วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ไขข้อสงสัย ลูกค้ายุคใหม่เอาใจยาก

ลูกค้ายุคใหม่เอาใจยาก


           ในอดีตการทำธุรกิจที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้ขายจะมีหน้าที่เพียงสร้างบ้านหรือคอนโดให้เสร็จ จากนั้นก็ทำการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าโดยนัดกันไปโอนที่กรมที่ดิน แค่นี้ก็ถือว่าการค้าขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายได้จบลงแล้ว ผู้ขายได้รับเงินส่วนที่เหลือ ส่วนผู้ซื้อมีความสุขแค่ซื้อบ้านและได้บ้าน

           จากนั้นถัดมายุคหลังปี 2540 ที่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ผู้ซื้อบ้านไม่ได้บ้านกันมากมาย บริษัทผู้ขายล้มละลายและหนีหายไปกับวิกฤตเศรษฐกิจ ธุรกิจอสังหาจึงได้เข้าสู่ยุคบ้านสร้างเสร็จก่อนขาย ตามสโลแกนของพี่บิ๊กแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ “บ้านไม่ได้เห็นอย่างซื้อ”  วงการอสังหาริมทรัพย์ ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ได้เปลี่ยนไปเป็น นอกจากจะซื้อขายบ้านที่เสร็จแล้วเท่านั้น ผู้ซื้อยังเลือกสรรไปถึง สภาพของโครงการ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งสโมสร สระว่ายน้ำ ฟิตเนท รวมถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยในโครงการ ดังนั้น ความต้องการสินค้าอสังหาของผู้ซื้อจึงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง เป็นความต้องการบ้านหรือคอนโด ที่รวมไปถึงสภาพแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในโครงการที่ตัดสินใจซื้อด้วย

           จากปี 2540 ถึงปัจจุบัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งของ มาตรฐานการซื้อขายสินค้าประเภทนี้ของผู้บริโภค เพราะปัจจุบัน สังคมของเราได้เข้าสู่ยุค ดิจิตอล ออนไลน์แบบเต็มรูปแบบแล้ว บางครั้งลูกค้าก็มีข้อมูลสินค้าของบริษัทและสินค้าของคู่แข่ง รวมถึงข้อมูลความเจริญเติบโตของทำเลที่หาซื้อขายบ้านและคอนโด มากกว่าพนักงานบริษัทเสียอีกนี่ยังไม่รวมถึงการที่ลูกค้ารู้ปัญหาความผิดพลาดต่างๆของการดูแลลูกค้า รวมถึงมาตรฐานของการใส่ใจดูแลลูกค้าของบริษัทอย่างละเอียดลึกซึ้ง สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้มุมมองของมาตรฐานการเลือกซื้อสินค้าและบริการในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของลูกค้ามีรายละเอียด ความต้องการและคาดหวังการบริการจากบริษัทที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก วันนี้เรามาดูกันครับว่าลูกค้ายุคใหม่นี้ เวลาเขาหาซื้อบ้านและคอนโดเขามีเช็คลิสในการคัดกรองคุณภาพสินค้าและบริการอย่างไรบ้าง

1. ลูกค้ายุคใหม่อยากรู้ทุกอย่าง
           หมดยุคที่เว็บไซต์ของบริษัท ที่มีแค่รูปบ้านสวยๆ พร้อมราคาและ โปรโมชั่น เท่านั้น เพราะลูกค้าของคุณต้องการข้อมูลทุกด้านทุกมุม ที่เกี่ยวข้องกับ ทำเล โครงการ และ ตัวบ้านหรือห้องพัก ในลักษณะการรีวิวให้รายละเอียดอย่างตรงไปตรงมา ครบถ้วน ไม่ใช่แค่คำโฆษณาสวยหรู และยิ่งไปกว่านั้น คือ ข้อมูลที่มาในรูปแบบของวิดีโอ มากกว่าข้อความให้อ่านยาวๆ ดูจะได้รับความสนใจจากลูกค้ายิ่งขึ้น สำหรับในหัวข้อนี้ประเด็นก็คือถ้าบริษัทไม่มีข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้ลูกค้า ลูกค้าก็จะเสาะแสวงหาข้อมูลแบบนี้จาก เว็บไซด์อื่น รวมถึงของคู่แข่งด้วย ซึ่งแน่นอน โอกาสที่ลูกค้าจะได้เห็นข้อมูลในด้านลบของบริษัทจากแหล่งอื่นก่อนข้อมูลด้านดีและถูกต้องจากบริษัทย่อมมีมากขึ้นเป็นธรรมดา

2. ลูกค้าต้องการความสนใจและรับมอบสิทธิพิเศษ ที่เหนือความคาดหวังแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยจากบริษัท
           การตอบข้อซักถามของลูกค้าทางออนไลน์แบบรวดเร็วทันใจ การบริการที่ดีเยี่ยมของพนักงานขายที่โครงการ ถือเป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้บริษัทชนะใจลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่าบอกต่อ นี่ยังไม่รวมถึงโปรแกรมส่งเสริมด้านการขายเล็กๆน้อยๆ สำหรับลูกค้าใหม่ที่เข้าเยี่ยมชมโครงการหรือดูข้อมูลสินค้าทางเว็บไซด์ของบริษัท รวมไปถึงโปรแกรม ดูแลสินค้าหลังการขายและ CRM สำหรับลูกค้าที่ซื้อแล้วแบบเหนือความคาดหวัง สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นวิธีการที่ดีที่จะสามารถมัดใจลูกค้าและได้รับการ เผยแพร่ ออกไปใน Social Media แบบไม่ต้องให้เสียงบประมาณโฆษณาเลย

3. ลูกค้ารุ่นใหม่ใจร้อนและไม่ชอบที่จะรออะไรนานๆ
           การดูแลต้อนรับที่สำนักงานขาย การตอบสนองแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆในสินค้าแบบรวดเร็วทันใจ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการมัดใจลูกค้าทีเดียว โดยเฉพาะสินค้าประเภทนี้ที่ลูกค้าใช้งานสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของลูกค้าอีกด้วย ดังนั้นเวลาจึงเป็นตัวแปลสำคัญที่มีผลต่อความพอใจของลูกค้า บางครั้งมากกว่าคุณภาพและค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าต้องจ่ายเสียอีก ดังนั้นการดูแลก่อนและหลังการขายจึงไม่ใช่แค่ดูแลแต่ต้องหมายถึงความรวดเร็วทันใจเพื่อให้ถูกใจลูกค้ายุคใหม่นี้

4. ลูกค้าต้องการเข้าถึงข้อมูลของบริษัทและสินค้าที่ตนเองซื้อจากมือถือ

           การมี Application ที่สามารถทำให้ลูกค้าได้เข้าถึงข้อมูลและบริการทุกด้านของบริษัทจากเครื่องมือแบบ Smart phone ดูจะเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับลุกค้ายุคนี้ การที่บริษัทมีพียง เว็บไซด์อย่างเดียวคงจะไม่เพียงพอแล้วสำหรับการดูแลให้ลูกค้าเกิดความพอใจในการติดต่อกับบริษัทในเรื่องต่างๆ

5. ลูกค้าต้องการแชร์ข้อมูลดีๆ
           ด้วยพฤติกรรมของลูกค้ายุคใหม่ที่ต้องการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่นทางสื่อ Social Media ทำให้ข้อมูลดีๆมีประโยชน์ต่อลูกค้าและกลุ่มเพื่อนฝูงของลูกค้ามีความสำคัญที่จะส่งเสริมให้ลูกค้ารับข่าวสารและแชร์ต่อในแวดวง Social Media ของลูกค้า บริษัทในยุคของปัจจุบันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจัดหาผลิต content ดีๆมานำเสนออยู่เสนอในสื่อ Social ทั้งหลายแหล่ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะรวมไปถึงการบริการดีๆหรือโปรโมชั่นโดนๆสุดประทับใจที่บริษัท surprise ให้กับลูกค้า เพราะแน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ภายในวันเดียวทั่วทั้งสังคม online ก็รับรู้และแชร์ต่อกันทั่วแล้วครับ

           ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแบบนี้ของผู้บริโภคเราคงเห็นว่า ต้นทุนทางธุรกิจของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้เรียบง่ายแค่ค่าก่อสร้างบ้านหรือคอนโดและค่าพัฒนาสาธารณูปโภคอีกแล้วครับ เพราะต้นทุนที่แท้จริงคงต้องรวมค่าใช้จ่ายในการบริการหลังการขายที่รวดเร็วและค่าดูแลโปรแกรม online ต่างๆที่จะทำให้ลูกค้ามีความประทับใจและบอกต่อ แต่ยังไงก็ตามบริษัทควรคิดเป็นค่าใช้จ่ายทางการตลาดและการสร้างแบรด์ที่แต่เดิมมุ่งเน้นที่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสื่อหลักเท่านั้น เผลอๆค่าใช้จ่ายรวมทางการตลาดอาจลดลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลายเท่าก็ได้นะครับ เพราะการลงทุนกับลูกค้ามักจะเพิ่มค่าทวีคูณในระยะยาวเสมอ

ที่มา home.co.th

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บ้านเลขที่มงคล เสริมดวงชีวิตรุ่งเรือง

บ้านเลขที่มงคล เสริมดวงชีวิตรุ่งเรือง

โครงการบ้านใหม่
ขอขอบคุณภาพจาก goosiam.com



ซึ่งในดวงชะตาของคนเรานั้นก็ย่อมแตกต่างกันออกไป ในบางช่วงดวงดี ในบางช่วงดวงตก แต่ว่าจะดวงดีดวงตกนั้น สิ่งที่หลายคนนิยมทำกันอยู่เสมอๆ นั่นก็คือ การที่เราจะเสริมดวง นั่นเอง วันนี้เราจึงขอนำเสนอวิธีการที่จะเสริมดวงอีกหนึ่งวิธี ที่จะช่วยให้คุณและคนในครอบครัวนั้นอยู่เย็นเป็นสุขได้มากขึ้น โดยการเสริมดวงที่ว่านั่นเป็นศาสตร์เกี่ยวกับเลขมงคล คือ บ้านเลขที่มงคลนั้นเอง

วิธีคิดบวกลบบ้านเลขที่

ในการบวกนั้นไม่ว่าจะมีเลขหมู่หรือไม่นั้น ก็ต้องเอามารวมด้วย ตัวอย่างเช่น

132 / 58 หมู่ 3 วิธีคิดก็คือให้เอาตัวเลขที่ของโครงการบ้านใหม่ของเราทั้งหมด หากมีหมู่นำเอาเลขหมู่มาบวกด้วยหากแต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้อง คือ 1+3+2+5+8+3 = 22 จากนั้นนำเอาผลมาแยกบวกนั้นคือ 2+2 = 4 นั้นเอง

นั่นก็หมายความว่า บ้านเลขที่จากการรวมกันแล้ว ในบ้านนั้นตกเลข 4 ก็ความหมายจะดีหรือร้ายก็ต้องว่าตามคำบอกเล่า หากบ้านใดตกได้เลขไม่ดีคุณลองสังเกตดูว่าในสถานการณ์ในบ้านเป็นจริงหรือไม่ ตามผลของการพยากรณ์ โดยมีดังนี้

เลข 1 บ้านนั้นก็จักมีความเจริญรุ่งเรืองทำมาหากินได้คล่องหากเป็นข้าราชการจะได้ ก็จะเป็นใหญ่เป็นโตเป็นผู้มากไปด้วย บริวารหรือพูดแบบรวมๆภาษาพระคือเป็นผู้ที่ได้มี บุญบารมีตามผลของการพยากรณ์นี้

เลข 2 บ้านก็จะทำมาหาเลี้ยงชีพไปได้ แต่ก็อาจจะขัดข้องบ้าง มีหนี้สินพอตัว

เลข 3 บ้านนี้ก็จะเกิดการขัดแย้งอยู่ตลอดเวลาภายในบ้าน หรือไม่ก็มีคนป่วยถึงต้องเข้าโรงหมอรอผ่าตัดอยู่บ่อยครั้งไป

เลข 4 ในบ้านนั้นเหมาะแก่การเป็นบ้านพ่อค้าแม่ขายมาก

เลข 5 ปานกลางไม่ว่าผู้อาศัยจะอาชีพใดก็ตามแต่

เลข 6 คนในบ้านนี้เหมาะแก่การค้าขายมากกว่าอาชีพอื่น และจะอยู่ได้เพราะอาชีพการค้าอย่างเดียวเท่านั้นถ้าหากทำราชการ อาจไม่ดีเท่าที่ควรนักเท่าไร

เลข 7 ตกเลขที่ของบ้านโจร ทำมาหากินเหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่ก็ไม่เคยเหลือ ชักหน้าไม่ถึงหลัง และทำอะไรก็หมดตัว

เลข 8 เป็นเรื่องราหู ถ้าหากดวงคนในบ้านดีจะส่งผลดีเลิศ แต่หากดวงคนในบ้านไม่ดีจะทำให้ตกทุกข์หนัก หรือดวงคน ในบ้านจะไม่แข็งจริงก็จะเกิดเหตุไม่คาดคิดเช่นเป็นทุกข์ หักหลัง ผิดหวัง ชู้สาว บ่อยครั้ง

เลข 9 ดีมากในการทำการอันใดจักมีคนมาคอยเสนอตัวรับใช้ใกล้ชิดและปรับทุกข์ผูกมิตรเสมอ เป็นมงคลนักแล

โดยสรุปเลข 3,7,8 เป็นเลขที่ไม่ค่อยเป็นมงคลเท่าไรนัก



และวิธีแก้บ้านเลขที่ไม่เป็นมงคล

- เมื่อที่บ้านเลขที่ตกอยู่ที่เลขไม่ดี สมมุติว่าบ้านเลขที่ 70/253 โดยเมื่อนำเอาเลข 7+2+5+3=17 เมื่อ 1+7= 8 เป็นเลขราหู วิธีแก้ก็คือให้เอาเลข 1 มาติดตัวเล็กๆ คราวนี้รวมกันก็ได้ 9 นับเป็นเลขมงคลยิ่งแล้ว

- หากบ้านเลขที่ใดมีเลข 0 จะรวมแล้วได้เลขเท่าใดก็ตาม ก็จะตกดีหรือไม่ก็ตาม ให้เอาแผ่นทองคำเปลวแท้ๆ มาปิด เพื่อแก้เคล็ดไม่ให้สูญเปล่าสูญสิ้น สูตรนี้ก็ถือว่าใช้ได้ แล้วยังนำเอาใช้กับเลขทะเบียนรถได้อีกด้วย และหากเลขทะเบียน รถของคุณตกเลขไม่ดี คุณก็สามารถแก้ได้ในลักษณะเดียวกันกับบ้านเลขที่ได้เช่นกัน

