสียจากคุณต้องการเก็บไว้เป็นอนุสรณ์สิ่งเตือนทางใจว่าครั้งหนึ่งเคยใช้โทรทัศน์รุ่นนี้
2. เครื่องครัวที่มีเอาไว้โชว์ มากกว่าใช้
สำหรับคนบางคน การมีเครื่องครัวที่ครบชุด เป็นเรื่องของความรู้สึกทางใจ แต่ถามว่าได้ใช้บ้างหรือไม่ อาจจะต้องใช้เวลานึกคิดย้อนกลับไปนานหลายเดือน หรืออาจจะเป็นปี ว่าได้ใช้ครั้งสุดท้ายตอนไหน ถ้าคำตอบในใจของคุณตอนนี้ยังคลุมเครือ แนะนำให้ยกให้คนที่น่าจะใช้ประโยชน์ได้มากกว่า เพราะการเก็บไว้นอกจากฝุ่นจะจับแล้ว ของบางอย่าง ยิ่งถ้าเป็นเครื่องไฟฟ้าแล้ว หากไม่ได้ใช้นานๆ มันก็อาจจะเสียได้

3. หนังสือหรือแมกกาซีนที่มีอายุมากกว่า 2 เดือน
หากคุณเป็นนักอ่านตัวยง ปัญหาที่คุณต้องเผชิญพบเจอคือจำนวนหนังสือ-แมกกาซีนที่มันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เว้นเสียแต่ว่าคุณได้สมัครสมาชิกเพื่ออ่านแบบออนไลน์ไว้ การเก็บแมกกาซีนที่ซื้อไว้ในบ้านทุกเล่มคงไม่ใช่ไอเดียที่ดีนัก ดังนั้น ควรจะคัดแยกเล่มที่คุณคิดว่าชอบที่สุด หรือน่าจะเอากลับมาอ่านซ้ำอีกครั้งไว้ในกล่องหรือในที่ที่มั่นใจว่าจะไม่มีฝุ่นหรือปลวกมารังควานได้ ส่วนที่เหลือ หากไม่ขายต่อร้านหนังสือมือสองหรือชั่งกิโลขาย ก็อาจจะนำไปบริจาคให้กับห้องสมุดชุมชนเพื่อเป็นการแชร์ความรู้ให้กับคนอื่นๆ ได้อ่านต่อไป
4. กล่องใส่ของหรือขวดที่ไม่มีฝาปิด
หากเหตุผลที่คุณไม่ใช้กล่องหรือขวดนั้นเพราะว่าไม่มีฝาปิด ก็ไม่มีเหตุจูงใจใดๆ ที่คุณจะเก็บมันไว้ให้รกพื้นที่ นอกเสียจากคุณจะมีไอเดียในการนำไปเป็นพร็อพตกแต่งหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่น รีไซเคิลซะ

5. เสื้อผ้าเก่าที่ใส่ไม่ได้แล้ว
เหตุการณ์แบบนี้มักจะเกิดขึ้นกับคุณสุภาพสตรีขานักช้อปทั้งหลาย ที่เพลิดเพลินบันเทิงใจกับการได้อยู่ในกระแสแห่งแฟชั่นเสมอๆ บางรายซื้อจนลืมใส่ก็มี หรือใส่ครั้งเดียวไม่ถูกใจก็ปลดระวางเก็บทิ้งไว้ในตู้ จนนานวันก็จะแน่นล้นออกมากองนอกตู้ก็มี คุณอาจจะคิดว่าเผื่อวันไหนอยากใส่ก็จะได้หยิบมาใส่ เพราะแฟชั่นสมัยนี้บางทีก็มีวนมาเป็นรอบๆ แต่เชื่อเหอะว่าความสุขของคุณคือการได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ดังนั้น เสื้อผ้าเซ็ทเก่าๆ ที่ไม่มีใช้ก็อาจจะไปโพสต์ขายเป็นเสื้อผ้ามือสอง หรืออาจจะไปบริจาคให้กับการกุศลบ้าง น่าจะดีกว่าเก็บไว้จนเหลือง

