วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แม่ไม้สำคัญ ในการสร้างบ้าน แบบประหยัดทั้งเงินและพลังงาน

แม่ไม้สำคัญ ในการสร้างบ้านประหยัดเงินและประหยัดพลังงาน


1. อย่าใส่แหล่งความร้อน (ลานคอนกรีต) ในบ้าน
ภาย ในบริเวณบ้านไม่ควรมี ลานคอนกรีตในทิศทางรับแสงแดดจัด เช่น ทิศใต้และทิศตะวันตก เนื่องจากในเวลากลางวันคอนกรีตจะกลายเป็นมวลสารสะสมความร้อน (Thermal mass) มีการสะสมความร้อนไว้ในเวลากลางวันในปริมาณมาก ด้วยคุณสมบัติการนำความร้อนของวัสดุและจะถ่ายเทความร้อนกลับสู่บ้านของท่าน ในเวลากลางคืน จึงทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านและตัวบ้านมีอุณหภูมิสูงตามไปด้วย การจัดวางตำแหน่งพื้นคอนกรีตเพื่อเป็นที่จอดรถยนต์หรือชานหรือระเบียงที่ดี ควรเลือกวางในทิศที่ไม่ถูกแสงแดดมาก เช่น ทิศเหนือ ทิศตะวันออกและควรมีร่มเงาจากต้นไม้ช่วยลดปริมาณแสงแดด

2. รั้วบ้าน...ต้องโล่ง...โปร่ง...สบาย
รั้ว บ้านไม่ควรออกแบบให้ มีลักษณะทึบตันเนื่องจากรั้วทึบจะกีดขวางการเคลื่อนที่ของลมเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้ภายในตัวบ้านอับลมนอกจากนี้วัสดุที่ใช้ทำรั้วบางชนิด เช่น อิฐมอญ คอนกรีต เสริมเหล็ก คอนกรีตบล็อก ยังมีคุณสมบัติสะสม

3. อย่าลืม!!ต้นไม้ให้ร่มเงา
การ ปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้านหรือคอนโดนอกจากจะสร้างความร่มรื่นและความสดชื่นสบายตาสบายใจ แก่ผู้อาศัยในบ้านแล้วใบไม้หลากรูปทรงและสีสันที่แผ่กิ่งก้านสาขายังสามารถ ลดแสงแดดที่ตกกระทบตัวบ้านและให้ร่มเงาที่ร่มเย็นแก่ผู้อยู่อาศัยได้เป็น อย่างดีนอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้นไม้ใบหญ้าทั้งหลายยังช่วยลดความร้อนจากสภาพแวดล้อม ด้วยการคายไอน้ำผ่านทางปากใบได้อีกด้วยซึ่งควรพิจารณาตำแหน่งการปลูกต้นไม้ ใหญ่น้อยในบริเวณบ้านให้สัมพันธ์กับร่มเงาที่เกิดขึ้นกับตัวบ้านไว้ล่วงหน้า

ข้อควรระวัง! การปลูกไม้ใหญ่ใกล้บ้านหรือคอนโดเกินไป ต้องระวังรากของต้นไม้ใหญ่จะสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างของบ้านจึงควร ดูความเหมาะสมของชนิดต้นไม้

4. ก่อนสร้าง อย่าลืม!!! พื้นชั้นล่างปูแผ่นพลาสติก
บ้าน พักอาศัยทั่วไปในปัจจุบันทั้งชั้นล่างและชั้นบนมักติดตั้ง เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นและลดความชื้นภายในพื้นที่ กันเป็นจำนวนมาก การเตรียมการก่อสร้างบ้านในส่วนโครงสร้างพื้นชั้นล่างควรปูแผ่นพลาสติก เพื่อป้องกัน ความชื้นที่ระเหยขึ้นจากผิวดิน ซึ่งเป็นผลให้มีความเสียหายที่วัสดุปูพื้นชั้นล่าง และประเด็นที่สำคัญด้านพลังงานคือเกิดการสะสมความชื้นภายในพื้นที่ชั้นล่าง ของตัวบ้านเป็นที่มาของภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นใน ที่สุด สิ่งที่ควรระวังระหว่างการก่อสร้างส่วนดังกล่าว คือ การฉีกขาดเสียหาย ของพลาสติกเนื่องจากเหล็กที่ใช้ในระหว่างการก่อสร้าง จึงต้องมีการเตรียมก่อสร้างไว้ล่วงหน้าเช่นกัน

5. หันบ้านให้ถูกทิศ (ลม-แดด-ฝน) จิตแจ่มใส
การ ออกแบบบ้านเรือนในประเทศไทยไม่ควรหลงลืมปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อการถ่ายเท ความร้อนสู่ตัวบ้าน นั่นคือส่วนใหญ่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทางทิศใต้ (แดดอ้อมใต้) เป็นเวลา 8-9 เดือนและด้วยมุมกระทำของดวงอาทิตย์ต่อพื้นโลกมีค่าน้อย (มุมต่ำ) จึงทำให้การป้องกันแสงแดดทำได้ยากเป็นผลให้ทิศทางดังกล่าวได้รับอิทธิพลจาก แสงแดดรุนแรงเกือบตลอดปี การวางตำแหน่งบ้านและการออกแบบ รูปทรงบ้านที่ดีต้องหลีกเลี่ยงการรับแสงแดดในทิศดังกล่าวนอกจากนี้ลมประจำ (ลมมรสุม) ที่พัดผ่านประเทศไทยมีทิศทางชัดเจนจากทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงฤดูร้อน และฤดูฝน และพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือในฤดูหนาวการวางผังบ้านและทิศทางตำแหน่งช่อง หน้าต่างเพื่อระบายความร้อนในบ้าน จึงต้องคำนึงถึงทิศทางกระแสลมเหล่านี้เป็นสำคัญอีกด้วย

6. มีครัวไทยต้องไม่เชื่อมติดตัวบ้าน
การ ทำครัวแบบไทย นอกจากจะได้อาหารที่มีรสเผ็ดร้อนถูกปากคนไทยแล้วยังก่อให้เกิดความร้อนสะสม ขึ้นในพื้นที่ดังกล่าวในปริมาณมากอีกด้วย อันเนื่องมาจากอุปกรณ์และกิจกรรมการทำครัวต่างๆซึ่งแตกต่างจากครัวฝรั่งโดย สิ้นเชิงความร้อนที่เกิดขึ้นในห้องครัวที่ติดกับตัวบ้านจะสามารถถ่ายเทเข้า สู่พื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็วในลักษณะสะพานความร้อน (Thermal Bridge) และหากห้องติดกันเป็นพื้นที่ปรับ อากาศจะยิ่งสิ้นเปลืองพลังงานในการทำความเย็นของห้องดังกล่าวมากขึ้นโดยใช่ เหตุ แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติมระหว่างห้องครัวกับตัวบ้าน เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

7. ประตูหน้าต่างต้องมีทางลมเข้าออก
การ ระบายความร้อนภายในบ้านโดยใช้ลมธรรมชาติพัดผ่านหน้าต่าง ภายในห้องต้องมีช่องทางให้ลมเข้าและลมออกได้อย่างน้อย 2 ด้านมิฉะนั้นลมจะไม่สามารถไหลผ่านได้และสิ่งที่ดีที่สุดคือการออกแบบให้ช่อง หน้าต่างอยู่ตรงข้ามกันและมีขนาดใหญ่เท่าเทียมกันจะทำให้การระบายความร้อน เกิดขึ้นมากที่สุด นอกจากนี้การวางตำแหน่งช่องหน้าต่างต้องตอบรับทิศทางการเคลื่อนที่ของลม ประจำด้วยแต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าลมที่นำเข้าสู่อาคารต้องทำให้เป็นลมเย็น เสียก่อนจึงจะทำให้การลดความร้อนมีประสิทธิผล

การออกแบบให้ลมไหลผ่านตัวบ้านได้ดีมีข้อควรระวังได้แก่
1. ต้องติดตั้งมุ้งลวดเพื่อกรองฝุ่นละอองเกสรที่จะเข้าบ้าน
2. การติดช่องหน้าต่างในตำแหน่งเยื้องกันจะช่วยบังคับให้ลมไหลผ่านห้องต่าง ๆ ตามตำแหน่งที่ต้องการได้