โดยก่อนคุณจะซื้อขายบ้านมือสองหรือโครงการบ้านใหม่ก็ควรดูให้ดีก่อนว่าบ้านเลขที่นั้นดีหรือไม่มงคลหรือเป็นเลขไม่ดี และก็ควรจะซื้อหรือไม่และถ้าซื้อแล้วจะมีวิธีแก้เลยไม่มงคลอย่างไร

10 เหตุผลดีๆที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อโครงการที่คุณขาย

10 เหตุผล ที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อโครงการที่คุณขาย 

        คำถามที่ผมมักจะได้เจอเมื่อเริ่มทำโครงการใหม่ คือ ควรจะทำโครงการยังไงให้ขายได้และขายดี จากคำถามนี้ในฐานะนักการตลาดของอสังหริมทรัพย์ ทิศทางของคำตอบนั้น คงเป็นต้องทำโครงการให้ตรงกับความต้องการของผู้ที่กำลังหาซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ จนไปถึงการหาเหตุผลที่ผลักดันลูกค้าเหล่านี้ให้หาที่อยู่อาศัยใหม่ การค้นหาคำตอบนี้ ก็คงจะรวมไปถึงการหาเหตุผลดีๆในจุดสุดท้ายของลูกค้า ที่ทำให้ผู้หาซื้อขายบ้านทั้งหลายจะตัดสินใจ เลือกโครงการของเราในวันนี้ โดยไม่ต้องรอไปแสวงหา โครงการของคู่แข่งอีกต่อไป ดังนั้นหลักการที่ผมจะเขียนในตอนนี้ ก็คงไม่ใช่เพียงแค่แนวคิดในการพัฒนาโครงการแบบกว้างๆอย่างเดียวครับ แต่คงเป็นกลยุทธ์หลัก ที่จะช่วยในทีมการตลาดและการขายสามารถออก Campaign โฆษณาและรายการโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเพื่อปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยนี่คือ

1.ความรัก ความอบอุ่น เพื่อครอบครัว ภาพความประทับใจเหล่านี้ถือเป็น อารมณ์ทางด้านบวกที่มักจะจูงใจลูกค้าให้อยากได้เสมอ อารมณ์รัก ความสุข และเสียงหัวเราะ สิ่งที่นักการตลาดอย่างเราต้องทำก็คือ สร้างภาพลักษณ์ของโครงการที่จะสามารถตอกย้ำ การแสดงออกถึงของความรัก ความห่วงใยที่ผู้ซื้อมีให้กับครอบครัวของตัวเอง

2.ปกป้องให้กับความปลอดภัย ปราศจากความกังวลใจทั้งมวล นี่คงเป็นเหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่ผลักดันลูกค้าในออกมาหาซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ ความไม่ปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและสมาชิกภายในครอบครัวเป็นเหตุผลที่ดีที่ลูกค้าเลือกโครงการใหม่ที่แก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ให้เค้าได้ ดังนั้นเราจะต้องแสดงให้ลูกค้าเห็นว่า สินค้าของเรานั้นสามารถแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้ลูกค้ามีความรู้สึก ที่การกลัวโดนหลอก ไม่ปลอดภัย ลังเลสงสัย ไม่สบายใจ

3.ส่งเสริมระดับฐานะ High Status อีกสิ่งหนึ่งที่เคียงคู่กับสินค้าประเภทนี้และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้าอยากมีบ้านใหม่คือ บ้านใหม่จะสามารถส่งเสริมสถานะทางสังคมของตัวลูกค้าทางด้านไหน คือ มีฐานะขึ้น มีสไตล์ขึ้น มีความน่าเชื่อถือขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ลูกค้าอยากเปลี่ยนที่อยู่อาศัยใหม่

4.ใครๆก็ซื้อที่นี่ What others want หลายครั้งที่ภาพลักษณ์ของโครงการหรือ การออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าไปผูกติดกับภาพลักษณ์การขายดีของโครงการในวันเปิดการขาย หรือชื่อเสียงของผู้ที่จะตัดสินใจซื้อหรือเป็นลูกค้าของโครงการ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ในบางครั้งเกิดความมั่นใจภายในโครงการเพียงเหตุผล เพราะโครงการนี้ใครๆก็ซื้อ หรือ presenter คนมีชื่อเสียงที่ตัวเองชื่นชอบ บอกว่าที่นี่ดีหรืออยู่ที่นี่

5.Function การตกแต่งที่บ่งบอกว่าใช่เลย ที่แหละบ้านในฝัน ลูกค้ามักจะมีภาพของบ้านในฝันเป็นของตัวเองเสมอและที่สำคัญ จะต้องมีความต้องการ Function การออกแบบบ้านที่ตอสนองความต้องการของตัวเอง  แบบว่านี่แหละบ้านที่ชั้นอยากได้มาทั้งชีวิต ดังนั้น บ้านตัวอย่างหรือห้องตัวอย่าง รวมทั้ง function ที่จะตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า คือ เป้าหมายมีความสำคัญที่จะทำให้ลูกค้านั้น ตัดสินใจเลือกโครงการของเรา การดีไซน์ออกแบบตกแต่งภายในของบ้านที่สะท้อนตัวตนจริงๆของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีรายละเอียดในการใช้สอยภายในบ้านของครอบครัว เหล่านี้ล้วนจะเป็นรายละเอียดเล็กน้อยที่เป็นจะประเด็นสำคัญที่จะนำไปสู่ความชอบใจของลูกค้าที่มีต่อโครงการของเรา

6.ต้องแย่งกัน จำกัดของที่มีสินค้า มักจะมีค่าขึ้นก็ต่อเมื่อต้องแย่งกันครับ เรื่องนี้ถือเป็นกลยุทธ์พื้นฐาน ที่ทุกโครงการได้นำมาใช้ในการเปิดโครงการบ้านใหม่ โดยมีเวลาและวันที่แน่นอนเพียงวันเดียวในการเปิดลงชื่อจองโครงการ ความสำเร็จของกลยุทธ์นี้มีเรื่องเดียวครับ คือจำนวนของลูกค้าที่แวะชมโครงการในวันนั้นต้องมากกว่าสินค้าที่จะเสนอขาย เพราะสิ่งนี้เองจะสามารถสร้างสถานะการณ์ที่บังคับให้ลูกค้าตัดสินใจเพื่อให้ได้ห้องหรือบ้านในตำแหน่งทำเลที่ตนเองต้องการ เนื่องจากสินค้าอสังหา มีลักษณะเฉพาะตรงความไม่เหมือนกันของสินค้าในมิติของทำเลครับ

7.พิเศษจากแดนไกล สไตล์ล้ำสุดๆ การชักจูงในลักษณะนี้ มักเกี่ยวข้องกับการพูดถึงสไตล์ของบ้านการตกแต่งบ้าน การออกแบบโครงการที่อ้างอิง ผู้ออกแบบ หรือสไตล์การออกแบบจากต่างประเทศ เช่นอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา เพราะลูกค้ามักได้ปลื้มกับสินค้าที่เป็นของต่างประเทศเสมอ และเรื่องนี้มักสะท้อนรสนิยมอันเลิศหรูของลูกค้าซึ่งลูกค้าต้องการบอกให้แวดวงสังคมและหมู่เพื่อนฝูงรับรู้ครับ

8.รายการพิเศษแห่งปี ความน่าสนใจในสินค้าจะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้ารับรู้ว่า การซื้อสินค้าในวันนี้ เป็นการซื้อที่ได้ Deal ที่ดีที่สุดซึ่งถูกเสนอขึ้นเฉพาะลูกค้าจริงๆ และเป็นโอกาสสำคัญที่ไม่มีอีกแล้ว เรื่องนี้เป็นกลยุทธ์ที่ดีที่จะเรียกลูกค้าจำนวนมากเข้าโครงการ เพราะลูกค้าจะรู้สึกว่า นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการซื้อโครงการ

9.ดีกว่าคู่แข่ง หลายครั้งลูกค้าแวะมาดูโครงการเราเพราะโครงการคู่แข่งออก Campaign เรียกลูกค้า กลยุทธ์นี้ถือมีความจำเป็นมากสำหรับการแข่งขันครับ เราจำเป็นต้องรู้ว่าใครคือคู่แข่งของเรา เขาอยู่ที่ไหนใกล้กว่าหรือไกลกว่า มีข้อด้อยในเรื่องทำเลอย่างไร อย่าลืมว่า การซื้อบ้านเรื่องทำเลมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ เขาให้สินค้าอะไร ในราคาที่เท่ากับเราหรือถูกกว่าเรา ขนาดของบ้าน ขนาดของห้อง จำนวน Function ในบ้าน ขนาดพื้นที่ ตร.ว. สเปควัสดุที่ให้ สภาพโครงการ ส่วนกลางที่ให้ สโมสร ชื่อเสียงของบริษัท ผลงานที่ผ่านมาในอดีต เราคงต้องคิดแบบลูกค้าครับว่า ถ้าจะให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกเราแทนคู่แข่งเราต้องนำเสนออะไรที่มากกว่า

10.วันนี้ พิเศษสุด เช่น ข้อเสนอพิเศษ ราคาพิเศษ แปลงสวยที่สุด ลูกค้าเสียประโยชน์อะไร เช่น ได้ราคาใหม่แพงขึ้น แปลงที่ดูไว้ถูกคนซื้อไป ไม่ได้ Promotion นี่เป็นกลยุทธ์สุดท้ายที่จะปิดการขายลูกค้าครับ ลูกค้าต้องรู้ว่าถ้าเค้าไม่ตัดสินใจวันนี้ เค้าจะเสียโอกาสที่ดีๆอะไรบ้าง
ในสถานะการณ์การขายที่ยากลำบากขึ้นสำหรับปีนี้ หวังว่าเหล่านักการตลาดและผู้ทำโครงการทั้งหลายคงจัดหา Campaign ดีๆมานำเสนอเพื่อให้ชนะใจลูกค้านะครับ

ที่มา home.co.th

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

6 ขั้นตอนเก็งกำไรอสังหาฯ หนทางรวยไวแบบไม่เสี่ยง

6 ขั้นตอนเก็งกำไรอสังหาฯ หนทางรวยไวแบบไม่เสี่ยง

เมื่อพูดถึงการเก็งเอากำไรอสังหาริมทรัพย์หลายท่านคงนึกถึงภาพการทำเงินช่วงสั้น ๆ แบบจับเสือมือเปล่าทั้งที่รู้ว่ามีความเสี่ยงสูงปรี๊ด มักทำกันโดยอาศัยการปั่นราคา ปล่อยข่าวลือ แย่งซื้อใบจองมาขายต่อ หรือการเอาเปรียบคนอื่นกัน

แต่สำหรับการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ แนวคิดแบบใหม่ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ จะมีรูปแบบและวิธีการที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคยกันแต่เดิมค่อนข้างมาก แทบจะไม่เหลือเค้าโครงเดิมอยู่เลย

ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าจะมีการนำเอาแนวความคิดในการลงทุนและการเงินสมัยใหม่เข้ามาใช้ผสมผสานร่วมด้วย จนแปรเปลียนสภาพมาเป็นกลยุทธ์ทำเงินในระยะสั้นแต่ให้ผลตอบแทนได้ดี รวดเร็วทันใจและที่สำคัญก็คือ ความเสี่ยงต่ำมาก เปรียบเทียบกันแล้วจะน้อยกว่าการลงทุนโดยทั่วไปด้วย เพราะถือว่าสั้นกว่าในการทำธุรกรรมเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับความผันแปรของเศรษฐกิจใดๆ

ปัจจุบันการเก็งกำไรในรูปแบบใหม่นี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จไวๆ และต้องการรวดเร็ว ซึ่งในต่างประเทศถึงขั้นมีการสอน จัดฝึกอบรมและแต่งหนังสือกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่น่าเสียดายที่ว่า สำหรับในเมืองไทยเราแล้วเรื่องเหล่านี้ยังถือเป็นของใหม่ที่มาก

ทั้งนี้หลักคิดที่มีการเผยแพร่กันออกมาอย่างในต่างประเทศจะมีอยู่หลายรูปลักษณ์ด้วยกัน เช่น บางค่ายก็จะออกมาเป็นเทคนิคของการลงทุนแบบจับเสือมือเปล่าโดยอาศัยเงินของคนอื่น (Investing In Real Estate with OPM) บ้างก็เป็นเทคนิคที่ทำให้ไม่ต้องใช้เงินดาวน์ (Nothing Down Techniques) และในระยะหลังที่ฮือฮากันอย่างมาก ก็คือ ประยุกต์เป็นเทคนิคของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ทำกำไรภายในวันเดียวกัน (Real Estate Day Trading) ทำไม่ต่างอะไรกับการซื้อขายหุ้นอย่างไรอย่างนั้น

โอกาสนี้เลยจึงขอหยิบยกหลักคิดและวีธีของการเกร็งกำไรของแนวคิดใหม่นี้มาเจาะลึก เพื่อจะได้มาดูกันอย่างจะจะเลยว่าเขาทำกันอย่างไร ทำไมจึงให้ผลตอบแทนที่ได้ดีและไว และมีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งหลักปฏิบัติในการเก็งกำไรแบบแนวคิดใหม่ปกติจะมีขั้นตอนดำเนินการหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 6 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดเป้าอสังหารริมทรัพย์ที่จะเก็งกำไร

ถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด เนื่องจากถ้าหากไม่มีการกำหนดเป้าไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นก็จะไม่ต่างอะไรกับการที่ยิงปืนออกไปโดยไม่มีจุดหมายใด ๆ หรือเป็นการทำไปอย่างไร้ค่า และหากฝืนยิงกระสุนออกไปก็จะมีแต่เจ๊งกับเจ๊งเท่านั้น

สิ่งที่ต้องควรนึกคิด ก็คือไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทหรือทุกชิ้น ที่จะสามารถนำมาเก็งกำไรได้ แต่จะมีเพียงอสังหาริมทรัพย์บางอย่างที่เหมาะสมกับการเก็งกำไรเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขสำคัญก็คือจะต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีสภาวะคล่องสูง มีโอกาสที่จะซื้อได้ต่ำกว่าราคาของตลาด มีกระแสของเงินสดและสามารถเพิ่มค่าในระยะเวลาสั้น ๆ ให้ด้วย

ตัวอย่างอสังหาริมทรัพย์ที่เหมาะสมกับการเก็งเอากำไร เช่น บ้านเก่าที่ทรุดโทรมแต่อยู่ในทำเลดี หรือที่ดินเปล่าในบริเวณชุมชนหนาแน่น แผงลอยค้าขายและคอนโดฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเป็นอสังหาฯ ที่ซื้อตรงจากผู้มีความจำเป็นต้องรีบขายเท่านั้น