6. เครื่องสำอางเก่าเก็บ
อีกหนึ่งเคสสำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่เคยหยุดสวย และมักจะหาเครื่องประทินผิว บำรุงความงามให้กับตัวเองอยู่เสมอ จนบางทีมีมากเกินความจำเป็น หันมาดูอีกทีพื้นที่บนโต๊ะเครื่องแป้งไม่มีที่ว่างเหลือแล้ว ครีมบำรุงผิวและเครื่องสำอางส่วนใหญ่มีอายุของมัน ถ้าเลือกได้ คุณคงไม่อยากจะเอาครีมอายุ 2 ปีมาทาหน้าหรอก ตัดใจทิ้งซะ!

7. รองเท้าเก่า-รองเท้าที่กัด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าปัญหาของหลายๆ บ้านคือเรื่องชั้นวางรองเท้าไม่เพียงพอกับจำนวนรองเท้าที่มี แต่เชื่อเถอะว่าคู่ที่คุณใส่เป็นประจำน่าจะมีแค่ 2-3 คู่ และในจำนวนนั้นอาจเป็นคู่ที่ใส่เพียงแค่ครั้งเดียวเพราะใส่แล้วถูกกัดหรือไม่สบายเท้า ยิ่งคู่ไหนที่ไม่ได้ใส่นานๆ หากเก็บไม่ดีก็อาจจะเสื่อมไปตามสภาพได้
8.โปสการ์ด/ การ์ดอวยพรต่างๆ
การ์ดอวยพรเป็นหนึ่งในตัวแทนความทรงจำดีๆ ที่มาในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีความหมายกับคุณเป็นพิเศษ หากคุณต้องการที่จะเก็บความทรงจำดีๆ เหลานี้ไว้ ก็ให้หากล่องมาใส่ไว้ให้เป็นระเบียบ
9. ร่มที่พังแล้ว
คำถามคือ… เก็บไว้ทำไม? เพราะถึงอย่างไรคุณก็ไม่ได้คิดจะนำร่มที่ด้านหัก สปริงเสียไปซ่อมแทนการซื้อคันใหม่อยู่แล้ว ดังนั้น ทิ้งซะ!
10. ปฎิทินเก่าๆ
นอกเสียจากว่าปีที่ผ่านมาจะเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่ดีจนคุณไม่อยากจะโยนทิ้งสิ่งที่เป็นตัวแทนของปีนั้นทิ้ง หลายคนเสียดายรูปสวยๆ ในปฏิทิน หากเป็นกรณีนี้ คงต้องดึงไอเดียเก๋ๆ ออกมาใช้และแปลงปฎิทินที่หมดอายุการใช้งานเหล่านั้นเป็นของแต่งบ้านชิคๆ ก็น่าสนใจดีนะ
ทีนี้ คุณลองหันไปมองรอบๆ ตัว แล้วดูสิว่าคุณกำลังนั่งอยู่ในบ้านอันแสนสุขหรือสุสานแห่งความทรงจำ หากมีลักษณะใกล้เคียงกับอันหลัง คงถึงเวลาที่คุณจะต้องลงมือจัดการอะไรสักอย่างแล้วล่ะ


ที่มา : ddproperty.com
สามารถติดตาม โครงการบ้านใหม่ และประกาศขายบ้าน ได้ที่ http://home.sanook.com/4805/