8. ผังเฟอร์นิเจอร์ต้องเตรียมไว้ก่อน ไม่ร้อนและประหยัดพลังงาน
บ้าน ที่ดีควรมีการจัดวางผังเฟอร์นิเจอร์ในแต่ละห้องไว้ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกในการจัดเตรียมตำแหน่งติดตั้ง ปลั๊ก สวิทช์ ไว้ให้ เพียงพอสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆในบ้าน นอกจากนี้การเตรียมการดังกล่าวไว้ล่วงหน้าจะตรวจสอบได้ว่าตำแหน่งใดในบ้านมี เฟอร์นิเจอร์วางกีดขวางการเคลื่อนที่ของกระแสลมหรือไม่หรือตอบรับแสงสว่าง ธรรมชาติและกระแสลมธรรมชาติมากน้อยเพียงใดและควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไรให้ดี ขึ้น ควรแยกอุปกรณ์ที่จะสร้างความร้อนออกนอกห้องปรับอากาศ เช่น ตู้เย็น เครื่องต้มน้ำ

9. อย่า!!! มีบ่อน้ำหรือนำพุในห้องปรับอากาศ
คุณสมบัติ ทางอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ คือ การลดอุณหภูมิและความชื้น ทำให้พื้นที่ห้องต่าง ๆ อยู่ในสภาวะสบาย ซึ่งการตกแต่งประดับพื้นที่ภายในห้องด้วยน้ำพุ น้ำตก อ่างเลี้ยงปลา หรือแจกันดอกไม้ ย่อมทำให้ภายในห้องมีแหล่งความชื้นเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นและทำให้เครื่อง ปรับอากาศต้องใช้พลังงานในการลดความชื้นมากกว่าปกติ

10. ช่องอากาศที่หลังคาพาคลายร้อน
หลังคา ที่ดีนอกจากจะสามารถคุ้มแดดคุ้มฝนได้ ยังต้องมีคุณสมบัติ ในการป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้อีกด้วย ภายในช่องว่างใต้หลังคา เป็นพื้นที่เก็บกักความร้อนที่แผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ก่อนถ่ายเทเข้าสู่ พื้นที่ส่วนต่างๆภายในบ้านดังนั้นการออกแบบให้มีการระบายอากาศ (ร้อน) ภายในหลังคาออกไปสู่ภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องลมบริเวณจั่วหลังคาหรือระแนงชายคาจึงเป็นเรื่องที่ดีต่อการ ลดความร้อนในบ้าน แต่พึงระวังให้การระบายอากาศร้อนดังกล่าวอยู่เหนือฉนวนภายในฝ้าเพดาน มิฉะนั้นความร้อน จะสามารถถ่ายเทลงสู่ตัวบ้านได้อยู่ดี

ข้อควรระวัง คือ
1. ต้องมีการติดตั้งตาข่ายป้องกันนก แมลง เข้าไปทำรังใต้หลังคาด้วย
2. ต้องมีการป้องกันฝนเข้าช่องเปิดระบายอากาศด้วย

11. ต้องใส่"ฉนวน"ที่หลังคาเสมอ
ฉนวน กันความร้อนเป็นอุปกรณ์ที่สามารถกั้นหรือป้องกัน ความร้อนที่เกิดขึ้นจากแสงแดดไม่ให้เข้าสู่บ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นจากส่วนผนังหรือหลังคาบ้าน แต่ช่องทางที่ความร้อนจากแสงแดดถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้านได้มากที่สุดในเวลากลาง วันคือพื้นที่หลังคา ดังนั้นการลดความร้อนจาก จากพื้นที่ดังกล่าว ด้วยการใช้ฉนวนซึ่งมีรูปแบบและการติดตั้งที่เหมาะสมกับพื้นที่ สอดคล้องกับการใช้งานจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการลดการใช้พลังงานภายใน บ้าน

12. กันแสงแดดดีต้องมีชายคา
กันสาด หรือชายคาบ้านเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญกับอาคาร บ้านเรือนในเขตร้อนเช่นประเทศไทย เนื่องจากมีคุณสมบัติการ ป้องกันแสงแดด(ความร้อน)ไม่ให้ตกกระทบผนังและส่องผ่านเข้าสู่ช่องแสงและ หน้าต่างได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ตำแหน่ง และทิศทางการติดตั้งกันสาดที่มีความจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านที่มีแสงแดดรุนแรง ได้แก่ ทิศใต้และทิศตะวันตก นอกจากนี้ ข้อดีอีกประการของการติดตั้งชายคาและกันสาด คือ เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการป้องกันฝนเข้าสู่ ตัวบ้านอีกด้วย

13. ห้องไหนๆติดเครื่องปรับอากาศ อย่าลืมติดฉนวน
การ ลดภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่สำคัญ คือ ลดความร้อนที่ถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้านและพื้นที่ใช้สอย ดังนั้น การติดตั้งฉนวนกันความร้อนในพื้นที่ห้องที่ปรับอากาศเพื่อลดความร้อนนอกจาก จะทำให้ห้องเย็นสบายจากแสงแดดและ ป้องกันความร้อนเข้าตัวบ้านแล้วยังทำให้สภาพภายในห้องปรับลดอุณหภูมิลงอย่าง รวดเร็วเนื่องจากมีความร้อนสะสมอยู่ภายในห้องน้อยจึงช่วยลดค่าไฟฟ้าของ เครื่องปรับอากาศได้

14. บานเกล็ด บานเปิด บานเลื่อน ต้องใช้ให้เหมาะสม
หน้าต่าง แต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการใช้สอยที่แตกต่างกันตามความต้องการ จึงควรเลือกชนิดของหน้าต่างให้ เหมาะสมกับพื้นที่ภายในห้อง...หน้าต่างบานเปิดมีประสิทธิภาพในการรับกระแสลม สูงที่สุด...แต่อย่างไรก็ตาม ต้องจัดวางให้สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของกระแสลมด้วย นอกจากนี้พึงระวังการใช้หน้าต่างบานเกล็ดในห้อง ปรับอากาศ เพราะหน้าต่างชนิดนี้มีรอยต่อมาก ทำให้อากาศภายนอกรั่วซึมเข้ามาได้ง่าย จึงส่งผลให้ความร้อนและ ความชื้นถ่ายเทสู่ภายในห้องได้สะดวกเช่นกัน ซึ่งเป็นผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น

15. ทาสีผนังให้ใช้สีอ่อน ไม่ร้อนดี แต่ถ้าเปลี่ยนสี (เข้ม) ต้องมีฉนวน
สี ผนังมีผลต่อการสะท้อนแสงแดดและความร้อนเข้าสู่อาคารมากน้อยต่างกัน สีอ่อนจะมีคุณสมบัติสะท้อนแสงแดด และการถ่ายเทความร้อนเข้าภายในบ้านดีกว่า สีเข้มตามลำดับความเข้มของสี ผนังภายนอกที่สัมผัสแสงแดดจึงควรเลือกใช้สีโทนอ่อน เช่น ขาว ครีม เป็นต้น เพื่อช่วยสะท้อนความร้อน ในทางกลับกันหากต้องการทาสีผนังภายนอกบ้านเป็นสีเข้มก็สามารถ กระทำได้ แต่ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งที่โดนแสงแดดหรือต้องมีการติดตั้งฉนวนกันความร้อนใน บริเวณนั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันความร้อนเป็นการชดเชย นอกจากสีภายนอกอาคารแล้ว การทาสีภายในอาคารด้วยสีอ่อน จะช่วยสะท้อนแสงภายในห้อง เพิ่มความสว่างภายในบ้าน ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดใช้โคมไฟมากเกินไป

16. ห้องติดเครื่องปรับอากาศต้องไม่ไร้บังใบประตูหน้าต่าง
ความ ชื้นในอากาศที่รั่วซึมเข้าภายในอาคารบ้านเรือน (Air Infiltration) เป็นสาเหตุของภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ และ ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการป้องกันปัญหาด้วยการออกแบบที่กระทำได้ไม่ลำบากคือ การเลือกใช้ประตูและหน้าต่างห้องในบ้านที่มีการบังใบวงกบ เพื่อลดการรั่วซึมของ อากาศร้อนและความชื้นจากภายนอกที่ไหลผ่านรอยต่อวงกบ ประตู หน้าต่าง เข้าสู่ภายใน

กรณี บานหน้าต่างสามารถใช้ซิลิโคนสีใสช่วยปิดช่องอากาศรั่วได้ ส่วนกรณีบานประตูก็สามารถซื้อแผ่นพลาสติกปิดช่องอากาศรั่วมาติดเพิ่มเติม ได้ในภายหลัง โดยควรเลือกชนิดพลาสติกจะทำความสะอาดและกันลมรั่วได้ดีกว่าแบบผ้า

17. ห้องน้ำดีต้องมีแสงแดด
ผนัง ห้องน้ำ เป็นพื้นที่ ไม่กี่จุดในบ้านที่ควรจัดวางให้สัมผัสแสงแดดมากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัยและเพื่อลดความชื้นสะสมภายในตัวบ้าน นอกจากนี้การเลือกวางตำแหน่งห้องน้ำทางด้าน ทิศตะวันตกหรือทิศใต้ ยังมีข้อดีในการเป็นพื้นที่กันชน (Buffer Zone) ระหว่างแสงแดดกับพื้นที่ในบ้านได้อีกด้วย