การกำหนดเป้าหมายอสังหาริมทรัพย์ ในการเก็งกำไรอย่างชัดเจนนั้น นอกจากจะช่วยให้งานลำดับอื่น ๆ ทำได้ง่ายและประหยัดเวลาแล้ว ก็ยังสามารถช่วยให้ผู้เก็งกำไรสามารถลงลึกไปในอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ ได้ด้วย

ขั้นตอนที่ 2 ค้นหาและสร้างฐานลูกค้าที่จะขายต่อทำกำไร

เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญที่จำเป็นต้องกระทำก่อนตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่นกัน โดยขั้นตอนนี้ถือเป็นกุญแจความสำเร็จของการเก็งเอากำไรเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะช่วยให้การเก็งกำไรนั้นประสบความสำเร็จได้ดีแล้ว ยังจะทำให้ความเสี่ยงลดลงด้วย อันเนื่องมาจากทำให้กับมีลูกค้ารอซื้ออยู่ก่อนแล้ว

สำหรับเคล็ดลับที่สำคัญในการหาลูกค้าเป็นอย่างดีเสียก่อน ทั้งนี้ลูกค้าชั้นดี กลุ่มที่ได้รับการยอมรับกันว่า เหมาะสมกับการเก็งกำไรตามแนวคิดนี้มากที่สุดก็คือ “ผู้ซื้อที่กระหายใจในการซื้อ (Motivated Buyer)” ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่ใครที่ไหน แต่จะเป็นกลุ่มของนักลงทุนและนักเก็งกำไรด้วยกันเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเป้าหมายการซื้อของกลุ่มนักลงทุนและนักเก็งกำไร ก็คือ การอ้างอิงกับโอกาสที่ทำกำไรเป็นสำคัญ ดังนั้นถ้าหากใครมีอสังหาริมทรัพย์ที่แน่ใจว่า ที่ตรงนั่นเป็นของดีราคาถูกมาขายส่งให้เพื่อไปขายต่อทำกำไร ก็จะตัดสินใจได้ในทันทีโดยไม่ลังเลใดๆ แถมกำลังซื้อของคนกลุ่มนี้ยังพิเศษกว่าลูกค้ากลุ่มอื่นตรงที่จะมีอย่างเหลือเฟือ คนคนเดียวสามารถซื้อขายบ้านหรือคอนโดฯ ทำกำไรได้ทีเป็น 10 หรือ 20 หลัง หรือบางทีมากกว่านนี้ก็ยังเป็นไปได้

คนทั่วไปมักคิดว่าลูกค้ากลุ่มนี้หายาก ไม่รู้ว่าจะหาผู้ซื้อที่กระหายจะซื้อกลุ่มนี้ได้ที่ไหน แต่จริง ๆ แล้วลูกค้าประเภท Motivated Buyer กลุ่มนี้จะหาได้ง่ายมากหากสามารถเข้าได้ถูกที่และถูกทาง

ซึ่งโดยปกติแล้วสถานที่ที่จะเป็นแหล่งรวมของลูกค้ากลุ่มนี้ไว้จำนวนมากก็คือตามชมรมหรือสมาคมผู้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในโฮมเพจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือในงานการประมูลขายอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

ขั้นตอนที่ 3 ค้นหาและเข้าถึงผู้ขายอสังหาริมทรัพย์

เมื่อหาและสร้างฐานของลูกค้าได้มากพอแล้วขั้นตอนถัดมาก็คือการค้นหาอสังหาฯ พื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นของดีราคาถูกมาป้อนให้กับกลุ่มลูกค้าผู้ซื้อเหล่านี้ ซึ่งทำได้โดยจากการสอบถามและวิเคราะห์ความต้องการของตัวลูกค้าที่มีอยู่ให้ทราบแน่ชัดตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วจึงค่อยล่าหาอสังหาริมทรัพย์ที่ตรงกับความต้องการมาป้อนให้ลูกค้าเหล่านี้ต่อไป

จะเห็นได้ว่าภารกิจของการเก็งราคากำไรตามแนวคิดใหม่นี้จะเป็นการ “เซาะหาอสังหาริมทรัพย์มาป้อนให้กับผู้ซื้อ” ที่ตัวเรารู้ความต้องการของลูกค้าอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งการดำเนินการจะง่ายกว่าการเก็งกำไรรูปแบบเก่ามากที่เป็นการ “หาผู้ซื้อมาป้อนให้กับอสังหาริมทรัพย์”

อย่างไรก็ดีการล่าหรือแสวงหาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น “ของดีราคาถูก” นั่นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ซึ่งเคล็ดลับความสำเร็จอยู่ตรงที่ต้องหาและติดต่อซื้อขายโดยตรงจาก “ผู้ขายที่จำเป็นจะต้องรีบขาย (Motivated Seller)” เพียงเท่านั้น หากไปซื้อจากผู้ขายที่เป็นคนรวยและไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินแล้ว ยังไงก็จะไม่มีทางได้ของดีและต่อรองราคาใด ๆ ได้เลย

ซึ่งปกติผู้ขายที่จำเป็นต้องรีบขาย ได้แก่ คนที่กำลังมีปัญหาทางการเงิน คนที่กำลังถูกฟ้องร้องครอบครัวที่หย่าร้าง หรือหัวหน้าครอบครัวพึ่งเสียชีวิต คนที่มีปัญหาสุขภาพ คนที่กำลังย้ายงานหรือเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่เสียหายจากภัยต่าง ๆ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม ฟ้าผ่า ฯลฯ และเจ้าของไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะซ่อมแซมเองได้

ขั้นตอนที่ 4 จัดการเงินดาวน์และแหล่งเงินทุนที่ใช้เก็งกำไร

เงินดาวน์จัดเป็นเงินที่จ่ายออกที่สำคัญที่สุดสำหรับการเก็งเอากำไร ดังนั้นหลักคิดการเก็งกำไรแนวคิดใหม่จะเน้นการใช้เงินดาวน์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ยิ่งใช้น้อยเท่าไหร่ถือว่ายิ่งดีเท่านั้น โดยดีที่สุดก็คือไม่ต้องใช้เงินดาวน์ใด ๆ เลย ถือว่าเป็นการจับเสือด้วยมือเปล่าอย่างเต็มรูปแบบสำหรับหลักคิดในการไม่ต้องใช้เงินดาวน์นี้สามารถทำได้ไม่ยาก โดยอาศัยกลยุทธ์จากการเงินและการเจรจาต่อรองเข้ามาร่วมผสมผสานกัน ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาวิธีออกมาหลายรูปแบบด้วยกัน

ตัวอย่างกลยุทธ์ช่วยให้ไม่ต้องดาวน์ เช่นเจราต่อรองขอเครดิตจากผู้ขาย นำอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อขายกันมาค้ำต่อ หรืออาจตัดขายบางส่วนออกโดยยืมค่านายหน้ามาใช้ก่อน แล้วค่อยใช้กลับคืนให้ในภายหลัง เจราจากกู้ยืมเงินจากธนาคาร หยิบยืมจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือใช้ออพชั่น (Option) เข้ามาช่วย เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 5 ถือรอดำเนินการ

แล้วเมื่อพบเจออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของดีและราคาถูกแล้ว แม้จะมีผู้ซื้อรออยู่แล้วก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถจับคู่ให้เกิดการซื้อขายได้เลยในทุกกรณี ส่วนใหญ่มักจำเป็นต้องถือระยะหนึ่งก่อนเพื่อรอการดำเนินการอื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น เข้าเคลียร์แก้ไขบ้านหรือทำให้อสังหาริมทรัพย์หลังนั้นกลับมาดูดีและเพิ่มค่าก่อน อาจจะต้องมีการซ่อมแซม ทาสีและทำความสะอาดอื่นๆ รวมกระทั้งถึงการจัดเตรียมสัญญาซื้อขายให้พร้อมเสียก่อน

ซึ่งในระหว่างถือครองรอนี้หากบริหารจัดการไม่ดีก็จะส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ง่าย ๆ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดจำเป็นต้องวางแผนในเรื่องนี้เนิ่น ๆ ตั้งแต่แรก โดยเน้นเลือกเก็งกำไรกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีโอกาสปล่อยเช่า (Rental Yield) ได้ดี เพื่อจะได้มีกระแสเงินสด (Cash Flow) มาช่วยในระหว่างถือครองได้ด้วย

ขั้นตอนที่ 6 ขายทำกำไร (Profit Taking)

ถือเป็นภารกิจสุดท้ายในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ต่างๆจากการเก็งกำไรและจับเสือด้วยมือเปล่า กฎทองง่าย ๆ ในส่วนนี้ก็คือต้องพยายยามขายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้เงินในการเก็งกำไรเพิ่ม

แม้ตามแนวคิดเก็งกำไรสมัยใหม่นี้จะเน้นการตั้งราคาขายในราคาที่ต่ำกว่าตลาดเพื่อให้ขายได้เร็ว แต่กลยุทธ์ทางด้านราคาเพียงอย่างเดียวมักยังไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่มักจะจำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์การตลาดเข้ามาเสริมด้วย

การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์แนวคิดใหม่จะมีการนำเอาแนวคิดการลงทุนและการเงินสมัยใหม่เข้ามาใช้ผสมผสานร่วมด้วย จนแปรสภาพมาเป็นกลยุทธ์ทำเงินระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนได้ดี รวดเร็วทันใจ ที่สำคัญคือความเสี่ยงต่ำมากเพราะถือสั้นกว่า ทำให้ธุรกรรมเป็นอิสระไม่ขึ้นกับความผันแปรทางเศรษฐกิจใด ๆ

สำหรับผู้สนใจศึกษาเรื่องเหล่านี้ในรายละเอียดลึกๆ สามารถติดตามอ่านได้จากหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คของอาจารย์อนุชา กุลวิสุทธิ์ เรื่อง "เก็งกำไรอสังหาฯ อย่างมีหลักการ" ตามร้านหนังสือทั่วไป ซึ่งจะเริ่มวางแผงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2558 นี้ เป็นต้นไป


โครงการบ้านใหม่ ติดตามได้ที่ http://home.sanook.com/6591/
ที่มา home.co.th

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ซื้อโครงการบ้านใหม่ก่อน แล้วผ่อนทีหลัง หรือ เก็บเงินก่อน ค่อยซื้อ ดีนะ?

ซื้อโครงการบ้านใหม่ก่อน แล้วผ่อนทีหลัง หรือ เก็บเงินก่อน ค่อยซื้อ ดีนะ?




หากเราว่ามองแบบทั่ว ๆ ไปแล้ว ดูเหมือนว่าในค่านิยมการซื้อขายบ้านหรือบ้านก่อนแล้วค่อยทยอยผ่อนนั้น  ก็จะเป็นทางเลือกที่คนส่วนมากนิยมทำกันทั่วไป และนั่นเป็นเพราะว่า โดยปกติทั่วไปแล้วบ้านหรือบ้านจัดเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากเราจะรอซื้อเงินสดละก็ มูลค่าของบ้านนั้นจะสูงเกินจะเอื้อมถึงแน่นอน อีกทั้งในการที่เราเก็บเงินสดให้ได้มูลค่าหลักล้านนั้นก็ ไม่ได้เป็นเรื่องที่มันง่ายนักเลย แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าการเก็บเงินก่อนแล้ว และค่อยจะซื้อบ้านจะเป็นทางเลือกที่ผิดหลอก แต่ในทางกลับกันก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับใครหลายคนเช่นกัน นั่นก็เป็นเพราะว่า ดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้านนั้นมีราคาสูงมาก และอาจสูงกว่า 2 เท่าของราคาบ้านด้วยซ้ำไป เช่น ซื้อบ้านในราคา 5 ล้านบาท แต่หากเราผ่อนแบบปกติไม่มีการรีไฟแนนซ์ และหรือไม่โปะเงินต้น ซึ่งผู้ซื้อจะต้องจ่ายยอดถึงรวมกัน 11 ล้านบาทเลย เท่ากับได้บ้านสองหลังแต่เราจ่ายเพียงหลังเดียวเท่านั้นถือว่าขาดทุนมาก

ถ้าหากมีศักยภาพที่เพียงพอที่จะเก็บเงินได้ไวเรา ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้เยอะ แถมการที่เราไม่เป็นหนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จะต้องเสียเวลาติดต่อในดำเนินการยุ่งยากไม่น้อยเลยทีเดียวอีกด้วย

ในการที่เราจะตัดสินใจว่าเราจะเป็นหนี้ก่อน หรือเราจะค่อย ๆ ทำการเก็บเงินไป จึงอาจจะไปขึ้นอยู่กับวิถีชีวิต และในความจำเป็น โดยศักยภาพทางการเงินของในแต่ละบุคคลนั้นๆ ไม่มีทางเลือกไหนถูกผิดแน่นอน และมีแต่เหมาะสมหรือไม่เท่านั้น โดยที่ระบบการเงินในทุกช่องทางก็ต่างออกแบบมาและเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นเองค่ะ

และจะว่าไปแล้วทั้งใน 2 กรณีนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวเลือกเท่านั้นเอง นอกจากนี้่ยังมีตัวเลือกอื่น ๆ ให้เลือกให้เห็นอีกมาก เช่น ในบางคนก็เลือกที่จะซื้อที่ดินไว้ก่อน แล้วทิ้งไว้ 4-5 ปี จึงจะคิดสร้างบ้าน หรือในบางคนแม้เดิมทีที่ดินอาจจะตั้งอยู่ในทำเลที่ไม่สะดวกเลย แต่ก็เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานก็ได้เกิดความเจริญค่อย ๆ เข้าถึง และมีมูลค่าที่ดินย่อมสูงขึ้นอีกด้วย เราอาจแบ่งขายที่ดินแล้วก็นำกำไรส่วนนั้นมาใช้ในสร้างบ้านก็ได้ เสมือนได้บ้านฟรีเลยค่

“เช่าตลอดชีพ ไม่คิดจะซื้อ” เราก็อาจเคยเห็นกรณีนี้ ก็จะเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ โดยผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยที่ได้คิดเช่าบ้านตลอดชีพ โดยไม่คิดจะซื้อ นั้นก็เพราะหากนำตัวเลขทางการเงินมาวิเคราะห์แล้ว โดยสมมุติเทียบมูลค่ากับบ้านแล้ว หลังละ 5 ล้านบาท แต่หากเราผ่อนต้องจ่ายเดือนละ เดืนประมาณ 3 หมื่นบาท รวมยอดแล้ว 30 ปีก็เป็นเงิน 11 ล้านบาทเลย โดยผู้คนบางกลุ่มก็จึงคิดว่า ถ้าหากเขาเช่าบ้านเดือนละ 15,000 บาท ก็จะเท่ากับ เช่าปีละ 1.8 แสนบาท และนั่นก็หมายถึงว่า เขาสามารถเช่าบ้านได้นานถึง 61 ปี และแถมยังต้องจ่ายต่อเดือนน้อยกว่าอีกด้วยซ้ำไป