เลือกอยู่ในโครงการบ้านใหม่ แบบไหนจะรวย

เลือกอยู่ในโครงการบ้านใหม่ แบบไหนจะรวย

ขอบคุณภาพจาก komchadluek.net

ใครๆก็อยากที่จะรวยด้วยกันทั้งนั้น แต่การที่เราจะร่ำรวยขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่ของง่ายเลย ต้องมีหลากหลายปัจจัยเข้ามามาเกื้อหนุน ถ้าเป็นเรื่องบ้านอาจจะเป็นการขายบ้านเพื่อความรำ่รวย หรือ แน่นอนว่า เรื่อง “ฮวงจุ้ย” ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยเหล่านั้นด้วย ศาสตร์ของฮวงจุ้ยพูดถึงความร่ำรวยเอาไว้มากมายเลย ลองมาดูบ้านของคนรวยๆ กันก่อนว่าบ้านเขาเหล่านั้นได้มีลักษณะตามหลักฮวงจุ้ยอย่างไรกันบ้าง โดยบ้านที่เข้าข่ายที่จะสร้างความร่ำรวยให้เจ้าของบ้านจะต้องมีปัจจัยดังต่อไปนี้ค่ะ

1.ในสภาพแวดล้อมรอบๆบ้านจะต้องมีกำลังส่งเสริมค่ะ
เช่น ถ้าหากบ้านข้างเคียงจะต้องเป็นกลุ่มบ้านที่ดีและมีฐานะใกล้เคียงกัน ไม่ใช่แย่กว่ากัน เพราะกลุ่มคนที่มีฐานะเดียวกันหรือใกล้เคียงกันนั้นจะช่วยเกื้อหนุนกันค่ะ ถ้าบ้านแวดล้อมไปด้วยกลุ่มคนที่มีฐานะที่ต่ำกว่าจะดึงกำลังไป เพราะฉะนั้นถ้าตัวเองเริ่มมีฐานะดีขึ้นแล้วกว่าบ้านข้างเคียง (มากไป) ควรย้ายบ้านไปอยู่ในกลุ่มที่มีฐานะพอๆกันค่ะ เช่น เดิมอยู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ก็ควรย้ายไปอยู่บ้านเดี่ยว เป็นต้น

ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญมากเพราะในการอยู่บ้านที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งที่ด้อยกว่ามากก็จะทำให้ขาดความกระตือรือร้นไป เพราะยังไงบ้านของตัวเองก็ดีกว่าเพื่อนบ้านอยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าไปอยู่ในกลุ่มที่มีฐานะพอๆกันแล้ว ก็จะเกิดแรงกระตุ้นให้ตัวเองสร้างฐานะขึ้นมาให้ดีกว่าเพื่อนบ้านนั่นเองค่ะ

2.บ้านที่ตั้งอยู่ในทิศที่รุ่งเรืองประจำยุคนั้น
หลักฮวงจุ้ยได้สอนในเรื่องของยุคแห่งความรุ่งเรืองซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ 20 ปี และในยุคปัจจุบันคือยุคที่ 8 เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2547-2566 มีทิศรุ่งเรืองที่สุดจะอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือกับในทิศตะวันออกเฉียงใต้ค่ะ บ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศนี้ก็จะได้รับอิทธิพลของความรุ่งเรื่องไปอีก 20 ปีเลยค่ะ

3.แบบบ้านเข้าอยู่ลักษณะเสือขาว-มังกรเขียว
โดยแบบบ้านนั้นจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนตรงกลางคือประธาน และปีกซ้ายของบ้านคือตำแหน่งมังกรเขียว และในส่วนปีกขวาของบ้านคือตำแหน่งเสือ-ขาวค่ะ หลักฮวงจุ้ยบอกว่าบ้านลักษณะนี้จะได้องค์ประกอบบ้านที่สมบูรณ์ และส่งเสริมให้เจ้าของบ้านมีกำลัง และโอกาสที่จะสร้างความร่ำรวยก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

คงพอมองเห็นภาพกันบ้างนะค่ะ ว่าเราต้องขายบ้านเพื่อความร่ำรวยมั้ย หรือโครงการบ้านใหม่ที่เข้าข่ายสร้างความร่ำรวยได้ให้นั้นจะต้องมีองค์ประกอบอะไรกันบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรรู้เอาไว้ก็คือฮวงจุ้ยเป็นเพียงบางส่วน แต่ถ้าอยากรวยก็ต้องช่วยตัวเองด้วยค่ะ ไม่มีใครรวยโดยไม่ทำงานหรอกนะค่ะ