นอกจากจะต้องมีช่องแสงแดด ที่มากแล้ว ควรมีช่องลมในปริมาณที่มากพอ เพื่อระบายความชื้นภายในห้องน้ำด้วยซึ่งมีข้อควรระวัง คือ ติดตาข่ายป้องกันแมลงที่ช่องลมด้วย

18. รับแสงเหนือเพื่อประหยัดแสงไฟ
ช่อง แสงหรือหน้าต่างภายในบ้านควรออกแบบจัดวางให้เอื้อต่อการนำแสงธรรมชาติส่อง เข้ามาภายในห้องได้ ทุกๆห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องอาหาร หรือแม้แต่ห้องน้ำ ห้องเก็บของและบันได เพื่อลด การใช้พลังงานไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าในบ้าน เนื่องจากแสงธรรมชาติเป็นแสงที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดและไม่เสีย ค่าใช้จ่าย แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่มากับแสงธรรมชาติ คือความร้อน ดังนั้นทิศทางช่องแสงหรือหน้าต่างในบ้าน ที่ดีที่สุด คือทิศเหนือ เนื่องจากได้รับอิทธิพลความร้อนของแสงแดดน้อยที่สุดในรอบปี (ดวงอาทิตย์อ้อมเหนือเพียง 3 เดือน) และมีลักษณะความสว่างคงที่ (Uniform) ในแต่ละวัน

19. คอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ...ต้องวางให้ถูกที่
การ วางตำแหน่งคอมเพรสเซอร์ นอกจากจะพิจารณาเรื่องความ สวยงามแล้วยังมีผลอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง ปรับอากาศและการทำความเย็นภายในห้อง จึงควรเลือกวางตำแหน่ง เครื่องให้อยู่ในจุดที่พัดลมของเครื่องสามารถระบายความร้อน ได้สะดวก ไม่มีสิ่งกีดขวางทิศทางลม และนอกจากนี้ตัวเครื่องต้อง ไม่ได้รับความร้อนจากแสงแดดมากนักในช่วงเวลากลางวัน เช่น ทิศเหนือหรือตะวันออก เพราะการสะสมความร้อนที่ตัวเครื่องใน ปริมาณมาก จะทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟมากขึ้น

20. ไม่ใช้หลอดไส้..หลอดร้อนหลากสี.. ชีวีเป็นสุข
หลอด ไฟฟ้าชนิดหลอดไส้ (Incandescent Lamp) หลอด ฮาโลเจน (Halogen Lamp) ที่มีสีสันสวยงามเหล่านี้เป็นดวงโคม ที่นอกจากจะให้ความสว่างแล้วยังปล่อยความร้อนสู่พื้นที่ภายในห้องใน ปริมาณมาก เมื่อเทียบกับหลอดผอมหรือหลอดฟลูออเรสเซนท์ และหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนท์หรือหลอดตะเกียบ ซึ่งมี ประสิทธิภาพทางพลังงาน (Efficacy) สูงกว่า คือให้ความสว่างมาก แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่า ในห้องที่มีการปรับอากาศ การใช้งาน หลอดตระกูลหลอดไส้เหล่านี้ ทำให้ห้องมีความร้อนเพิ่มมากขึ้น และเครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น

ที่มา: จากกระทรวงพลังงานและทรัพยากรณ์
ซื้อขายบ้าน โครงการบ้านใหม่ ติดตามได้ที่นี่

หลักในการเลือกซื้อ โครงการบ้านใหม่

หลักในการเลือกซื้อ โครงการบ้านใหม่


โครงการบ้านใหม่
ขอขอบคุณภาพ จาก sansiri.com


ที่อยู่อาศัยนั้นก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีสำคัญมากในการที่เราจะดำรงชีวิตของเรา ซึ่งในการเลือกซื้อขายบ้านสักหลังนั้นก็ถือได้ว่ามีความสำคัญมาก ในการที่เราจะได้ต้องพิจารณาหาข้อมูล และเพื่อให้เราได้ซื้อขายบ้านที่ดีและมีความเหมาะกับเราที่สุดแล้ว บทความนี้จึงได้หาข้อมูลดีๆ ที่จะทำให้ท่านได้เลือกซื้อโครงการบ้านใหม่, หรือ ทาวน์โฮม และทาวน์เฮาส์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสดและเป็นประโยชน์ต่อท่านมากที่สุดด้วย

หลังจากที่รัฐบาลนั้นได้อนุมัติโครงการบ้านใหม่หลังแรกที่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้วนั้น และก็ได้มีการตราออกมาเป็นพระราชกฤษฎีกาไว้ว่าด้วยการยกเว้นรัษฏากร ในฉบับที่ 528 เมื่อปี 2554 ซึ่งก็เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลด้วย เพื่อจะสนับสนุนให้ประชาชนที่ยังไม่เคยเป็นเจ้าของบ้าน คอนโดมาก่อน นั้นสามารถซื้อบ้านหรือคอนโดได้เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ โดยอาศัยในมาตรการทางภาษีเข้ามาสนับสนุนด้วย

หากเป็นบ้านโครงการ ท่านก็จะสามารถค้นหาโครงการบ้านต่างๆได้จากดีเวลลอปเปอร์ดังๆได้ในได้ Google ซึ่งก็อาจจะค้นจากคำว่า "โครงการบ้านใหม่" หรืออาจจะ "ราคาโครงการบ้านใหม่" เว็บที่เราได้เจอบ่อยและมีคุณภาพดีก็คือเว็บ เช็คราคา.คอม ซึ่งท่านจะสามารถเลือกตามทำเลและงบประมาณได้ด้วย ในตัวอย่างโครงการบ้านที่ได้เป็นที่นิยมคงหนีไม่พ้นบ้านของ พฤกษา แสนสิริ และของเจ้าอื่นๆเช่นโครงการ พร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟ็ค Property Perfect,หรือ ควอลิตี้เฮ้าส์ Q-House,และจำพวก โนเบิล Nobal, เมเจอร์ Major Development,อาจจะเป็น อนันดา Ananda, หรือ แอลพีเอ็น LPN, ชาญอิสระ Charn Issara, และปริญสิริ Prinsiri, แลนด์แอนด์เฮ้าส์ Land and House,อีกทั้งยัง อารียา Areeya, ทีซีซี TCC, ศุภาลัย Supalai, เอพี AP,และอีกมากมายเช่น นารายณ์พร็อพเพอร์ตี้ Narai property, เอสซีแอสเส็ท SC, ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ฯลฯโดยสิ่งที่ท่านควรรู้ในการเลือกซื้อบ้านจะมีดังนี้ค่ะ

ในประเภทบ้าน
บ้านนั้นก็มีอยู่หลายประเภท ซึ่งในแต่ละประเภทก็จะมีข้อดี ข้อเสีย ที่มีต่างกัน และเราควรเลือกซื้อบ้านที่เหมาะกับขนาดครอบครัว,และ ทำเล, และประเภทของบ้านที่จะรองรับการใช้ชีวิตของเราให้ลงตัวได้ให้มากที่สุดค่ะ
1. บ้านเดี่ยว ก็เป็นบ้านที่มีความเป็นส่วนตัวของครอบครัวมาก ต่อขยายบ้านได้ง่ายดายค่ะ
2. บ้านแฝด จะเป็นบ้าน 2 หลังมีฝาบ้านด้านหนึ่งติดกัน และสร้างขึ้นเป็นคู่ โดยบ้านแฝดมีบริเวณคล้ายบ้านเดี่ยวแต่น้อยกว่าค่ะ
3. ทาวน์เฮาส์ หรือ ทาวน์โฮม จะมีราคาที่ถูก และก็จะอยู่ใกล้เมืองกว่าเมื่อได้เทียบกับบ้านเดี่ยวในราคาที่เท่ากันค่ะ แต่ใช้พื้นทื่น้อยกว่าด้วย

นอกจากนั้น ก็ยังมีบ้านอีกหลายประเภทที่ค่อนข้างน่าสนใจ ได้แก่ บ้านพักตากอากาศต่างๆ และบ้านริมน้ำทะเลสาบ ซึ่งในแต่ส่วนของบ้านริมน้ำทะเลสาบนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นบ้านที่ได้รับความนิยมขึ้นมากเรื่อยๆ โดยด้วยวิวที่สวยงาม ผ่อนคลายค่ะ ที่จะให้เราได้เลือกซื้อขายบ้าน