แล้วถ้าหากคุณกำลังอยู่ในวัย 25 ปีขึ้นไป ซึ่งตัวเลข 61 ปี ก็เป็นตัวเลขที่น่านำมาคิดทบทวน นั้นก็เพราะโดยเฉลี่ยแล้ว มนุษย์เราก็มีชีวิตกันเพียง 70 ปีเท่านั้น และเมื่อตัดอายุช่วงวัยเรียนซึ่งได้มีพ่อแม่คอยเลี้ยงดู และชีวิตเราก็จะเหลือค่าเฉลี่ยเพียง 50 ปีเท่านั้น และเท่านั้น การเช่าบ้านมูลค่า 15,000 ต่อเดือน ก็จะจึงเป็นตัวเลขที่พอเพียงต่อการอยู่และอาศัยในช่วงที่ชีวิตที่เหลือแล้ว

ข้อดี ก็คือคุณจะสามารถเปลี่ยนโครงการบ้านใหม่ได้เรื่อย ๆ และคุณสามารถย้ายสถานที่ได้ตามที่คุณต้องการ และคุณก็ไม่ต้องวิตกกังวลกับทำเลที่ถูกทิ้งร้างไว้ และไม่จำเป็นต้องไปเสียค่าบำรุงรักษาบ้านเลยค่ะ เพราะในหน้าที่นี้ก็เป็นของผู้ให้เช่ารับผิดชอบไป และสุดท้ายแล้วเราทุกคนก็ต่างไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินใด ๆ เลยค่ะ

โดยเฉพาะยุคนี้แล้ว เป็นยุคที่ผู้คนโสดมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่เพียงลำพังมากขึ้น และไม่รู้จะเก็บบ้านไว้ให้ใครอีก เช่าตลอดชีพก็จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างจะมีอิสระมากกว่าตัวเลือกอื่น ๆ เลย แต่ในข้อดีก็ต่างจะมีข้อเสียอยู่เสมอ โดยจะเลือกวิธีไหน อยู่ที่ใจต้องการของเรา

กำจัด 10 จุดอ่อน แก้ไขปัญหากู้ซื้อบ้าน ไม่ผ่าน

แก้ไขปัญหากู้ซื้อขายบ้าน ไม่ผ่าน ด้วยวิธีกำจัด 10 จุดอ่อน

        ผลกระทบจากภาวะของเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัวทำให้รายได้หรือกำลังซื้อในบางส่วนลดลง ขณะเดียวกันทางสถาบันการเงินก็มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งเหตุผลหลักที่ทางแบงก์ปฏิเสธการให้สินเชื่อก็เนื่องมาจากความสามารถในการชำระหนี้ของตัวผู้กู้ลดลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีภาระของการผ่อนรถยนต์คันแรก, การมีบัตรเครดิตหลายใบ, การผ่อนชำระสินค้ากับบัตรต่างๆ ตลอดจนรายได้ที่ได้รับมานั้นลดลงในบางอาชีพอันเป็นผลมาจากการชุมนุมทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้น
ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงต่างๆในการยื่นขอกู้ซื้อบ้านแล้วไม่ผ่าน จึงมีคำแนะนำให้กำจัด 10 จุดอ่อน ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินดังนี้

1.บัตรเครดิตหลายใบมีไว้ทำไม ไม่รู้หรือว่ามีผลทำให้กำลังซื้อขายบ้านของคุณลดลง ในการพิจารณาวงเงินที่จะให้สินเชื่อซื้อบ้านนั้น แบงก์จะนำวงเงินจากบัตรเครดิตทุกใบที่มีอยู่นั้น คิดรวมเป็นภาระหนี้สิน (แม้จะยังไม่ได้รูดจ่ายก็ตาม) จะส่งผลให้กู้ได้น้อยลงหรืออาจกู้ไม่ผ่านในที่สุด หากภาระหนี้สิน ทั้งหมดมีเกินกว่า 40% ของรายได้รวมทั้งหมด

2.ผ่อนซื้อสินค้าผ่านบัตรต่างๆ คุณต้องรีบเคลียร์ให้หมด ปัจจุบันนี้นอกเหนือจากบัตรเครดิตแล้ว ยังมีบัตรที่สำหรับผ่อนชำระสินค้าอื่นๆ ซึ่งควรรีบเคลียร์ให้หมด มิฉะนั้นก็จะถูกนำมาพิจารณาเวลาที่จะให้สินเชื่อด้วยเช่นกัน

3.จะยื่นกู้ซื้อบ้านก็ควรเช็คเครดิตบูโรซะก่อน ซึ่งบางคนยังมีหนี้หรือยอดค้างชำระหนี้โดยไม่รู้ตัว เมื่อยื่นขอกู้กับแบงก์จะตรวจสอบข้อมูลมายังเครดิตบูโร ซึ่งเครดิตบูโรก็จะเก็บรวบรวมข้อมูลของการชำระสินเชื่อหรือบัตรเครดิต อันประกอบไปด้วยข้อมูลส่วนบุคคลและประวัติการชำระสินเชื่อ ทั้งวงเงินยอดค้าง และประวัติการผิดนัดชำระหนี้สินในแต่ละสิ้นเดือนย้อนหลัง ไม่เกิน 36 เดือน

หากผู้ขอสินเชื่อนั้นมีประวัติการชำระสินเชื่อที่ไม่ดี มีการค้างชำระหรือผิดนัดชำระหนี้สินต่างๆ หรือแม้กระทั่งยังไม่เคยมีประวัติสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่ใดเลย โอกาสที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินนั้นก็จะมีน้อยลงไป หรือถึงขั้นที่ไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ก็เป็นได้

4.ผ่อนรถยนต์คันแรกอยู่ ต้องคิดให้ดีก่อนที่จะกู้ซื้อบ้าน สาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่แบงก์ปฏิเสธการให้สินเชื่ออันเนื่องมาจากผู้กู้มีภาระ ติดผ่อนชำระรถยนต์จากโครงการรถคันแรก ดังนั้นก่อนที่จะซื้อบ้านต้องคิดให้ดีหรือลองทำ Pre-approve กับสถาบันการเงิน เพื่อดูความสามารถในการชำระหนี้ว่ายังผ่อนบ้านเพิ่มได้อีกหรือไม่

5.อย่าค้ำประกันให้ใครง่ายๆ เพราะสถาบันการเงินนั้นจะนำมาพิจารณารวมเป็นภาระหนี้ของคุณด้วย อาจทำให้ความสามารถในการกู้ลดลง เช่นเดียวกับบัตรเครดิตหรือบัตรผ่อนสินค้าอื่นๆ

6.ก่อนคิดที่จะกู้ลองสร้างเครดิตดีๆให้ตัวเองกันไหม หากไม่มั่นใจในรายได้หรืออาชีพของตนเองแล้ว กลัวแบงก์จะปล่อยกู้หรือไม่ ลองสร้างเครดิตที่ดีให้กับตัวเองโดยการเปิดบัญชีออมเงินสักระยะหนึ่งอาจจะ 1-2 ปี ซึ่งนอกจากเงินออมนี้จะกลายเป็นเครดิตว่าคุณมีวินัยทางการเงินได้อีกทางหนึ่งด้วย

7.หาผู้กู้ร่วมที่มีเครดิตดีๆซะคน การที่มีผู้กู้ร่วมที่มีอาชีพมั่นคง มีรายได้ประจำ เช่น ข้าราชการ, พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือประกอบวิชาชีพพิเศษ เช่น แพทย์, อัยการ เป็นต้น อาจจะทำให้มีโอกาสที่จะได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินมากขึ้น

8.เลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกำลังที่จะซื้อ ในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยนั้น ขอให้คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ไว้เป็นหลัก ไม่ใช่เพราะความต้องการอยากได้มาเป็นของตัวเอง เพราะ ถ้าหากผ่อนไม่ไหวมันจะกลายเป็นภาระที่หนักอึ้ง หรืออาจจะต้องยอมให้แบงก์ยึดไปอย่างน่าเสียดาย นกน้อยต้องทำรังแต่พอตัว

9.เลือกระยะเวลาในการผ่อนชำระยาวๆ ไว้ก่อน แนะนำให้เลือกระยะเวลาการผ่อนชำระบ้านที่นานๆ ไว้ก่อน เช่น 25-30 ปี เพื่อให้วงเงินที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนน้อยๆ หากรายได้ลดลงก็ไม่เป็นกระทบกับการผ่อน ในทางกลับกันถ้ามีรายได้เพิ่มขึ้นก็สามารถโปะได้ หรือไม่ต้องผ่อนนานตามที่กำหนดไว้ได้
        แต่ถ้าเลือกผ่อนระยะสั้นไปแล้วจะขอขยายเวลาออกไปต้องเสียเวลาไปยื่นเรื่องใหม่ๆ และอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก

10.ถ้าคุณยังไม่พร้อม ก็อย่าเพิ่งคิดที่จะเป็นหนี้ เนื่องจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะผูกพันเป็นภาระหนี้ในระยะยาวเป็น 10 ปี 25 ปีขึ้นไป ฉะนั้นต้องมั่นใจในกำลังเงินผ่อนของตัวเองเสียก่อนจึงคิดจะมีบ้าน

ถ้าหากคุณสามารถกำจัด 10 จุดอ่อนเหล่านี้ ซึ่งจะมีผลต่อการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินลงได้แล้วล่ะก็ เชื่อว่าคุณจะมีบ้านได้อย่างใจฝันแน่นอน

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

15 ต้นไม้มงคล ที่นิยมปลูกไว้ในบ้าน

15 ต้นไม้มงคล ที่นิยมปลูกไว้ในบ้าน

          ไม่ว่าใคร ๆ ทีได้ซื้อขายบ้านมาใหม่ ก็อยากที่จะให้บ้านของตัวเองมีความร่มรื่น อยู่เย็นเป็นสุข หลายคนจึงมีความคิดที่จะปลูกต้นไม้มงคลไว้ภายในบ้าน เพื่อเอาเคล็ด เอาโชค เอาชัย โดยตามความเชื่อของคนโบร่ำโบราณที่ได้บอกต่อกันมาช้านาน และถ้าใครยังไม่รู้ว่า คนโบราณเขาจะแนะนำให้ปลูกต้นไม้อะไร เพื่อเสริมสิริมงคลในด้านต่าง ๆ  วันนี้ก็ได้รวบรวมต้นไม้มงคล 15 ชนิด ที่คนเรานิยมปลูกกันในบ้านมาบอกให้ทราบกัน เผื่อจะได้เป็นไอเดียดี ๆ สำหรับตกแต่งสวนในบ้านยังไงล่ะคะ

 ต้นมะยม
          ฟังแค่ชื่อ "มะยม" ก็คงพอจะเดาได้ใช่ไหมล่ะว่า ทำไมคนเราถึงนิยมปลูกต้นมะยมไว้ที่บ้านกัน ก็เพราะเขาเชื่อกันว่า การปลูกต้นมะยมจะทำให้คนนิยมชมชอบ รักใคร่ มีชื่อเสียง ไม่มีคนคิดร้ายกับเรา หรือเป็นศัตรูนั่นเอง ส่วนอีกความเชื่ออย่างหนึ่งก็บอกว่า หากปลูกต้นมะยมไว้ตรงทางทิศตะวันตก จะช่วยป้องกันภูตผีปีศาจได้ตามความเชื่อ

 ต้นมะม่วง
          นอกจากต้นมะม่วงจะให้ร่มเงาแล้ว ผลของมันแสนอร่อยแล้ว มะม่วงยังเป็นต้นไม้มงคลที่มีความเชื่อมานานแล้ว ตั้งแต่พุทธกาลว่า หากปลูกต้นมะม่วงไว้ตรงทางทิศใต้ของบ้านแล้ว จะทำให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านนั้น ร่ำรวยยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น และยังช่วยป้องกันไม่ให้คนอื่นมารังแก รังควาน หรือใส่ความได้ด้วย

 ต้นขนุน
          เป็นอีกหนึ่งต้นไม้ชื่อมงคล ที่คนทั่วไปนิยมปลูกเช่นกัน เพราะตามความเชื่อของคนโบราณที่บอกกันว่า การปลูกต้นขนุนจะทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับการสนับสนุน จะมีคนคอยอุปการะอุดหนุนจุนเจือ คอยทีจะให้ความช่วยเหลือ มีคนสรรเสริญ สามารถป้องกันอันตรายและคนใส่ร้ายป้ายสีได้ ซึ่งถ้าหากบ้านไหนคิดจะปลูกต้นขนุนแล้วล่ะก็ ควรเลือกที่จะปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะดีที่สุด โดยให้หัวหน้าครอบครัวเป็นคนลงมือปลูกในวันจันทร์ หรือวันพฤหัสบดี

 ต้นมะขาม
          ถ้าหากบ้านไหนต้องการที่จะให้ผู้อื่นเกรงขาม ซึ่งตามความเชื่อเขาแนะนำให้ปลูกต้นมะขามไว้ในทางทิศตะวันตก เพราะเชื่อกันว่า ต้นมะขามจะทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยเป็นที่น่าเกรงขามต่อผู้อื่น และทำให้คนชื่นชอบ นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันคดีความ ภูตผีปีศาจ และผีซ้ำด้ำพลอย

 ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน
          ต้นไม้ประจำชาติไทยที่ออกดอกสีเหลืองทองสวยอร่ามนี้ คนไทยสมัยโบราณมีความเชื่อที่เชื่อกันว่า หากนำมาปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน จะช่วยให้ผู้ที่อยู่อาศัยถายในบ้านมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นทวีคูณ นอกจากนี้ จะช่วยให้คนภายในบ้านมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ด้วย เพราะต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำชาติไทย ส่วนใบของต้นราชพฤกษ์ก็มักถูกนำไปใช้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ต่างๆ คนจึงเชื่อว่า ต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากทีเดียว

 ต้นกล้วย
          ต้นไม้ที่ปลูกง่ายดายอย่างต้นกล้วยนี้ ก็เป็นต้นไม้ที่คนไทยสมัยก่อนนั้น นิยมปลูกไว้ในบ้านกันมาก เพราะนอกจากจะสามารถนำส่วนต่าง ๆ ของต้นกล้วย อย่างเช่น หัวปลี ลำต้น ผล ใบ ฯลฯ มาทำประโยชน์ได้มากมายแล้ว เขายังมีความเชื่อด้วยว่า การปลูกต้นกล้วยไว้ตรงทางทิศตะวันออกของบ้านจะช่วยให้การทำงานนั้นราบรื่น คิดสิ่งใดทำสิ่งใดก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากนั่นไง