การเลือกโครงการบ้านใหม่ที่เหมาะสมค่ะ
ในปัจจุบันโครงการบ้านได้เป็นที่นิยมกว่าการสร้างบ้านเองมากเลย คงเพราะได้ในเรื่องของความสะดวก และไม่ยุ่งยากกับขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างค่ะ และการหาช่างผู้รับเหมาที่ไว้ใจได้ด้วย และถ้าหากเลือกโครงการที่มีคุณภาพหรือที่มีชื่อเสียงดีแล้ว ก็จะแน่ใจได้ว่า บ้านที่เราซื้อหามานั้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรานั้น จะสร้างได้เสร็จตามกำหนดแน่นอนและ ตามสเป็ค

ในปัจจุบันนี้ โครการบ้านใหม่ที่สร้างและขายบ้านนั้น ก็มักจะมีทำเลที่ดี เพราะผู้ที่เป็นเจ้าของโครงการจะย่อมเล็งเห็นแล้วว่า ที่ทำเลที่จะทำการสร้างบ้านขาย ต้องเป็นในเขตชุมชนหรือ หรือใกล้กับแหล่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของผู้ที่ต้องการจะซื้อบ้าน อีกทั้งในส่วนผู้ประกอบการด้านนี้ยังมีเงินทุนที่ค่อนข้างมากด้วย จึงสามารถจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านสาธารณูปโภคไว้ให้กับผู้ที่มีความสนใจซื้อบ้านได้ครบถ้วน ทั้งในเรื่องของ ถนนหนทาง,ไฟฟ้า,ประปา,หรือสวนสาธารณะ หรือแม้แต่ด้านการรักษาความปลอดภัยด้วย ซึ่งก็มักจะมี ระบบรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านในเกือบๆทุกโครงการใหญ่ ๆ เลย ซึ่งก็เป็นข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับผู้ที่ได้เลือกที่จะซื้อหาบ้านสำเร็จรูปตามโครงการต่างๆ ไว้ก็เป็นบ้านที่อยู่อาศัยของตนเองด้วย ก็คิดให้ดีก่อนเลือกซื้อขายบ้านกันด้วยนะค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

3 สเต็ปง่ายๆในการเลือกผ้าปูที่นอนให้กับบ้านคุณ

3 สเต็ปง่ายๆในการเลือกผ้าปูที่นอนให้กับบ้านคุณ


ผ้าปูที่นอนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์การนอนให้กับคุณ ซึ่งหลายคนอาจเคยเจอปัญหาที่ไม่สามารถเลือกผ้าปูที่นอนที่มันเหมาะสมกับตัวเองได้ เพราะในท้องตลาดก็มีผ้าปูที่นอนมากมายหลากหลายรูปแบบให้เราได้เลือกสรร แต่ที่น่าตกใจคือ ราคาของผ้าปูที่นอนบางประเภทนั้นมีราคาที่สูงจนคุณนึกไม่ถึง แล้วผ้าปูที่นอนแบบไหนล่ะ ที่เหมาะกับคุณ วันนี้เรามี 3 ขั้นตอนมาเป็นเคล็ดลับตัวช่วยให้คุณเลือกซื้อผ้าปูที่นอนที่ถูกใจได้อย่างง่ายๆ

Step 1 เลือกขนาดของผ้าปูที่นอนให้ตรงกับขนาดที่นอน
สำรวจที่นอนและเตียงของเรานั้นว่ามันมีขนาดเท่าไหร่ เมื่อเราทราบขนาดของที่แน่นอนแล้ว ก็มาเริ่มเลือกผ้าปูที่ขนาดเหมาะพอดีกับที่นอน ไม่ควรเลือกใช้ผ้าปูที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่าที่นอน เพราะจะทำให้ผ้าไม่เรียบตึง เมื่อใช้งานจริงแล้วยังทำให้ผู้นอนนั้นรู้สึกไม่สบายตัว ขณะนอนหลับอีกด้วย

ในเมืองไทยส่วนมาก มีขนาดผ้าปูที่นอน ดังนี้
      • Single fitted sheet 42 X 78 นิ้ว (3.5 X 6.5 ฟุต)
      • Queen fitted sheet 60 X 78 นิ้ว (5 X 6.5 ฟุต)
      • King fitted sheet 72 X 78 นิ้ว (6 X 6.5 ฟุต)

ผ้าปูที่นอนนั้นจะมี 2 แบบที่เป็นตามมาตรฐาน ก็คือ แบบรัดมุม(มียางยืด) และแบบไม่รัดมุม

Step 2 เลือกเนื้อผ้าในแบบที่ใช่
หลังจากทราบขนาดของที่นอนแล้ว ต่อมา เราจะมาดูกันในส่วนของตัวเนื้อผ้า (ปูที่นอน) ซึ่งถือเป็นส่วนไฮไลท์ที่สำคัญ ชนิดของเนื้อผ้าที่แตกต่างกันจะมีผลต่อคุณภาพของผ้าปูโดยตรง โดยท้องตลาดในปัจจุบันนี้มีเนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย อาทิ

ผ้าฝ้าย (Cotton)
เป็นเนื้อผ้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเนื้อผ้ามีความนุ่มสบาย และเป็นเส้นใยที่ได้มาจากธรรมชาติ ถ่ายเทอากาศได้ดี ทำให้ไม่รู้สึกร้อนขณะที่เรานอนหลับ ทั้งยังมีความคงทนและมีหลากหลายราคาให้เลือกซื้อ ผ้าฝ้ายที่เชื่อกันว่าเป็นเนื้อผ้าที่มีคุณภาพดีที่สุด ได้แก่ Egyptian cotton และ Pima cotton ซึ่งมีเส้นใยเหนียวแน่นและทนทาน สำหรับใครที่มองหาผ้าปูที่นอนที่ดูแลรักษาง่าย แนะนำให้เลือกเนื้อผ้าที่ทำจากฝ้าย

ผ้าฝ้ายผสมใยสังเคราะห์ (Poly-cotton)
เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี ถึงแม้จะไม่สามารถระบายอากาศได้ดีเทียบเท่าผ้าฝ้ายแท้แล้ว แต่ฝ้ายผสมใยสังเคราะห์นี้จะยับได้ยากกว่าผ้าฝ้ายแท้ และราคาที่ถูกกว่า

ผ้าซาติน (Satin)
ผ้าซาตินนั้น มีจุดเด่นที่ให้ความรู้สึกนุ่มเรียบลื่น เย็นสบายผิว และดูหรู แต่ผ้าชนิดนี้มีข้อเสียตรงที่อาจจะค่อยไม่ทนทานเท่าผ้าชนิดอื่นๆ

ผ้าไหม (Silk)
แม้จะเป็นผ้าที่ให้ความรู้สึกหรู นุ่มละมุน แต่ข้อเสียของผ้าไหมแบบนี้ คือไม่ทนทานเท่าผ้าชนิดอื่นๆ ทำความก็สะอาดยาก และมีราคาที่สูง นิยมให้เป็นของขวัญสำหรับคู่แต่งงานใหม่

ผ้าสักหลาด (Flannel)
ผ้าสักหลาดนั้น ทำมาจากขนสัตว์ผสมกับฝ้ายหรือใยสังเคราะห์ ให้ความอบอุ่นได้อย่างมากในฤดูหนาว แต่ผ้าชนิดนี้จะไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทยซักเท่าไหร่ เพราะเนื่องจากมีอากาศร้อน

นอกจากนี้ ชนิดผ้าที่แตกต่างกันซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของผ้าปูที่นอนที่แตกต่างกันไปแล้ว ความหนาแน่นของเส้นด้ายในการถักทอก็มีผลต่อราคาและคุณสมบัติของผ้าปู โดยผ้าปูที่นอนคุณภาพดีควรมีความหนาแน่นของเส้นด้ายในการทักถอม (Thread count)

Thread count
เป็นตัวบอกจำนวนของเส้นด้ายที่ทอขึ้นเป็นผ้าต่อหนึ่งตารางนิ้ว ผ้าปูที่นอนส่วนใหญ่นั้นมีจำนวนเส้นด้ายอยู่ที่ 180-300 เส้น โดยถ้า thread count มีค่าที่สูงขึ้นจะทำให้ผ้ามีความนุ่มมากขึ้น รวมถึงราคาที่แพงขึ้นด้วย เนื้อผ้าที่ดีนั้น เส้นด้ายในการทอนั้นต้องทอไม่ต่ำกว่า 350 เส้นด้ายต่อ 10 เซ็นติเมตร จะทำให้ผ้าปูที่นอนนั้นมีคุณภาพ
หลายคนมักจะเข้าใจว่า thread count ที่สูงจะมีคุณภาพดี แต่ในความเป็นจริงนั้น คุณภาพที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อผ้าด้วย เช่น ผ้าที่มี thread count สูงแต่ผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน อาจไม่ให้ความนุ่มและความสบายมากเท่ากับผ้าชนิดที่ดีกว่าได้