 ต้นไผ่
          โดยตามตำราฮวงจุ้ยของจีนบอกไว้ว่า ต้นไผ่นั้น เป็นสัญลักษณ์ของความสง่าเหนือธรรมชาติ หากปลูกไว้ในบ้านก็จะเสริมมงคลให้ผู้อยู่อาศัย ทำให้เป็นคนที่มีจิตใจมุ่งมั่น ตั้งใจจริง มีสติปัญญา เอื้ออารี และกตัญญูรู้คุณ ซึ่งก็ไม่ต่างจากคนไทยที่เชื่อกันว่า หากปลูกต้นไผ่ไว้ในบริเวณบ้าน จะทำให้สมาชิกในบ้านตั้งใจทำงาน ประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม ไม่คดโกงเอารัดเอาเปรียบใคร นั่นก็เป็นเพราะลักษณะของต้นไผ่ที่มีลำต้นเหยียดตรง แข็งแรง สามารถต้านทานแรงลมพายุได้นั่นเอง

          หากจะปลูกต้นไผ่ ควรจะปลูกไว้ริมรั้วของบ้าน หรือบริเวณที่โล่งกว้าง ให้ต้นไผ่ได้แตกหน่อเจริญงอกงาม และควรปลูกไว้ทางทิศตะวันออก เพื่อให้ต้นไผ่ได้รับแสงแดดยามเช้า นอกจากนี้ ยังควรปลูกต้นไผ่ในวันเสาร์จึงจะเป็นมงคล อ้อ...ลืมบอกไปว่า ต้นไผ่มีหลากหลายชนิด ทั้งไผ่เหลืองทอง ไผ่สีสุก ไผ่เตี้ย ไผ่น้ำเต้า แต่คนโบราณเชื่อกันว่า ถ้าปลูกไผ่สีสุกจะช่วยให้สมาชิกในบ้านนั้นประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง และมีความสุขกันถ้วนหน้า เพราะชื่อไผ่สีสุกไปคล้องกับคำอวยพรที่ว่า "มั่งมีศรีสุข" นั่นเอง

 ต้นวาสนา หรือ วาสนาอธิษฐาน
          เห็นหลาย ๆ บ้านนิยมปลูกต้นวาสนากัน เพราะชื่อเป็นที่เป็นมงคล จึงทำให้คนเชื่อกันว่า หากบ้านใดปลูกต้นวาสนาจะทำให้มีความสุข ความสมหวังในชีวิต และเป็นต้นไม้แห่งโชคลาภด้วย และการเสี่ยงทายด้วย โดยหลายคนมีความเชื่อกันที่ว่า หากต้นวาสนาบ้านไหนออกดอกสวยงาม จะทำให้มีโชคลาภ ปรารถนาสิ่งใดก็จะสมดังใจมุ่งหมาย
          แล้วถ้าคุณคิดจะปลูกต้นวาสนาล่ะก็ ตามตำราเขาแนะนำให้ปลูกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และเนื่องจากต้นวาสนาเป็นต้นไม้ที่ให้ประโยชน์ทางใบ จึงควรจะปลูกในวันอังคาร โดยให้ผู้หญิงเป็นผู้ปลูกจะดีที่สุด เพราะชื่อวาสนาอธิษฐานเป็นชื่อที่เหมาะกับสุภาพสตรี

 ต้นแก้ว
          เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดไม่ใหญ่ ดอกสีขาวส่งกลิ่นหอมรัญจวนใจนี้ คนไทยจึนิยมปลูกไว้ริมรั้วบ้าน หรือปลูกลงในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารก็ได้ โดยคำว่า "แก้ว" หมายถึงสิ่งของที่มีคุณค่าที่คนนับถือบูชา เปรียบได้กับของมีค่าสูงดั่งดวงแก้ว ทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า หากปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้าน จะทำให้สมาชิกในบ้านนั้น เป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์เหมือนแก้ว มีความเบิกบานใจ และมีคนรักดั่งแก้วตาดวงใจนั่นเอง
          เพื่อความเป็นสิริมงคล คนโบราณแนะนำให้ปลูกต้นแก้วไว้ทางทิศตะวันออก และให้ปลูกในวันพุธ ตามความเชื่อที่ว่า การปลูกไม้ที่เอาประโยชน์ทางดอกควรปลูกในวันพุธแล้วจะเป็นมงคล

 ต้นเข็ม
          ทุกคนคงจะรู้กันอยู่แล้วว่า ดอกเข็ม ที่ใช้ในการประกอบพิธีไหว้ครู เป็นสัญลักษณ์แทนความฉลาดหลักแหลม เปรียบเสมือนกับเข็มที่แหลมคม เช่นเดียวกับการปลูกต้นเข็มไว้ในบ้านที่คนโบราณเขาก็เชื่อว่า จะทำให้สมาชิกภายในบ้านมีความฉลาดหลักแหลมเหมือนกับดอกเข็ม และยังช่วยให้มีปฏิภาณไหวพริบการเอาตัวรอดได้ด้วย หรือหากบ้านใดมีเด็กที่กำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ดอกเข็มก็กระตุ้นให้เด็ก ๆ สนใจใฝ่หาความรู้มาเติมเต็มให้ตัวเองอยู่เสมอ
          หากต้องการจะปลูกต้นเข็ม โบราณแนะนำให้หาคนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเล่าเรียนเป็นผู้ลงมือปลูก โดยเลือกปลูกทางทิศตะวันออก และปลูกในวันพุธ จะช่วยเสริมสิริมงคลให้แก่คนในบ้าน

 ต้นกระดังงา
          หากต้องการให้วงศ์ตระกูลของคุณมีชื่อเสียงโด่งดัง ต้นกระดังงา ก็คือต้นไม้มงคลตามความเชื่อของคนโบราณที่จะปรารถนาให้ลูกหลานมีชื่อเสียงก้องกังวานไปไกล มีลาภ ยศสรรเสริญ มีเงินทอง ผู้คนโดยทั่วไปนับหน้าถือตา เพราะชื่อ "กระดังงา" เป็นชื่อที่มีความหมายที่ดี และคนก็เชื่อกันว่า เสียงที่ดังนั้นไพเราะเพราะพริ้งดังก้องไปถึงสรวงสวรรค์เลยล่ะ
          นอกจากเรื่องชื่อเสียงทีโด่งดังแล้ว คนไทยยังเชื่อกันว่า กระดังงาเป็นต้นไม้ที่ช่วยเสริมเสน่ห์ให้สมาชิกภายในบ้านให้เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป และมีชีวิตที่หอมหวลเหมือนกับกลิ่นหอมของดอกกระดังงา ถ้าบ้านไหนที่คิดจะปลูกกระดังงาควรปลูกในวันพุธ ไว้ทางทิศตะวันออกของตัวบ้าน เพื่อให้แสงอาทิตย์สาดส่อง จะช่วยให้ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว เพิ่มความเป็นสิริมงคลแก่ตัวบ้าน และครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้าน

 ต้นโป๊ยเซียน
          โป๊ยเซียน ต้นไม้แห่งโชคลาภที่คนไทยทั่วไปนิยมปลูกกันมากอีกชนิดหนึ่ง เพราะเชื่อกันว่าจะทำลาภผลมาให้ และจะทำให้ครอบครัวที่ปลูกนั้นสงบสุข ขณะเดียวกัน บางคนยังมีความเชื่อทีว่า ต้นโป๊ยเซียน เป็นต้นไม้เสี่ยงทาย ถ้าหากบ้านไหนปลูกต้นโป๊ยเซียนแล้วออกดอกได้ 8 ดอก ก็จะมีโชคลาภ เงินทอง ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง เพราะต้นโป๊ยเซียนเป็นตัวแทนของเทพเจ้า 8 องค์ ที่จะนำความเจริญรุ่งเรือง และช่วยปกป้องคุ้มครองผู้ที่เป็นเจ้าของ
          ทั้งนี้ ตามเคล็ดลับปฏิบัติของการปลูกต้นโป๊ยเซียน ควรจะให้ ผู้ที่มีอายุ หรือญาติผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือมาลงมือปลูกให้ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นทิศมงคลของต้นโป๊ยเซียน ก็จะยิ่งเสริมความเป็นสิริมงคลให้ผู้อยู่อาศัย และควรปลูกในวันพุธ เพื่อให้ดอกที่ออกงดงามตามความเชื่อคนโบราณนั่นเอง ที่สำคัญควรเลือกดอกที่มีสีเหลือง หรือสีส้ม จะเป็นมงคลที่สุด

 ต้นโกสน
          ไม้พุ่มหลากสีชนิดนี้ นิยมปลูกกันมานานตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะภายในพระราชวัง และวัดต่างๆ เพื่อหวังให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข และถ้าหากนำมาปลูกในบ้าน ก็จะทำให้ครอบครัวนั้นมีแต่ความสงบสุข ปราศจากความขัดแย้งใด ๆ นั่นเพราะคนสมัยก่อนนั้นเชื่อกันว่า คำว่า "โกสน" มีเสียงสำเนียงใกล้เคียงกับคำว่า "กุศล" ซึ่งหมายถึงการสร้างบุญ สร้างสิ่งที่ดีงามเป็นบุญเป็นกุศลนั่นเอง
          ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง คนโบราณก็ยังแนะนำให้ปลูกต้นโกสนในวันอังคาร และปลูกไว้ทางทิศตะวันออกของบ้านเพื่อรับแสงแดดยามเช้า จะทำให้เห็นสีสันของใบที่สวยสด ดึงดูดสายตาของผู้ที่พบเห็น

 ต้นโมก
          มีความเชื่อบอกต่อ ๆ กันมาว่า การปลูกต้นโมก หรือ โมกข ที่หมายถึงผู้ที่หลุดพ้นด้วยทุกข์ทั้งปวง จะนำเอาความสุขกายสบายใจ ความปลอดภัยมาให้สมาชิกในบ้าน เพราะดอกโมกมีสีขาวบริสุทธิ์สะอาด ส่งกลิ่นหอมทั้งวัน บางคนอาจจะเรียกต้นโมกว่า พุดพิชญา หรือ พุทธรักษา เพราะเชื่อว่าจะต้นโมกสามารถปกป้องคุ้มครองสิ่งชั่วร้ายให้สมาชิกในบ้านได้
          เคล็ดลับสำหรับการปลูกต้นโมกก็คือ ให้ปลูกในวันเสาร์ เพราะเป็นต้นไม้ที่ปลูกเพื่อเอาคุณตามความเชื่อของคนโบราณ จะช่วยให้ต้นโมกเจริญงอกงามได้ดี และปกป้องคุ้มครองคนในบ้านได้ ซึ่งทิศที่เหมาะสมที่สุดในการปลูกต้นโมกก็คือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

 ต้นบานไม่รู้โรย
          เขาว่ากันว่าบ้านไหนมีคู่รักต้องปลูกต้นบานไม่รู้โรยไว้ในบ้านด้วย เพราะชื่อบานไม่รู้โรยเป็นชื่อมงคล หมายความถึง ความยั่งยืน ความอดทน และไม่ย่อท้อ หากเปรียบกับความรักก็เหมือนความรักที่ยั่งยืน ช่วยให้คู่รักมีความผูกพันมั่นคงต่อกันไปนาน ๆ ปราศจากความโรยรา หรือผันแปรตลอดไปนั่นเอง ฟังแล้วน่าปลูกไว้จริง ๆ
          และนี่ก็เป็นตัวอย่างต้นไม้มงคลที่ควรปลูกในบ้าน 15 ชนิด ที่คนโบราณเชื่อกันว่า จะช่วยเสริมพลังด้านต่าง ๆ ให้ผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน แต่อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นเพียงแค่ความเชื่อที่บอกเล่า และรับรู้สืบทอดต่อกันมาเท่านั้นนะคะ เพราะจริง ๆ แล้ว หากปรารถนาจะให้ครอบครัวมีแต่ความสุขความเจริญ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคนในบ้านที่จะช่วยกันสร้างสิ่งดี ๆ ที่เป็นมงคลให้เกิดขึ้นด้วยตัวเองค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หลักในการตรวจรับโครงการบ้านใหม่ ให้ได้บ้านใหม่ที่ดีเยี่ยม

หลักในการตรวจรับโครงการบ้านใหม่ ให้ได้บ้านใหม่ที่ดีเยี่ยม


ขอขอบคุณภาพจาก pondzz.files.wordpress.com



ในการซื้อขายบ้านทั้งที เราทุกคนก็คงจะอยากได้สิ่งที่ดีที่สุด และสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับเรา ในขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้เราได้บ้านดีๆ ได้อยู่กับเราไปนานๆ ก็คือ การตอนตรวจรับบ้านนี่แหละครับ ในวันนี้ เรามาดูกันค่ะว่า เราควรจะรู้อะไรเบื้องต้นกันก่อนไปตรวจรับโครงการบ้านใหม่กันบ้างค่ะ

1. ให้เน้นดูเป็นเรื่องๆ หรือให้เรียงเป็นห้องๆ ไป โดยเนื่องจากรายละเอียดที่ต้องดูในบ้านจะค่อนข้างมากมาย ขอแนะนำให้เน้นดูเป็นเรื่องๆ ไป หรือไล่เป็นห้องๆ ให้จบไป และพอเสร็จเรื่องหนึ่ง หรือห้องหนึ่ง เราก็จะเน้นดูเรื่องหรือห้องต่อไป เช่น เมื่อเราเดินเข้าห้องก็เริ่มเน้นไปที่ประตูก่อนเลย และแล้วไล่ตรวจประตูทุกบานในบ้าน จากนั้นก็เน้นดูระบบไฟฟ้าต่อเลย โดยไล่ดูทุกปลั๊กไฟ ให้ทดสอบไฟทุกดวงด้วย เป็นต้น หรือให้ไล่ดูทุกเรื่องในห้องนั่งเล่นก่อนก็ได้ เมื่อไล่ดูเสร็จแล้วค่อยเข้าไปดูห้องนอน เป็นต้น แ ละถ้าไล่ดูแบบนี้จะทำให้เราไม่ลืม หรือหลุดบางเรื่องไป ยิ่งในทางปฏิบัติ เวลาตรวจรับ นั้นจะมีเจ้าหน้าที่โครงการมาชวนคุยหรือเดินไปเดินมาอยู่ข้างๆ เราเสมอ อาจทำให้เราลืม คุยเพลิน หรือมองข้ามเรื่องบางเรื่องก็ได้

2. อย่าเชื่อคำเจ้าหน้าที่ เพราะปกติแล้ว เจ้าหน้าที่ของโครงการก็อยากจะให้มีการโอนบ้านให้มากที่สุด และเร็วที่สุด และให้แก้งานน้อยที่สุด ดังนั้นแล้วผลประโยชน์ทั้งหมดของเจ้าหน้าที่จึงได้ขัดกับเราผู้ซื้อที่ต้องการได้บ้านที่ดีที่สุดอย่างมาก ดังนั้น ถ้าเขาจะพูดอะไรเราคงต้องใช้หลักเหตุผลไตร่ตรองกันอีกทีนะค่ะ นอกจากนี้ เราควรจะตรวจสอบรายการและแก้ไขที่เจ้าหน้าที่โครงการจดด้วยว่าครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ และบางครั้งยังควรขอสำเนารายการพวกนี้ไปเก็บไว้สำหรับการตรวจรอบต่อไปด้วยอีกครั้ง ทางที่ดี หาคนที่พอรู้เรื่องการตรวจรับไปเป็นเพื่อนด้วยก็จะดีแน่นอนเพื่อช่วยกันดู และช่วยกันจด และยังตรวจเช็คความถูกต้องพวกนี้ค่ะ