Step 3 เลือกสีที่ถูกใจ
เชื่อหรือไม่ว่า โทนสีนั้น มีส่วนอย่างมากต่อสภาวะอารมณ์ของผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกผ้าปูที่นอนสีต่างๆ เรามาดูกันว่า สีไหนส่งผลในด้านใดกันบ้าง

โทนสีเย็น
สีฟ้า เป็นสีที่เหมาะแก่การนอนหลับพักผ่อนมากสุด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งยังทำให้นอนหลับสบาย

สีเขียว ทำให้รู้สึกเราสงบ ผ่อนคลาย และจิตใจให้สดชื่น

สีม่วง เป็นสีกลางระหว่างโทนร้อนกับโทนเย็น ไว้สำหรับห้องนอนเด็ก ผ้าปูที่นอนที่เป็นสีม่วงนับเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

สีดำ ผ้าปูที่นอนสีดำจะทำให้ผู้อาศัยรู้สึกร้อนและจำกัดความกว้างของห้อง ห้องที่มีขนาดเล็กจึงไม่ควรที่จะใช้ แต่สำหรับห้องโล่งกว้างผ้าปูสีดำก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดูเก๋ไปอีกแบบ

สีขาว ถือเป็นสีเบสิคของผ้าปูที่นอน เป็นสีทีให้ความรู้สึกสบายตา เหมาะสำหรับห้องนอนของทุกเพศ ทุกวัย

โทนสีอุ่น
สีแดง เป็นสีที่เพิ่มพลังงานในร่างกายและช่วยในการไหลเวียนสูบฉีดโลหิต สำหรับคนที่รู้สึกซึมเศร้า หดหู่ ผ้าปูที่นอนสีแดงจะช่วยให้รู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นได้

สีส้ม เป็นสีที่ให้ผลใกล้เคียงกับสีแดง คือช่วยให้รู้สึกสบายใจและผ่อนคลายขึ้น

สีเหลือง ทำให้ห้องสว่างขึ้น สำหรับผู้สูงอายุ ที่สายตาไม่ค่อยดี ผ้าปูที่นอนสีเหลืองอ่อนเป็นตัวเลือกที่เหมาะ


       จาก 3 ขั้นตอนง่ายๆ ข้างต้นคงพอจะเป็นไอเดียในการซื้อผ้าปูที่นอนให้กับคุณได้บ้าง ทีนี้ก็ได้เวลาออกไปเลือกแบบที่ใช่ สไตล์ที่ชอบ แล้วพักผ่อนกันให้สบายได้เลย

 สามารถติดตาม ซื้อขายบ้าน ได้ที่นี่

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สิ่งของ10อย่าง ที่คุณควรตัดใจทิ้งมันไปซะ ก่อนที่บ้านจะรก!

สิ่งของ10อย่างที่ควรตัดใจทิ้งก่อนบ้านรก

เคยหรือไม่ เวลาที่เดินๆ อยู่ในบ้านแล้วเดินสะดุดหกล้มเพราะข้าวของที่วางรก ระเกะระกะ ไม่เป็นที่เป็นทาง หรือมือไม้ก็ไปปัดป้องจนไปโดนของตกหล่นในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ มันสามารถอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ว่า เป็นเรื่องของแรงโน้มถ่วง หรืออีกนัยน์หนึ่งก็คือบ้านหรือห้องของคุณเริ่มมีสิ่งของที่ “มันไม่จำเป็น” เยอะเกินไปแล้วนั่นเอง
ปัญหาดังกล่าวนี้ มักจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเจ้าของบ้านเป็นคน “ขี้เสียดาย” และมักจะคิดว่า “เก็บเอาไว้ก่อน เผื่อจะได้ประโยชน์ใช้วันหลัง” เพราะบรรดาสิ่งของใช้เครื่องเหล่านี้ต่างจากพวกของกินที่มีวันหมดอายุระบุแน่นอน แต่ก็เชื่อเหอะ ของที่อยู่ในรายการต่อไปนี้ หากคุณมันเอาไปรีไซเคิล บริจาค หรือขายต่อนั้น น่าจะมีประโยชน์มากกว่าการที่คุณเก็บเอาไว้ให้เต็มพื้นที่บ้านแน่นอน

สิ่งของ 10 อย่างที่ควรทิ้งมากกว่าเก็บไว้
1. รีโมทเก่าๆ
เครื่องใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันส่วนใหญ่ที่ซื้อมา ก็มาคู่พร้อมกับรีโมทคอนโทรล ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี บลูเรย์ เครื่องปรับอากาศ หรือแม้แต่เครื่องดูดฝุ่นบางรุ่น แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งมันเกิดชำรุดแตกหัก ก็ไม่ควรที่จะเก็บไว้ นอกเสียจากคุณต้องการเก็บไว้เป็นอนุสรณ์สิ่งเตือนทางใจว่าครั้งหนึ่งเคยใช้โทรทัศน์รุ่นนี้
2. เครื่องครัวที่มีเอาไว้โชว์ มากกว่าใช้
สำหรับคนบางคน การมีเครื่องครัวที่ครบชุด เป็นเรื่องของความรู้สึกทางใจ แต่ถามว่าได้ใช้บ้างหรือไม่ อาจจะต้องใช้เวลานึกคิดย้อนกลับไปนานหลายเดือน หรืออาจจะเป็นปี ว่าได้ใช้ครั้งสุดท้ายตอนไหน ถ้าคำตอบในใจของคุณตอนนี้ยังคลุมเครือ แนะนำให้ยกให้คนที่น่าจะใช้ประโยชน์ได้มากกว่า เพราะการเก็บไว้นอกจากฝุ่นจะจับแล้ว ของบางอย่าง ยิ่งถ้าเป็นเครื่องไฟฟ้าแล้ว หากไม่ได้ใช้นานๆ มันก็อาจจะเสียได้

3. หนังสือหรือแมกกาซีนที่มีอายุมากกว่า 2 เดือน
หากคุณเป็นนักอ่านตัวยง ปัญหาที่คุณต้องเผชิญพบเจอคือจำนวนหนังสือ-แมกกาซีนที่มันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เว้นเสียแต่ว่าคุณได้สมัครสมาชิกเพื่ออ่านแบบออนไลน์ไว้ การเก็บแมกกาซีนที่ซื้อไว้ในบ้านทุกเล่มคงไม่ใช่ไอเดียที่ดีนัก ดังนั้น ควรจะคัดแยกเล่มที่คุณคิดว่าชอบที่สุด หรือน่าจะเอากลับมาอ่านซ้ำอีกครั้งไว้ในกล่องหรือในที่ที่มั่นใจว่าจะไม่มีฝุ่นหรือปลวกมารังควานได้ ส่วนที่เหลือ หากไม่ขายต่อร้านหนังสือมือสองหรือชั่งกิโลขาย ก็อาจจะนำไปบริจาคให้กับห้องสมุดชุมชนเพื่อเป็นการแชร์ความรู้ให้กับคนอื่นๆ ได้อ่านต่อไป
4. กล่องใส่ของหรือขวดที่ไม่มีฝาปิด
หากเหตุผลที่คุณไม่ใช้กล่องหรือขวดนั้นเพราะว่าไม่มีฝาปิด ก็ไม่มีเหตุจูงใจใดๆ ที่คุณจะเก็บมันไว้ให้รกพื้นที่ นอกเสียจากคุณจะมีไอเดียในการนำไปเป็นพร็อพตกแต่งหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่น รีไซเคิลซะ

5. เสื้อผ้าเก่าที่ใส่ไม่ได้แล้ว
เหตุการณ์แบบนี้มักจะเกิดขึ้นกับคุณสุภาพสตรีขานักช้อปทั้งหลาย ที่เพลิดเพลินบันเทิงใจกับการได้อยู่ในกระแสแห่งแฟชั่นเสมอๆ บางรายซื้อจนลืมใส่ก็มี หรือใส่ครั้งเดียวไม่ถูกใจก็ปลดระวางเก็บทิ้งไว้ในตู้ จนนานวันก็จะแน่นล้นออกมากองนอกตู้ก็มี คุณอาจจะคิดว่าเผื่อวันไหนอยากใส่ก็จะได้หยิบมาใส่ เพราะแฟชั่นสมัยนี้บางทีก็มีวนมาเป็นรอบๆ แต่เชื่อเหอะว่าความสุขของคุณคือการได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ดังนั้น เสื้อผ้าเซ็ทเก่าๆ ที่ไม่มีใช้ก็อาจจะไปโพสต์ขายเป็นเสื้อผ้ามือสอง หรืออาจจะไปบริจาคให้กับการกุศลบ้าง น่าจะดีกว่าเก็บไว้จนเหลือง

6. เครื่องสำอางเก่าเก็บ
อีกหนึ่งเคสสำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่เคยหยุดสวย และมักจะหาเครื่องประทินผิว บำรุงความงามให้กับตัวเองอยู่เสมอ จนบางทีมีมากเกินความจำเป็น หันมาดูอีกทีพื้นที่บนโต๊ะเครื่องแป้งไม่มีที่ว่างเหลือแล้ว ครีมบำรุงผิวและเครื่องสำอางส่วนใหญ่มีอายุของมัน ถ้าเลือกได้ คุณคงไม่อยากจะเอาครีมอายุ 2 ปีมาทาหน้าหรอก ตัดใจทิ้งซะ!

7. รองเท้าเก่า-รองเท้าที่กัด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าปัญหาของหลายๆ บ้านคือเรื่องชั้นวางรองเท้าไม่เพียงพอกับจำนวนรองเท้าที่มี แต่เชื่อเถอะว่าคู่ที่คุณใส่เป็นประจำน่าจะมีแค่ 2-3 คู่ และในจำนวนนั้นอาจเป็นคู่ที่ใส่เพียงแค่ครั้งเดียวเพราะใส่แล้วถูกกัดหรือไม่สบายเท้า ยิ่งคู่ไหนที่ไม่ได้ใส่นานๆ หากเก็บไม่ดีก็อาจจะเสื่อมไปตามสภาพได้
8.โปสการ์ด/ การ์ดอวยพรต่างๆ
การ์ดอวยพรเป็นหนึ่งในตัวแทนความทรงจำดีๆ ที่มาในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีความหมายกับคุณเป็นพิเศษ หากคุณต้องการที่จะเก็บความทรงจำดีๆ เหลานี้ไว้ ก็ให้หากล่องมาใส่ไว้ให้เป็นระเบียบ
9. ร่มที่พังแล้ว
คำถามคือ… เก็บไว้ทำไม? เพราะถึงอย่างไรคุณก็ไม่ได้คิดจะนำร่มที่ด้านหัก สปริงเสียไปซ่อมแทนการซื้อคันใหม่อยู่แล้ว ดังนั้น ทิ้งซะ!
10. ปฎิทินเก่าๆ
นอกเสียจากว่าปีที่ผ่านมาจะเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่ดีจนคุณไม่อยากจะโยนทิ้งสิ่งที่เป็นตัวแทนของปีนั้นทิ้ง หลายคนเสียดายรูปสวยๆ ในปฏิทิน หากเป็นกรณีนี้ คงต้องดึงไอเดียเก๋ๆ ออกมาใช้และแปลงปฎิทินที่หมดอายุการใช้งานเหล่านั้นเป็นของแต่งบ้านชิคๆ ก็น่าสนใจดีนะ
ทีนี้ คุณลองหันไปมองรอบๆ ตัว แล้วดูสิว่าคุณกำลังนั่งอยู่ในบ้านอันแสนสุขหรือสุสานแห่งความทรงจำ หากมีลักษณะใกล้เคียงกับอันหลัง คงถึงเวลาที่คุณจะต้องลงมือจัดการอะไรสักอย่างแล้วล่ะ


ที่มา : ddproperty.com
สามารถติดตาม โครงการบ้านใหม่ และประกาศขายบ้าน ได้ที่ http://home.sanook.com/4805/







เลือกอยู่ในโครงการบ้านใหม่ แบบไหนจะรวย

เลือกอยู่ในโครงการบ้านใหม่ แบบไหนจะรวย

ขอบคุณภาพจาก komchadluek.net

ใครๆก็อยากที่จะรวยด้วยกันทั้งนั้น แต่การที่เราจะร่ำรวยขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่ของง่ายเลย ต้องมีหลากหลายปัจจัยเข้ามามาเกื้อหนุน ถ้าเป็นเรื่องบ้านอาจจะเป็นการขายบ้านเพื่อความรำ่รวย หรือ แน่นอนว่า เรื่อง “ฮวงจุ้ย” ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยเหล่านั้นด้วย ศาสตร์ของฮวงจุ้ยพูดถึงความร่ำรวยเอาไว้มากมายเลย ลองมาดูบ้านของคนรวยๆ กันก่อนว่าบ้านเขาเหล่านั้นได้มีลักษณะตามหลักฮวงจุ้ยอย่างไรกันบ้าง โดยบ้านที่เข้าข่ายที่จะสร้างความร่ำรวยให้เจ้าของบ้านจะต้องมีปัจจัยดังต่อไปนี้ค่ะ

1.ในสภาพแวดล้อมรอบๆบ้านจะต้องมีกำลังส่งเสริมค่ะ
เช่น ถ้าหากบ้านข้างเคียงจะต้องเป็นกลุ่มบ้านที่ดีและมีฐานะใกล้เคียงกัน ไม่ใช่แย่กว่ากัน เพราะกลุ่มคนที่มีฐานะเดียวกันหรือใกล้เคียงกันนั้นจะช่วยเกื้อหนุนกันค่ะ ถ้าบ้านแวดล้อมไปด้วยกลุ่มคนที่มีฐานะที่ต่ำกว่าจะดึงกำลังไป เพราะฉะนั้นถ้าตัวเองเริ่มมีฐานะดีขึ้นแล้วกว่าบ้านข้างเคียง (มากไป) ควรย้ายบ้านไปอยู่ในกลุ่มที่มีฐานะพอๆกันค่ะ เช่น เดิมอยู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ก็ควรย้ายไปอยู่บ้านเดี่ยว เป็นต้น

ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญมากเพราะในการอยู่บ้านที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งที่ด้อยกว่ามากก็จะทำให้ขาดความกระตือรือร้นไป เพราะยังไงบ้านของตัวเองก็ดีกว่าเพื่อนบ้านอยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าไปอยู่ในกลุ่มที่มีฐานะพอๆกันแล้ว ก็จะเกิดแรงกระตุ้นให้ตัวเองสร้างฐานะขึ้นมาให้ดีกว่าเพื่อนบ้านนั่นเองค่ะ

2.บ้านที่ตั้งอยู่ในทิศที่รุ่งเรืองประจำยุคนั้น
หลักฮวงจุ้ยได้สอนในเรื่องของยุคแห่งความรุ่งเรืองซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ 20 ปี และในยุคปัจจุบันคือยุคที่ 8 เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2547-2566 มีทิศรุ่งเรืองที่สุดจะอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือกับในทิศตะวันออกเฉียงใต้ค่ะ บ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศนี้ก็จะได้รับอิทธิพลของความรุ่งเรื่องไปอีก 20 ปีเลยค่ะ

3.แบบบ้านเข้าอยู่ลักษณะเสือขาว-มังกรเขียว
โดยแบบบ้านนั้นจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนตรงกลางคือประธาน และปีกซ้ายของบ้านคือตำแหน่งมังกรเขียว และในส่วนปีกขวาของบ้านคือตำแหน่งเสือ-ขาวค่ะ หลักฮวงจุ้ยบอกว่าบ้านลักษณะนี้จะได้องค์ประกอบบ้านที่สมบูรณ์ และส่งเสริมให้เจ้าของบ้านมีกำลัง และโอกาสที่จะสร้างความร่ำรวยก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

คงพอมองเห็นภาพกันบ้างนะค่ะ ว่าเราต้องขายบ้านเพื่อความร่ำรวยมั้ย หรือโครงการบ้านใหม่ที่เข้าข่ายสร้างความร่ำรวยได้ให้นั้นจะต้องมีองค์ประกอบอะไรกันบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรรู้เอาไว้ก็คือฮวงจุ้ยเป็นเพียงบางส่วน แต่ถ้าอยากรวยก็ต้องช่วยตัวเองด้วยค่ะ ไม่มีใครรวยโดยไม่ทำงานหรอกนะค่ะ

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แบบบ้านชั้นเดียว ว่าด้วยเรื่องจุดเด่นจุดด้อย

แบบบ้านชั้นเดียว ว่าด้วยเรื่องจุดเด่นจุดด้อย


            เป็นปัญหาของผู้ที่กำลังเริ่มต้นสร้างบ้านหรืออาจเพิ่งซื้อขายบ้านมาใหม่ที่จะต้องมองหาแบบบ้านที่เหมาะสมกับครอบครัว เหมาะสมกับการอยู่อาศัย และงบประมาณ ที่จะต้องพบเจอคือไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกแบบบ้านในลักษณะใดที่จะเหมาะสมมากที่สุด เนื่องจากยังขาดข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการพิจารณาตัดสินใจนั้นเอง ดังนั้นบทความนี้จึงจะได้นำเสนอจุดเด่นและจุดด้อยของแบบบ้านแต่ละประเภทโดยเริ่มต้นจากแบบบ้านชั้นเดียวนะครับ
จากการรวบรวมข้อมูลที่ทำการศึกษาทั้งจากในและต่างประเทศมีข้อสรุปดังนี้ครับ