3. ต้องถ่ายรูปไว้ให้หมด เนื่องจากในบางทีรายการที่ต้องแก้ไขมีมาก เราจึงควรถ่ายรูปเก็บไว้ว่าก่อนแก้ไขว่าเป็นอย่างไร และหลังจากได้แก้ไขแล้วให้เอามาเปรียบเทียบกับรูปที่ถ่ายไว้แล้ว เราจะได้เห็นความแตกต่างชัดเจน และยังดูว่าทางโครงการได้แก้ไขอะไรให้เราหรือไม่และ อย่างไร และควรชวนเพื่อนหรือญาติพี่น้องไปช่วยกันดูด้วย หรือถ่ายรูปด้วย หลายตาย่อมดีกว่าตาเดียวอยู่แล้วค่ะ

4. ถ้าโอนแล้วอาจแก้ยากหรือใช้เวลา โดยถ้าเป็นไปได้ควรโอนบ้านหลังจากแก้ไขจุดบกพร่องทั้งหมดเสร็จแล้วจะดีกว่า เพราะถ้าเราลงนามรับบ้าน และจะตกลงไปโอนกับโครงการแล้ว เราต้องยอมรับเลยว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่ในโครงการที่จะช่วยท่านแก้ไขข้อบกพร่องก็อาจจะลดลงทันที หรือถ้าเจอเจ้าหน้าที่ดีๆ ก็อาจจะไม่ลดลง แต่เขาอาจจะไปให้ความสำคัญกับงานที่จะต้องโอนสำหรับบ้านต่อไป ดังนั้น ในเวลาที่เขาจะช่วยเหลือ หรือมาตามงานให้ท่านอาจน้อยลงไปเองโดยปริยายก็ได้ค่ะ

5. เราไม่ควรตรวจตอนกลางคืน ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรตรวจสอบระหว่างวัน เช่น ตอนเช้า หรือตอนบ่าย เพื่อที่ให้เราจะได้มีเวลาดูได้เต็มที่ และในตอนเวลากลางคืน แสงสว่างอาจไม่พอ หรือแสงจากหลอดไฟอาจจะหลอกตา และจะทำให้เราอาจไม่เห็นข้อบกพร่องต่างๆ หรืองานปูน หรืองานกำแพงบางอย่างที่ยังทำไม่ดีได้ นอกจากนี้แล้วการตรวจพื้นที่นอกตัวบ้านในตอนกลางคืน ก็จะทำได้ค่อนข้างยาก และไม่สะดวกเท่าที่ควรด้วยค่ะ

6. ไม่เสร็จจริง ไม่ไปต้องตรวจ โดยหากโครงการโทรมาให้ท่านไปตรวจโดยแล้วบอกว่าบ้านเสร็จแล้ว และ Quality Control QC ทางของโครงการได้ตรวจสอบหมดแล้ว แต่พอเราไปตามนัด ก็พบว่าบ้านไม่อยู่ในสภาพที่สร้างเสร็จจริง หรืออาจตรวจหมดแล้วโดย QC จริง โดยท่านมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ตรวจเลยในวันนั้นได้ และให้ย้ำกับเจ้าหน้าที่ว่า ถ้าบ้านยังไม่เสร็จแบบเรียบร้อยตามมาตรฐาน QC จริงๆ ก็ไม่ต้องนัดหมายมาให้ตรวจเลย เพราะในทางปฏิบัติแล้ว บางโครงการมีการโยนภาระหน้าที่การ QC และมาให้ลูกบ้าน แทนที่ตัวเองจะ QC เองให้เรียบร้อยก่อน

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

10 ต้นไม้ไล่ยุง ปลูกติดบ้านไว้ก่อน ปลอดภัยไร้เงายุง

ต้นไม้ไล่ยุง ปลูกติดบ้านไว้ก่อน ปลอดภัยไร้เงายุงแน่นอน

         ช่วงนี้ไข้เลือดออกกำลังระบาดอย่างแพร่หลาย แต่หากพอจะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยป้องกันยุงได้ก็คงจะดีไม่ใช่น้อย ซึ่งนอกจากการที่กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงตามแอ่งน้ำต่างๆแล้ว ก็สามารถสร้างปราการป้องกันยุงได้อีกหนึ่งวิธีด้วยการใช้ “ต้นไม้ไล่ยุง” ที่จะทำให้เจ้ายุงตัวร้ายถอยห่างออกไปจากบ้านของเรา และจะช่วยให้พวกเรานั้นปลอดภัยจากโรคติดต่อได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังไร้สารเคมีที่คอยจะทำลายสุขภาพอีกด้วย

10 ต้นไม้ที่สามารถไล่ยุงจะมีอะไรบ้าง

ตะไคร้หอม
         พืชชนิดนี้มีกลิ่นของตัวมันเองเป็นอาวุธ เมื่อยุงได้กลิ่นอันซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตะไคร้นั้น มันก็มักจะทนไม่ได้เสมอ ทั้งนี้ก็เพราะยุงไม่ถูกกับน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในตะไคร้นั่นเอง และเพราะตะไคร้เป็นต้นไม้ที่ไม่ค่อยสูงมากนัก ปลูกง่าย ขยายพันธุ์สะดวก การปลูกตะไคร้ใส่กระถางแล้ววางไว้บริเวณริมระเบียงหรือสวนในบ้าน ก็น่าจะช่วยป้องกันเจ้ายุงร้ายให้มันอพยพหนีออกไปได้เป็นอย่างดี

แคทนิป หรือ กัญชาแมว
         ต้นไม้ชนิดนี้เป็นพืชตระกูลเดียวกับต้นสะระแหน่ ต้นกัญชาแมวนี้สามารถขยายพันธุ์ง่าย ๆ ด้วยการเพาะเมล็ดพันธุ์ในดินร่วนปนทรายที่สามารถระบายน้ำได้ดี มีแสงแดดส่องถึง ซึ่งเมื่อต้นไม้ชนิดนี้เติบโต สารเนเปทาแลคโตน (Nepetalactone) ที่อยู่ในต้นกัญชาแมวจะทำให้น้องแมวมีความสุข ซึงคล้ายกับสารเสพติด และยังเป็นสารช่วยป้องกันยุงและแมลงที่ได้ผลดีมากกว่ายาฆ่าแมลงซะอีก ที่สำคัญคือไม่เป็นอันตรายต่อตัวมนุษย์ด้วย

โหระพา
         บ้านไหนชอบทำอาหาร ขอแนะนำให้ปลูกต้นโหระพาเลยค่ะ เพราะนอกจากจะนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับในการประกอบอาหารรสจัดจ้านได้แล้ว ต้นโหระพายังช่วยป้องกันยุงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย กลิ่นหอมเฉพาะตัวของใบโหระพานั้น จะส่งผลเสียต่อยุงและแมลง และเมื่อพวกมันไม่สามารถทนทานต่อกลิ่นที่ฉุนของโหระพาได้ มันก็จะเข้ามาทำร้ายเราได้ยากขึ้นในที่สุด

สะระแหน่
         ต้นสะระแหน่อีกหนึ่งของพืชผักสวนครัวตัวดีที่ยุงเห็นแล้วต้องส่ายหน้าหนีก็คือ “สะระแหน่” เพราะภายในของใบสะระแหน่นั้น จะมีน้ำมันหอมระเหยที่ยุงไม่ชอบเอาซะมาก ๆเลย  หากใครต้องการป้องกันยุงกัดแล้ว ให้นำใบสะระแหน่มาขยี้แล้วทาลงบนผิวโดยตรงได้เลย รับรองว่ายุงขยาดไม่เข้าใกล้แน่นอน

กระเทียม
         กระเทียมมีฤทธิ์ ที่เป็นเบสต่อการทำอาหารแทบทุกชนิด และกลิ่นของกระเทียมนั้น ก็รุนแรงจนช่วยกันยุงไม่ให้บินเข้ามาหาเราได้ง่ายๆ ดังนั้นการปลูกกระเทียมจึงเหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับคนที่อยากมีที่สุขภาพดี เพราะนอกจากจะกันยุงได้แล้ว การรับประทานกระเทียมยังช่วยลด คอเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้อีกด้วยนะ

เจอเรเนียม
         หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อดอกไม้ชนิดนี้ในโฆษณาสินค้าบางประเภท และที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะน้ำมันหอมระเหยภายในดอกเจอเรเนียมจะมีกลิ่นที่คล้ายกับเลมอน ซึ่งเมื่อกลิ่นฟุ้งกระจายออกไปในอากาศแล้ว ก็จะช่วยไล่ยุงในยามค่ำคืนได้เป็นอย่างดี เพราะเช่นนั้นถึงได้มีคนเอากลิ่นของดอกไม้ชนิดนี้ไปเสริมแต่งกลิ่นในผลิตภัณฑ์บางประเภทนั่นเอง

มะกรูด
         ใครๆหลายคนก็เคยเอามะกรูดไปหมักผม แต่นอกจากความสามารถของมันในการบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะแล้ว มะกรูดก็ยังสามารถใช้ไล่ยุงได้เป็นอย่างดีด้วย ทั้งนี้เพราะน้ำมันหอมระเหยในผลของมะกรูดจะช่วยส่งกลิ่นฉุนไปรบกวนและป้องกันยุงไม่ให้บินเข้ามายุ่งภายในบ้านได้นั่นเอง

มอสซี่ บัสเตอร์
         เป็นผลพวงจากการผสมพันธุ์กันระหว่างเจอเรเนียมและตะไคร้หอม ทำให้มีลักษณะของใบนั้นหยักคล้ายต้นเจอเรเนียม และสามารถส่งกลิ่นคล้ายกับกลิ่นตะไคร้หอม ซึ่งมีฤทธิ์ในการไล่ยุงได้ไกลถึง 9 เมตร แนะนำให้ปลูกไว้ที่ริมรั้วที่ห่างจากตัวบ้านสักหน่อย เพราะในขณะที่ต้นกำลังเจริญเติบโตและมีขนาดเล็กมันจะมีสารที่ดึงดูดยุงเข้ามา แต่เมื่อต้นมันโตเต็มที่ สารนั้นก็จะแปรเปลี่ยนเป็นสารไล่ยุงแทน

หม้อข้าวหม้อแกงลิง
         พืชชนิดนี้เป็นไม้เลื้อยชนิดกินเนื้อ แต่ที่จะกินนั้น เฉพาะแมลงเท่านั้น มีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกับรูปร่างลิง ภายในเป็นหม้อที่มีของเหลวใสไว้ล่อแมลง และค่อยกลืนกินแมลงลงไปอย่างช้า ๆ คราวนี้ไม่ว่าจะยุงหรือแมลงไหน ๆ ที่บินมาติดกับดักของต้นชนิดนี้ก็จะโดนงับจนหายหมดสิ้น

จิงจูฉ่าย
         ต้นจิงจูฉ่าย เป็นที่ถูกรู้จักกันดีในนามของสมุนไพรจีนตัวหนึ่งที่ สามารถต้านมะเร็งได้ แต่นอกจากการเป็นต้นไม้รักษาโรคแล้ว ต้นไม้ชนิดนี้ยังเป็นต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม แต่กับยุงแล้ว มันไม่ชอบและไม่กล้าบินเข้ามาใกล้ด้วย เมื่อเรานำมาบดขยี้แล้วทาที่ผิวหนัง ก็จะสามารถกันยุงได้เป็นอย่างดี

ถ้าปลูกต้นไม้เหล่านี้เอาไว้ภายใต้ชายคาบ้านเรา  ยุงร้ายตัวไหนก็คงไม่กล้าบินเข้ามาทำร้ายเราได้ง่ายๆแน่ๆ ขอให้ทุกคนปลอดภัยไม่มีโรคครับ

ขายบ้าน และ โครงการบ้านใหม่  ติดตามได้ทีนีครับ

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เรามาทำความรู้จัก คำว่า ฮวงจุ้ย

ทำความรู้จัก คำว่า ฮวงจุ้ย ภายในบ้าน

       เมื่อได้มีการซื้อขายบ้านใหม่ ไม่ว่าคุณหรืออาจจะเป็นคนอื่น จะนึกถึง “ฮวงจุ้ย” ปัจจุบันได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวางเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนรู้จัก แต่รู้อย่างถูกบ้างผิดบ้าง หลายคนอาจเชื่ออย่างงมงาย โดยไม่รู้เหตุผลและที่มาที่ไปว่าเป็นอย่างไร แม้กระทั่งอาจารย์ดู บางรายก็สอนและให้ข้อแนะนำคนอื่นอย่างผิด ๆ ในหลาย ๆ เรื่อง ที่แท้จริงนั้น คืออะไร
“ฮวงจุ้ย” คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วย การจัดแต่งอาคารบ้านเรือนสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสมกับภูมิประเทศ และภูมิอากาศในระแวกนั้น เพื่อให้คนอยู่ดี มีสุข นั่นเอง คำว่า “ฮวงจุ้ย” แบ่งเป็นคำ 2 คำ ภาษาจีน อ่านเป็นภาษาแต้จิ๋วว่า “ฮวงจุ้ย” หรืออ่านเป็นภาษาจีนกลางว่า “ฟงสุ่ย”

“ฮวง” หรือ “ฟง ” แปลว่า “ลม” หมายถึง “ภูมิอากาศ”

“จุ้ย” หรือ “สุ่ย ” แปลว่า “น้ำ” หมายถึง “ภูมิประเทศ”

“ฮวงจุ้ย” ถือกำเนิดในประเทศจีนมานานนับพันปี โดยได้นำเอาหลักฐานสถิติตัวอย่างของความอยู่ดีมีสุข และ ความอับโชคให้ทุกข์ต่าง ๆ นานา ในอดีตที่ผ่านมาประมวลเป็น ทฤษฎี “ฮวงจุ้ย” แต่ต้องไม่ลืมว่าเป็นภูมิประเทศ ภูมิอากาศในประเทศจีน ซึ่งทั้งเหมือนและแตกต่างจากในประเทศไทย