จุดเด่นของแบบบ้านชั้นเดียว
1. ความเหมาะสมสำหรับครอบครัวที่มีหลายวัยโดยเฉพาะมีผู้สูงอายุหรือผู้พิการ
         แบบบ้านชั้นเดียวนั้น มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่ ต้องมีผู้สูงอายุอาศัยรวมอยู่ภายในบ้าน เนื่องจากความสะดวกในการเคลื่อนไหวไปในห้องต่างๆนั้นทำได้ง่าย โดยเฉพาะการที่ต้องมีการใช้ รถเข็น ซึ่งแบบบ้านชั้นเดียวนั้น สามารถตอบสนองได้อย่างดี
2. สะดวกในการอยู่อาศัยมากกว่าบ้านสองชั้น
        เป็นการยากลำบากสำหรับบ้านสองชั้นที่ส่วนมากมักจะออกแบบห้องนอนไว้ด้านบนและห้องครัวไว้ด้านล่าง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องขึ้น ลงบันไดตลอดทั้งวัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้จะไม่เกิดขึ้นกับบ้านชั้นเดียวจึงมีความสะดวกมากกว่า
3. ง่ายต่อการดูแลและบำรุงรักษาทำความสะอาด
        แบบบ้านชั้นเดียวมีความโดดเด่นในเรื่องของการดูแลบำรุงรักษาและทำความสะอาดที่ง่ายกว่า แบบบ้านสองชั้น โดยเฉพาะเจ้าของบ้านที่อาจจะค่อนข้างมีอายุมาก ซึ่งไม่ต้องกังวลเลยกับการซ่อมบำรุงรักษาที่ต้องใช้บันไดเพื่อปีนขึ้นที่สูงๆไปยังชั้นสองของบ้าน โดยเฉพาะการบำรุงรักษาและซ่อมแซม หรือการทำความสะอาดภายนอกบ้าน
4. ห้องทุกห้องถูกนำมาจัดเรียงในระนาบเดียวกันทั้งหมด
        ทำให้เกิดพื้นที่กลางระหว่างห้องรับแขกและห้องนอน ซึ่งสามารถทำกิจกรรมในครอบครัว เกิดความใกล้ชิดผูกพันในครอบครัว
5. แบบบ้านชั้นเดียวง่ายต่อการต่อเติมพื้นที่ในภายหลัง
        ในกรณีที่ครอบครัวมีการขยายตัวหรือมีผู้อาศัยอยู่เยอะ และจำเป็นต้องต่อเติมบ้านให้มีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นนั้น แบบ้านชั้นเดียวมีความเหมาะสมในการต่อเติมในภายหลังเนื่องจากมีโครงสร้างเดิมที่อาจไม่ซับซ้อนเหมือนกับบ้านสองชั้นทำให้การออกแบบต่อเติมและก่อสร้างทำได้ ง่ายกว่า
6. แบบบ้านชั้นเดียวสามารถออกแบบการถ่ายเทอากาศได้ดีกว่า
        เนื่องจากการก่อสร้างในระนาบเดียว แบบบ้านชั้นเดียวจึงสามารถออกแบบให้มีการถ่ายเทอากาศได้สะดวกและได้ดีกว่าแบบบ้านสองชั้นหรือสามชั้น
7. แบบบ้านชั้นเดียวสามารถลดความดังของเสียงได้ดีกว่าบ้านสองชั้น
         มีผลการวิจัยบ่งบอกว่า ถ้าหากคุณต้องการพักผ่อนในชั้นที่สองของบ้านที่เป็นสองชั้น ซึ่งชั้นล่างกำลังเปิดดูโทรทัศน์เสียงดัง คุณอาจจะได้ยินเสียงรบกวนเล็ดรอดผ่านเข้ามาในห้องนอนชั้นบนได้อย่างชัดเจนมากกว่าในห้องที่อยู่ในระดับพื้นเดียวกัน

จุดด้อยของแบบบ้านชั้นเดียว
1. แบบบ้านชั้นเดียวต้องใช้พื้นที่ดินมากกว่าแบบบ้านสองชั้นในจำนวนพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน
        เนื่องจากการก่อสร้างในพื้นที่แนวราบ ดังนั้นแน่นอนว่า การใช้พื้นที่ของแบบบ้านชั้นเดียวจะต้องใช้พื้นที่ปลูกสร้างมากกว่าแบบบ้านสองชั้นที่ปลูกสร้างแนวตั้ง อย่างแน่นอน ดังนั้นท่านที่ต้องการปลูกสร้างแบบบ้านชั้นเดียวต้องคำนึงถึงความพอเพียงของที่ดิน และต้องมีการเผื่อระยะร่นไว้ด้วย
2. แบบบ้านชั้นเดียวอาจจะสิ้นเปลืองงบประมาณก่อสร้างมากกว่าแบบบ้านสองชั้น
       แน่นอนว่าจากการที่แบบบ้านชั้นเดียวเป็นการก่อสร้างในแนวราบดังนั้นในจำนวนพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน จะต้องใช้จำนวนเสามากกว่าแบบบ้านสองชั้น และหากท่านต้องปลูกสร้างบ้านโดยการตอกเสาเข็มแล้วงบประมาณก่อสร้างก็จะสูงขึ้นอีกมาก รวมถึงจำนวนวัสดุที่ใช้มุงหลังคาที่ใช้มากกว่าบ้านสองชั้นในพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน
3. แบบบ้านชั้นเดียวเกิดปัญหาความร้อนภายในห้องได้มากกว้า
       แบบบ้านชั้นเดียวส่วนของเพดานจะติดกับหลังคาโดยตรงซึ่งจะเกิดความร้อนสะสมใต้หลังคาและแผ่ความร้อนลงมายังห้องต่างๆได้ง่ายกว่าแบบบ้านสองชั้นซึ่ง มีพื้นห้องชั้นบนที่คอยกระจายความร้อน ดังนั้นการหลีกเลียงความร้อนใต้หลังคาของบ้านชั้นเดียวจำเป็นต้องมีการใช้ฉนวนกันความร้อน แผ่นสะท้อนความร้อน หรือการเปิดช่องหลังคาเพื่อระบายความร้อนออกจากใต้หลังคา
4. แบบบ้านชั้นเดียวเสียงกับภัยน้ำท่วมและความชื้น
       เนื่องจากการปลูกสร้างของแบบบ้านชั้นเดียวที่มีพื้นห้องไม่สูงห่างมากจากพื้นดิน ดังนั้นปัญหาความชื้นของผิวดินสามารถสร้างปัญหาให้กับโครงสร้างของตัวบ้านได้ โดยเฉพาะบ้านที่ผิวดินติดกับพื้นห้อง ปัญหาดังกล่าวเช่น ราที่ขึ้นตามผนังห้องที่เกิดจากการดูดซับความชื่นจากผิวดินขึ้นมา นอกจากนั้นยังมีปัญหาของปลวก รวมทั้งการปลูกบ้านชั้นเดียวไม่สามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้  การแก้ปัญหาดังกล่าว อาจจะทำได้โดยการสร้างแบบบ้านชั้นเดียวในลักษณะยกพื้นให้สูงห่างจากพื้นดิน 1-1.5 เมตร ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาดังกล่าวได้
        บทความที่กล่าวมาอาจจะช่วยให้ท่านได้ใช้ในการพิจารณาในการเลือกปลูกสร้างที่อยู่อาศัยของท่านได้ ส่วนข้อมูลจุดเด่นจุดด้อยของแบบบ้านสองชั้น ก็จะเป็นการกลับจุดเด่นจุดด้อยกับแบบบ้านชั้นเดียวนั้นเองนะครับ

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วิธีการประหยัดไฟ ในโครงการบ้านใหม่

วิธีการประหยัดไฟ ในโครงการบ้านใหม่


การที่เราจะประหยัดพลังงานนั้นไม่ว่าในโครงกรบ้านใหม่ หรือว่าเรากำลังจะขายบ้าน เราก็สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ที่บ้านของเราเองค่ะ ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังจะส่งผลโดยตรงกับรายจ่ายประจำบ้านของเราอีกด้วย ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะมากอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ เรามาลองไปดูวิธีประหยัดพลังงานในบ้านกันเลยนะคะ 
โครงการบ้านใหม่