ในด้านภูมิประเทศ ในประเทศ จีน-ไทย ไม่ได้ต่างกันมาก เพราะภูมิประเทศนั้นมีน้ำ มีดิน มีที่เนิน มีที่ลุ่ม มีต้นไม้คล้ายกัน ส่วนทางด้านภูมิอากาศ ในประเทศจีน-ไทย ถึงแม้จะอยู่ในอีกซีกโลกเหนือเหมือนกันแต่แตกต่างกันมากกว่า เพราะ ภูมิอากาศส่วนใหญ่ของประเทศจีนนั้น อยู่ในเขตอบอุ่น มีฝนตกแต่ไม่มาก หน้าหนาว ลมจากทิศเหนือจะแรงมาก ลมเย็น จากทิศใต้ จะเป็นหน้าร้อน ประเทศไทยนั้นจะอยู่ในเขตของภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อน ฝนตกชุก ลมไม่แรง แต่มีสิ่งคล้ายคลึงกับเมืองจีน คือ ทิศทางของลมหนาวส่วนใหญ่จะพัดมาจาก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นลมมรสุม ตะวันตกเฉียงใต้ในหน้าร้อน

เมื่อเข้าใจถึง “ความเหมือน” และ ”ความแตกต่าง” เราจึงต้องเลือกเอาที่สิ่งที่เหมือน และใช้ได้เหมาะสมกับเมืองไทยมาใช้ และต้องงดเว้นหรือปรับเปลี่ยน สิ่งที่ไม่เหมาะสมกับเมืองไทยให้เหมาะสม

ตัวอย่าง

1. ประตูหน้าบ้าน
อาจารย์ “ฮวงจุ้ย” หลายคนแนะนำให้ประตูหน้าบ้านในเมืองไทยต้องเปิดออก ตามตำราที่จำและลอกมาจากจีน ซึ่งไม่ถูก

ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี อย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง เมื่อผมได้มีโอกาสอยู่และเรียนหนังสือในรัฐ ILLNOIS สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศอบอุ่นคล้ายประเทศจีน หน้าหนาวลมพัดแรงมากจนตัวเราเองนั้นเกือบปลิว มีหิมะตกแต่ฝนไม่มาก ถ้าเปิดประตูหน้าบ้านออกจะเปิดยากมาก ดังนั้น เปิดประตูเข้าไปในบ้านจึงง่ายกว่า โดยเฉพาะเวลาต้องหอบของพะรุงพะรังด้วย แต่เมื่อเข้าบ้านแล้ว สามารถใช้ตัวช่วยดันประตูปิดได้ไม่ยาก อนึ่ง ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำฝนที่เกาะประตูไหลลงพื้นบ้าน แต่ในเมืองไทยซึ่งฝนตกชุก ถ้าเปิดประตูเข้าบ้านในหน้าฝน น้ำฝนที่ค้างอยู่บนบานประตู จะไหลลงพื้นบ้านเปียกเลอะเทอะ

ดังนั้น ที่ถูกต้องและสะดวกต่อการใช้สอย ประตูหน้าบ้านของเมืองไทย จึงควรเปิดออกมากกว่าแทนการเปิดเข้า แบบในเมืองจีน และเปิดประตูออกก็ไม่ยาก เพราะลมไม่ได้แรงมาก ไม่ว่าจะเปิดหน้าร้อนหรือหน้าหนาวก็ตาม

2. ธรณีประตู
สมัยนี้วิธีการก่อสร้างเปลี่ยนไป ประตูบ้านไม่จำเป็นต้องทำธรณี แต่ผมเห็น อาจารย์ “ฮวงจุ้ย” หลายคน แนะนำทางทีวี ให้ทำธรณี เพื่อป้องกันความชั่วร้ายอับโชค ซึ่งยังคงพิสูจน์ไม่ได้ แต่นั่นกำลังทำให้เกิดโอกาสที่จะสะดุดหกล้มได้ง่าย โดยเฉพาะคนสูงอายุ เมื่อมีอุบัติเหตุหกล้มเพียงครั้งเดียว ก็เท่ากับธรณีกลับเป็นตัวนำความโชคร้ายมาสู่บ้านอย่างชัดเจน

3. ที่ดินงอก-ที่น้ำเซาะ
ตัวอย่างของการตั้งเมืองหลวงกรุงธนบุรีบนฝั่งน้ำเซาะ กรุงธนบุรีก็อยู่ได้เพียง 15 ปี ก็สิ้นราชวงศ์ แต่ กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บนฝั่งดินงอก ประเทศก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ อยู่มาได้กว่า 200 ปี แล้วบ้านเรือนคนทั่วไป ที่ตั้งอยู่ในฝั่งน้ำเซาะ ตอ้ งเสียเงินเสียทองทำเขื่อนที่แข็งแรงมากถึงจะไม่เสียที่ดินถูกน้ำเซาะหายไป แต่ฝั่งดินงอกกลับได้ที่ดินเพิ่มพร้อมทั้งกระแสนน้ำจะพัดพาเอาปุ๋ยมาเพิ่มให้กับดินด้วย

4. หลบแดด-รับลม หน้าน้ำ-หลังเขา
ตัวอย่างพื้นฐานการวางอาคารบ้านตามหลัก “ ฮวงจุ้ย” คือ การวางอาคารหลบแดดรับลม โดยเอาด้านยาวของอาคารหันรับลมจากทิศใต้ ด้านแคบของอาคารหันไปทางทิศตะวันออก-ตก (ไม่ขวางตะวัน) โดยเฉพาะถ้ามี บ่อน้ำ,สระน้ำ,แม่น้ำ,ทะเล อยู่ด้านหน้าก็จะยิ่งดีอย่างยิ่ง เพราะน้ำเมื่อระเหยทำอุณหภูมิลดต่ำลง จะเกิดลมเย็นพัดเข้ามายังบ้านในหน้าร้อน และยังทำให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงามอีกด้วย หลังบ้าน ถ้ามีเขาหรืออาคารที่สูงใหญ่กว่า ก็จะบังลมหนาวที่พัดมาจากด้านหลังซึ่งเป็นทิศเหนือได้ดี

5. ทางสามแพร่ง
อาคารสาธารณะจำนวนมากในทั่วโลก เช่น รัฐสภา อาคารที่ว่าการของรัฐฯ หากตั้งตรงทางสามแพร่ง ซึ่งเป็นการวางผังที่งามสง่าเห็นชัดและเน้นความสำคัญของอาคาร แต่ตำแหน่งที่ดีของตัวอาคารนั้น ควรตั้งอยู่บนเนินเขาที่เลยระดับแสงไฟรถส่องเข้ามารบกวนการทำงานของคนที่อยู่ภายใน และเมื่อรถขับเข้ามาใกล้ถนน ควรจะเปลี่ยนแปลงรูปเป็นวงเวียน ให้รถเลี้ยวซ้าย/ขวา แยกย้ายออกไปสำหรับบ้านส่วนตัวที่หลังไม่ใหญ่ และตั้งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับถนนหน้าบ้าน ที่รถวิ่งเข้ามาหาตัวบ้าน แสงไฟรถย่อมส่องเข้ามารบกวนได้ และทำให้เกิดความรู้สึกเสียวไม่ปลอดภัย เหมือนรถจะวิ่งพุ่งเข้ามาชนบ้าน

       แต่กรณีทีความจำเป็นต้องอยู่ในลักษณะดังกล่าว ก็แก้ไขได้โดยย้ายประตูรั้วหรือประตูบ้านไม่ให้ตรงกับถนน และปลูกต้นไม้หนาทึบบัง เป็นต้น
       จากตัวอย่างต่าง ๆ ข้างต้นจะเห็นได้ว่าทฤษฎี  “ฮวงจุ้ย” ส่วนใหญ่ยังใช้ได้กับเมืองไทยและถูกต้องตรง กับหลักวิชาการวางผัง และออกแบบสถาปัตยกรรม เพียงแต่ต้องเลือกเชื่อเลือกใช้ให้เหมาะสม ให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้องเท่านั้น ก็จะทำให้คน “อยู่ดีมีสุข” อย่างแท้จริง

ประทีป ตั้งมติธรรม
ที่มา:supalai

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ฮวงจุ้ยห้องทานอาหาร เสริมโชคลาภและสุขภาพ

ฮวงจุ้ยห้องทานอาหาร เสริมโชคลาภและสุขภาพ


      เมื่อเราได้มีการซื้อขายบ้านมาใหม่ๆ สิ่งแรกที่ควรจะนึกถึงมากที่สุด คือ ห้องรับประทานอาหาร ดังนั้นการจัดห้องรับประทานอาหารให้สวยงามเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหาร และทำให้เรานั้น สามารถทานอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อยมากขึ้น แต่การจัดห้องทานอาหารตามความสวยงามเท่านั้นก็อาจจะไม่พอ เพราะถ้าหากเราจัดฮวงจุ้ยห้องทานอาหารด้วย ก็จะสามารถส่งเสริมให้เรามีความสุข มีสุภาพที่แข็งแรง และร่ำรวยได้ แต่หากใครยังไม่รู้ว่าจะจัดฮวงจุ้ยห้องรับประทานอาหารอย่างไร ก็ลองทำตามวิธีต่อไปนี้ได้เลยจ้า

 1. ตำแหน่งห้องทานอาหาร

         โดยตามหลักฮวงจุ้ยที่ถูกต้อง ห้องทานอาหารควรอยู่ในทิศตะวันออก, ทิศตะวันออกเฉียงใต้, ทิศตะวันตก หรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แต่ไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และจะดีที่สุดหากจะมีประตูเข้า-ออก 2 ประตู เพื่อให้พลังงานชี่ หรือพลังงานชีวิตในตัวเราไหลเวียนได้อย่างสะดวก แต่ก็มีข้อจำกัดคือ ประตูทั้ง 2 ต้องไม่อยู่ตรงข้ามกันโดยตรง แต่ควรจะอยู่ในระนาบผนังเดียวกัน และห้องทานอาหารควรจะมีบรรยากาศที่สงบเงียบ ไม่วอแววุ่นวายด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรที่มีห้องทานอาหารอยู่ใกล้กับบริเวณประตูหน้าบ้าน เพื่อเลี่ยงเสียงดังรบกวน แต่ถ้าหากว่าเลี่ยงไม่ได้ ก็ใช้วิธีติดม่านบังตาแทนก็ได้ค่ะ

 2. สีห้องทานอาหาร

          เพื่อส่งเสริมพลังชี่และเรื่องโชคลาภ การตกแต่งห้องอาหารควรจะเน้นสีธรรมชาติ เช่น สีเอิร์ธโทน สีชมพู สีเหลือง สีพีช สีท้องฟ้า สีเขียว และสีออฟไวท์เป็นหลัก โดยทั้งสีของผนัง วอลเปเปอร์ กระเบื้อง รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ แม้ว่าจะเป็นสีโทนอ่อน ๆ แต่ก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าห้องอาหารจะดูจืดชืด ซีดเซียวจนเกินไป  เพราะเรายังสามารถตกแต่งโดยใช้สีมิกซ์ แอนด์ แมทช์ กันได้ตามใจชอบเลยค่ะ

 3. การจัดวางโต๊ะและจาน

          ในห้องอาหารควรจะมีการตกแต่งด้วยการติดม่านหรือปูพรมด้วย เพื่อช่วยลดให้พลังงานไม่ดี เสียงรบกวนจากภายนอก ให้ห้องอาหารมีบรรยากาศที่สงบ เหมาะแก่การนั่งรับประทานอาหาร  ส่วนเรื่องการจัดโต๊ะอาหารตามหลักฮวงจุ้ยนั้น ควรเลือกผ้าปูโต๊ะผืนสวย ๆ มาประดับไว้ เน้นผืนที่มีสีฟ้าและสีเขียวเป็นหลัก เวลาปูโต๊ะก็ควรให้ด้านที่มีสีเขียวอยู่ทางทิศตะวันออก ด้านสีฟ้านั้นอยู่ทางทิศเหนือเพื่อช่วยเสริมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวขอคุณให้สนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น และอย่าตกแต่งห้องอาหารด้วยจานชามที่ไม่ค่อยได้ใช้ หรือถ้วยโถที่มีสำรองไว้ก็อย่าเก็บไว้ในห้องนี้ด้วย เพราะสิ่งของเหล่านี้ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วถือว่าเป็นสิ่งของที่ไม่ได้ส่งเสริมโชคลาภความร่ำรวย แล้วสำหรับคนที่กำลังอยู่ในช่วงไดเอต จะเลือกการตกแต่งห้องอาหารด้วยสีน้ำเงินก็ได้ อย่างการปูพรมสีน้ำเงิน ใช้ผ้าปูโต๊ะและผ้าเช็ดปากสีน้ำเงิน หรือใช้จานชามสีน้ำเงิน เพราะสีน้ำเงินเป็นสีเข้ม ที่สามารถลดการเจริญอาหารและลดความดันโลหิตเราได้นั่นเอง

 4. ตกแต่งด้วยกรอบรูป

          กรอบรูปต่างๆและการเพ้นท์ลวดลายบนฝาผนังนั้น ก็เหมาะจะใช้ตกแต่งห้องอาหารได้ด้วยเช่นกัน แต่เพื่อความเฮง และโชคลาภ ไม่ควรจะตกแต่งด้วยรูปภาพโบราณ หรือของเก่าแก่ที่เป็นมรดกตกทอด เนื่องจากตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ถือว่าไม่เป็นมงคลเท่าที่ควร ดังนั้นควรจะเน้นตกแต่งด้วยรูปสีสันสดใส สวยงาม ที่เห็นแล้วจะเจริญตาให้ความรู้สึกสดชื่น และเจริญอาหารนะคะ

 5. จัดพื้นที่เพิ่มความสมดุล

          โต๊ะอาหารควรตั้งอยู่กึ่งกลางห้อง และควรจะมีระยะห่างระหว่างกำแพงทั้งสี่ด้านอย่างสมดุล เพื่อช่วยเสริมในเรื่องสุขภาพ และเพื่อไม่ให้ห้องรับประทานอาหารมีบรรยากาศว้าวุ่นไม่สงบ อีกทั้งการจัดห้องทานอาหารเช่นนี้ยังช่วยให้เรากินอาหารช้าลง ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหารอีกด้วย แต่ถ้าห้องทานอาหารมีความคับแคบภายในห้อง ก็จะสร้างความอึดอัดขัดแย้งภายในบ้าน อาจทำให้ระบบการย่อยอาหารของคุณนั้นทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร จนส่งผลระทบกับสุขภาพร่างกายในที่สุด

 6. แสงสว่างเพิ่มพลัง

          แสงภายในห้องอาหารควรจะมีความสว่างในระดับที่พอดี คือ ไม่จ้าหรือสลัวจนเกินไป และภายในโต๊ะอาหารก็ควรจะสว่างไสวเพื่อให้มองเห็นอาหารที่กินได้อย่างชัดเจน อาจจะเป็นโคมไฟกลางโต๊ะอาหาร หรือแสงแดดธรรมชาติที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างก็ได้หมด แต่แนะนำให้เลือกติดหลอดไฟที่สามารถปรับระดับความสว่างได้ด้วยก็จะดี เพราะหากอยากได้บรรยากาศโรแมนติกในมื้อค่ำขึ้นมา จะได้ปรับไฟให้สลัว ๆ หน่อย ส่วนแชนเดอเลียร์หรือโคมไฟระย้าสามารถรักษาระดับสมดุลพลังชี่ได้ แต่ต้องติดอยู่กึ่งกลางโต๊ะอาหารพอดีเป๊ะ ๆ ชนิดที่เหลื่อมไปทางเก้าอี้สักนิดก็ไม่ได้เลยนะคะ