ข้อ 1. ปรับอุณหภูมิแอร์อย่างเหมาะสม 
          โดยตามสถิติการใช้ไฟของทุกบ้านนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนค่ะ ซึ่งหลัก ๆ ก็จะเกิดจากการเปิดใช้แอร์ที่มันมากขึ้นนั่นเองค่ะ และถึงแม้ว่าในหลายคนจะรู้ดีอยู่แล้วว่า เราควรจะปรับ

อุณหภูมิแอร์ให้อยู่ในระดับ 25 องศาเซลเซียส แต่ในบางครั้งความร้อนระอุของอากาศนั้นก็ทำให้เราเผลอลืมตัวไปได้ และลดอุณหภูมิแอร์ลงอีกหน่อยอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ แต่ถ้าอยากจะประหยัด

พลังงานจริง ๆ ละก็ ต่อไปนี้ลองบังคับตัวเองให้เปิดแอร์อยู่ในอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ให้ได้ดีกว่านะคะ เพราะเพียงแค่นี้มันก็ช่วยให้คุณลดการใช้พลังงานลงไปได้เยอะเชียวล่ะค่ะ 

ข้อ 2. ลดการใช้แอร์ 
          นอกจากการเลือกวิธีปรับอุณหภูมิแอร์ให้ไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสแล้ว เราก็ยังควรเลี่ยงการเปิดแอร์บ้างค่ะ อย่างวันไหนที่อากาศกำลังสบายๆ ไม่ร้อนจัดจนเกินไป เราก็เปิดแค่พัดลม

และหน้าต่างให้อากาศนั้นถ่ายเทก็น่าจะเพียงพอแล้ว ยิ่งพอเข้าสู่หน้าหนาว ในช่วงอากาศเย็น ๆ ก็คงจะไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์สักเท่าไรค่ะ ก็ถือโอกาสนี้ใช้ช่วงเวลาหน้าหนาวให้เป็นประโยชน์ในการ 

ที่จะประหยัดไฟไปในตัวเลยก็ดีค่ะ 

ข้อ 3. ปิดก๊อกน้ำเมื่อไม่ใช้ 
          หลายคนชอบให้น้ำอุ่น ๆ ที่ให้ไหลผ่านตัวอย่างสม่ำเสมอในเวลาอาบน้ำนั้น เพราะมันให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวสุด ๆเลย แต่รู้ไหมค่ะว่า การที่เราเปิดน้ำทิ้งขว้างเกินความจำเป็นนั้น

อย่างนั้น จะทำให้เรานั้นเสียพลังงานน้ำไปเท่าไรกัน โดยเฉพาะคนที่มักชอบเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ตลอดเวลาที่อาบน้ำ แม้ขณะยืนแปรงฟัน หรือตอนที่กำลังล้างจานอยู่ก็ตามแต่ด้วยค่ะ 

ข้อ 4. ถอดปลั๊กไฟทุกครั้งหลังใช้งาน 
          เพียงแค่เราปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้า มันก็ไม่ได้หมายความว่ากระแสไฟจะไม่มีการไหลเวียนผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าของคุณนะคะ ดังนั้นแล้วหากคุณไม่ได้ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังจาก

ใช้งาน ก็จะเท่ากับว่า คุณกำลังเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นให้ทำงานอยู่ตลอดเวลาค่ะ และแม้จะกินไฟไม่เท่าตอนเปิดใช้งานเครื่องนั้นจริง ๆ แต่เพียงแค่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ มันก็สูญเสียพลังงานไฟฟ้าไปได้

ถึง 0.002 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมงเลยคะ 

ข้อ 5. อาบน้ำเย็นแทนการอาบน้ำอุ่น 
          ในการอาบน้ำอุ่น จะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้มากจริง ๆ คะ และหลายคนก็เลยติดใจ ต้องอาบน้ำอุ่นทุกครั้งเลย แม้วันนั้นอากาศจะร้อนมากแค่ไหนก็ตามแต่ แต่รู้ไหมคะว่า แค่คุณเลือก

เลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หรือแค่ลดอุณหภูมิน้ำอุณให้เย็นลงสักนิดนึง ก็สามารถประหยัดไฟได้ไม่น้อยเลยทีเดียวเลยคะ ที่สำคัญหากเปลี่ยนใจมาทำการอาบน้ำเย็นได้ ผิวพรรณของคุณก็จะยังดูชุ่มชื้นขึ้น 

ร่างกายก็จะได้ความสดชื่นเพิ่มขึ้นอีกด้วยนะคะ 

ข้อ 6. ติดม่านป้องกันความร้อน 
          โชคดีที่เรานั้นยังมีม่านหน้าต่าง ที่ใช้สำหรับกันแสงแดด และกันความร้อนเข้าบ้านอยู่บ้าง ในเวลากลางวันบ้านจะได้ไม่โดนแดดที่ส่องมากจนเกินไปค่ะ จนทำให้บริเวณภายในบ้านนั้นสะสม

ความร้อนระอุเอาไว้มาก และลดการทำงานของแอร์ลงไปได้อีกด้วย นอกจากนี้วันไหนที่อากาศนั้นค่อนข้างหนาวเย็น เราก็สามารถรูดม่านมาเปิดรับลมเย็น ๆ จากภายนอกได้ด้วยนะ รวมทั้งวันไหน

ที่คุณต้องการให้มีแสงสว่างในบ้านมาก ๆ เพียงแค่เปิดม่านออก ปรับแสงให้ส่องเข้ามาภายในบ้านของเรามากขึ้น ก็จะช่วยให้เราไม่ต้องเปิดโคมไฟในบ้านอีกด้วยนะคะ 

ข้อ 7. ซักผ้าด้วยระบบน้ำเย็นค่ะ 
          การใช้เครื่องซักผ้าส่วนใหญ่นั้นมักจะมีระบบซักด้วยน้ำร้อนพ่วงมาด้วยค่ะ เพื่อการันตีว่าในการซักผ้าของเราจะสะอาดแน่นอน ปราศจากเชื้อโรคได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าคุณไม่ได้

ไปคลุกฝุ่น หรือลุยโคลนที่ไหนมา ก็ใช้น้ำยาซักผ้าธรรมดาก็ได้ และซักผ้าด้วยระบบน้ำอุณหภูมิปกติมันก็เพียงพอให้ผ้าของคุณสะอาดหมดจดแล้วคะ แต่ถ้าเราอยากฆ่าเชื้อโรคจริงๆ แนะนำให้คุณ

เทน้ำส้มสายชูลงไปผสมกับน้ำยาซักผ้าสัก 1 ถ้วยตวงค่ะ รับรองว่าเชื้อโรคสลายตัวแน่ ๆ ค่ะ

ข้อ 8. เลี่ยงการอบผ้า 
          ในวันที่แดดจัด และอากาศก็ร้อน หรือในช่วงหน้าหนาวที่อากาศแห้ง ๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปใช้เครื่องอบผ้าให้เปลืองไฟเลยด้วยซ้ำค่ะ เพียงแค่ซักผ้าตามระบบปกติ แล้วก็นำผ้าไปตากในที่แจ้ง 

โดยให้แดดและลมก็จะทำหน้าที่ดูดซับความชื้นจากเสื้อผ้าออกไปจนหมดและแห้งสนิทก็พอแล้วค่ะ 

ข้อ 9. เลือกใช้หลอดประหยัดไฟ 
          หากว่าในบ้านของคุณยังคงใช้หลอดไฟแบบธรรมดา และไม่ได้มีฉลากประหยัดไฟ คงจะต้องลงทุนเปลี่ยนหลอดไฟให้เป็นแบบฟลูออร์เรสเซ้นส์แล้วละคะ เพราะหลอดไฟแบบที่ประหยัดไฟ ให้

แสงสว่างพอ ๆ กับหลอดไฟแบบธรรมดา แต่ไม่ทำให้เปลืองไฟด้วยนะคะ 

ข้อ 10. ล้างฟิลเตอร์แอร์และพัดลมฟอกอากาศเสมอๆ 
          สำหรับในบ้านที่มีเครื่องปรับอากาศ คุณควรต้องถอดฟิลเตอร์แอร์ออกมาล้างทำความสะอาดให้บ่อย ๆ เพราะถ้าปล่อยให้ฝุ่นละอองสะสมอยู่ในที่ฟิลเตอร์อย่างนั้น มันจะทำให้แอร์ทำงานหนัก

มากขึ้น เปลืองไฟอย่างใช่เหตุค่ะ นอกจากนี้ควรจะถอดพัดลมฟอกอากาศมาล้างด้วยค่ะ ลมเย็น ๆ จะได้พัดผ่านเข้ามาได้ในบ้านเราได้อย่างสะดวกขึ้นค่ะ 

ถ้าคุณทำแบบนี้ได้ละก็ ค่าน้ำค่าไปต้องประหยัดลงแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านใหม่ หรือ การขายบ้านก็ตามแต่ค่ะ