 7. ลักษณะโต๊ะอาหาร

          เนื่องจากห้องทานอาหารควรมีพื้นที่กว้างพอดี ไม่คับแคบ ลักษณะโต๊ะอาหารที่ถูกหลักฮวงจุ้ยจึงควรเป็นโต๊ะที่มีความกลมมน เช่น โต๊ะทรงกลม โต๊ะรูปทรงไข่ หรือโต๊ะรูปแปดเหลี่ยม และควรจะมีลักษณะโปร่งบาง ไม่หนาทึบ ไม่เก่า ไม่แตกหัก หรือสีเข้มจนเกินไป อีกทั้งควรจะมีลักษณะพื้นผิวที่ทำความสะอาดง่าย เน้นเป็นโต๊ะไม้จะดีที่สุด แต่ไม้แต่ละชนิดก็จะให้พลังต่างกัน โดยโต๊ะไม้สนเหมาะที่สุดที่จะใช้เป็นโต๊ะอาหาร ส่วนเก้าอี้ก็ควรจะมีลักษณะกลมมน มีพนักพิง อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่แตกหักหรือบิ่น นอกจากนี้ก็ควรตกแต่งโต๊ะอาหารด้วยการวางต้นไม้ หรือบรรดาเครื่องปรุงรสไว้ที่กึ่งกลางโต๊ะ โดยไม่เกะกะพื้นที่โต๊ะอาหารจนเกินไปด้วย

 8. อาหารบนโต๊ะ

          สำหรับบ้านที่มีปัญหาเรื่องการรับประทานอาหาร เช่น กินอาหารไม่ตรงเวลา หรือต่างคนต่างกิน ก็สามารถใช้หลักฮวงจุ้ยช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ ด้วยการติดแชนเดอเลียร์บนเพดาน จัดมุมให้ตรงกับตำแหน่งกึ่งกลางโต๊ะอาหารให้มากที่สุด และจัดวางตะกร้าที่บรรจุผลส้มไว้ที่กลางโต๊ะอาหารด้วย ส้มนี้สามารถทานได้ตามปกตินะคะ หมดเมื่อไรก็ซื้อมาเติมได้ จะช่วยเรื่องฮวงจุ้ยให้การรับประทานอาหารได้เป็นปกติขึ้น และยังช่วยให้ได้กินผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย

 9. ติดกระจกสะท้อนพลัง

          เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าการติดกระจกนั้นจะช่วยสะท้อนพลังทั้งดีและไม่ดีกับชีวิต แต่ในกรณีห้องรับประทานอาหาร การติดกระจกหรือการใช้ประตูเลื่อนที่เป็นกระจก จะใช้เพื่อสะท้อนพลังด้านสุขภาพ และความร่ำรวย จึงควรจะติดกระจกในตำแหน่งที่จะแน่ใจได้ว่า กระจกนั้นจะสะท้อนแต่สิ่งสวยงามน่ามองอยู่เสมอ หรือทางที่ดีก็ควรจัดระเบียบห้องอาหารให้สวยงามน่าดูอยู่ตลอด เพื่อให้กระจกสะท้อนพลังงานที่ดีให้ชีวิตด้วย

 10. รักษาความสะอาดอยู่ตลอด

          ความสกปรกนั้นเป็นอัปมงคล ดังนั้นไม่ว่าจะห้องทานอาหารหรือห้องอื่น ๆ ภายในบ้าน ก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้รกสกปรกไม่น่าอยู่ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งในห้องทานอาหารก็ไม่ควรจะมีมากชิ้นจนเกินไป ทำให้ห้องอาหารนั้นดูคับแคบอึดอัด โดยเฉพาะโต๊ะอาหาร ควรจะต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย และสะอาด พร้อมใช้รับประทานอาหารอยู่ตลอด นอกจากนี้ยังไม่ควรมีนาฬิกาหรือปฏิทินในห้องทานอาหารด้วย เพื่อให้การรับประทานอาหารของคนในบ้านเป็นไปอย่างไม่รีบร้อน และไร้ความกดดัน

 11. ไม่ควรเล่นโทรศัพท์หรือดูทีวี

          ในขณะรับประทานอาหาร ไม่ควรดูทีวี เล่นโทรศัพท์ หรือคุยโทรศัพท์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะรบกวนการรับประทานอาหาร และทำให้พลังที่ดี ๆ ในห้องทานอาหารที่หมุนเวียนอยู่แปรปรวนได้ จนอาจทำให้ระบบย่อยอาหารมีปัญหา ดังนั้นคงดีกว่าถ้าในห้องอาหารจะไม่มีทีวี โทรศัพท์ หรือปิดเสียงโทรศัพท์มือถือในขณะรับประทานอาหารไว้ก็ได้ แล้วพูดคุยกับครอบครัวในระหว่างรับประทานอาหาร เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และทำให้กินอาหารอร่อยขึ้นด้วย

 12. ตำแหน่งที่นั่ง

          หัวหน้าครอบครัวควรจะนั่งหัวโต๊ะ แต่ไม่ควรนั่งหันหลังให้ประตู แม่ควรหันหน้าไปยังนั่งทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลูกชายควรนั่งหันหน้าให้ทิศตะวันออก ทิศเหนือ หรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลูกสาวควรนั่งหันหน้าไปทางทิศใต้ หรือทิศตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับแขกของบ้านควรนั่งหันหน้าไปทางประตูเช่นกัน และควรเปิดไฟให้สว่างไสว เพื่อให้พลังชี่ไหลเวียนได้สะดวก

 13. ตกแต่งด้วยต้นไม้

          ห้องรับประทานอาหาร ควรจะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่จะสามารถหันหน้าออกไปแล้วเห็นสวนสวย ๆ หรือวิวต้นไม้ที่ร่มรื่น เพื่อให้ช่วยเสริมพลังชี่ให้ไหลเวียนได้อย่างสะดวก แต่หากว่าทัศนียภาพภายนอกนั้นไม่เอื้ออำนวย ก็ติดม่านบังตาสีเรียบ ๆ ไว้ที่หน้าต่าง หรือจะตกแต่งห้องอาหารด้วยดอกไม้ที่มีสีสันสดใสก็ได้ เพื่อช่วยให้กระตุ้นให้เจริญอาหารและเพิ่มพลังชี่ให้มากขึ้น

 14. ตู้ปลาและเสียงเพลง

          ตู้ปลาสวยงาม ที่มีปลาแวกว่ายวนอยู่ตลอด จะช่วยเพิ่มให้ความมีชีวิตชีวาให้กับคนในบ้านได้ไม่น้อย แต่หากจะวางให้ถูกหลักของฮวงจุ้ย เพื่อให้ช่วยส่งเสริมพลังชี่ ไม่ควรจะวางหันหน้าตู้ปลาไปทางทิศใต้ นอกจากนี้หากคุณอยากเพิ่มบรรยากาศในการรับประทานอาหารให้มีอรรถรสมากขึ้น ก็สามารถเปิดเพลงจังหวะสบาย ๆ คลอไปตลอดการรับประทานอาหารได้


          นอกจากการจัดห้องอาหารตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อให้ช่วยส่งเสริมพลังชี่และโชคลาภความร่ำรวยแล้ว เราก็ควรรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบให้ห้องอาหาร รวมไปถึงห้องต่าง ๆ ภายในบ้านด้วย เพราะความสะอาดก็เป็นสิริมงคลอย่างหนึ่งในบ้านเช่นกันนะคะ

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แม่ไม้สำคัญ ในการสร้างบ้าน แบบประหยัดทั้งเงินและพลังงาน

แม่ไม้สำคัญ ในการสร้างบ้านประหยัดเงินและประหยัดพลังงาน


1. อย่าใส่แหล่งความร้อน (ลานคอนกรีต) ในบ้าน
ภาย ในบริเวณบ้านไม่ควรมี ลานคอนกรีตในทิศทางรับแสงแดดจัด เช่น ทิศใต้และทิศตะวันตก เนื่องจากในเวลากลางวันคอนกรีตจะกลายเป็นมวลสารสะสมความร้อน (Thermal mass) มีการสะสมความร้อนไว้ในเวลากลางวันในปริมาณมาก ด้วยคุณสมบัติการนำความร้อนของวัสดุและจะถ่ายเทความร้อนกลับสู่บ้านของท่าน ในเวลากลางคืน จึงทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านและตัวบ้านมีอุณหภูมิสูงตามไปด้วย การจัดวางตำแหน่งพื้นคอนกรีตเพื่อเป็นที่จอดรถยนต์หรือชานหรือระเบียงที่ดี ควรเลือกวางในทิศที่ไม่ถูกแสงแดดมาก เช่น ทิศเหนือ ทิศตะวันออกและควรมีร่มเงาจากต้นไม้ช่วยลดปริมาณแสงแดด

2. รั้วบ้าน...ต้องโล่ง...โปร่ง...สบาย
รั้ว บ้านไม่ควรออกแบบให้ มีลักษณะทึบตันเนื่องจากรั้วทึบจะกีดขวางการเคลื่อนที่ของลมเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้ภายในตัวบ้านอับลมนอกจากนี้วัสดุที่ใช้ทำรั้วบางชนิด เช่น อิฐมอญ คอนกรีต เสริมเหล็ก คอนกรีตบล็อก ยังมีคุณสมบัติสะสม

3. อย่าลืม!!ต้นไม้ให้ร่มเงา
การ ปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้านหรือคอนโดนอกจากจะสร้างความร่มรื่นและความสดชื่นสบายตาสบายใจ แก่ผู้อาศัยในบ้านแล้วใบไม้หลากรูปทรงและสีสันที่แผ่กิ่งก้านสาขายังสามารถ ลดแสงแดดที่ตกกระทบตัวบ้านและให้ร่มเงาที่ร่มเย็นแก่ผู้อยู่อาศัยได้เป็น อย่างดีนอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้นไม้ใบหญ้าทั้งหลายยังช่วยลดความร้อนจากสภาพแวดล้อม ด้วยการคายไอน้ำผ่านทางปากใบได้อีกด้วยซึ่งควรพิจารณาตำแหน่งการปลูกต้นไม้ ใหญ่น้อยในบริเวณบ้านให้สัมพันธ์กับร่มเงาที่เกิดขึ้นกับตัวบ้านไว้ล่วงหน้า

ข้อควรระวัง! การปลูกไม้ใหญ่ใกล้บ้านหรือคอนโดเกินไป ต้องระวังรากของต้นไม้ใหญ่จะสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างของบ้านจึงควร ดูความเหมาะสมของชนิดต้นไม้

4. ก่อนสร้าง อย่าลืม!!! พื้นชั้นล่างปูแผ่นพลาสติก
บ้าน พักอาศัยทั่วไปในปัจจุบันทั้งชั้นล่างและชั้นบนมักติดตั้ง เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นและลดความชื้นภายในพื้นที่ กันเป็นจำนวนมาก การเตรียมการก่อสร้างบ้านในส่วนโครงสร้างพื้นชั้นล่างควรปูแผ่นพลาสติก เพื่อป้องกัน ความชื้นที่ระเหยขึ้นจากผิวดิน ซึ่งเป็นผลให้มีความเสียหายที่วัสดุปูพื้นชั้นล่าง และประเด็นที่สำคัญด้านพลังงานคือเกิดการสะสมความชื้นภายในพื้นที่ชั้นล่าง ของตัวบ้านเป็นที่มาของภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นใน ที่สุด สิ่งที่ควรระวังระหว่างการก่อสร้างส่วนดังกล่าว คือ การฉีกขาดเสียหาย ของพลาสติกเนื่องจากเหล็กที่ใช้ในระหว่างการก่อสร้าง จึงต้องมีการเตรียมก่อสร้างไว้ล่วงหน้าเช่นกัน

5. หันบ้านให้ถูกทิศ (ลม-แดด-ฝน) จิตแจ่มใส
การ ออกแบบบ้านเรือนในประเทศไทยไม่ควรหลงลืมปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อการถ่ายเท ความร้อนสู่ตัวบ้าน นั่นคือส่วนใหญ่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทางทิศใต้ (แดดอ้อมใต้) เป็นเวลา 8-9 เดือนและด้วยมุมกระทำของดวงอาทิตย์ต่อพื้นโลกมีค่าน้อย (มุมต่ำ) จึงทำให้การป้องกันแสงแดดทำได้ยากเป็นผลให้ทิศทางดังกล่าวได้รับอิทธิพลจาก แสงแดดรุนแรงเกือบตลอดปี การวางตำแหน่งบ้านและการออกแบบ รูปทรงบ้านที่ดีต้องหลีกเลี่ยงการรับแสงแดดในทิศดังกล่าวนอกจากนี้ลมประจำ (ลมมรสุม) ที่พัดผ่านประเทศไทยมีทิศทางชัดเจนจากทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงฤดูร้อน และฤดูฝน และพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือในฤดูหนาวการวางผังบ้านและทิศทางตำแหน่งช่อง หน้าต่างเพื่อระบายความร้อนในบ้าน จึงต้องคำนึงถึงทิศทางกระแสลมเหล่านี้เป็นสำคัญอีกด้วย

6. มีครัวไทยต้องไม่เชื่อมติดตัวบ้าน
การ ทำครัวแบบไทย นอกจากจะได้อาหารที่มีรสเผ็ดร้อนถูกปากคนไทยแล้วยังก่อให้เกิดความร้อนสะสม ขึ้นในพื้นที่ดังกล่าวในปริมาณมากอีกด้วย อันเนื่องมาจากอุปกรณ์และกิจกรรมการทำครัวต่างๆซึ่งแตกต่างจากครัวฝรั่งโดย สิ้นเชิงความร้อนที่เกิดขึ้นในห้องครัวที่ติดกับตัวบ้านจะสามารถถ่ายเทเข้า สู่พื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็วในลักษณะสะพานความร้อน (Thermal Bridge) และหากห้องติดกันเป็นพื้นที่ปรับ อากาศจะยิ่งสิ้นเปลืองพลังงานในการทำความเย็นของห้องดังกล่าวมากขึ้นโดยใช่ เหตุ แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติมระหว่างห้องครัวกับตัวบ้าน เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

7. ประตูหน้าต่างต้องมีทางลมเข้าออก
การ ระบายความร้อนภายในบ้านโดยใช้ลมธรรมชาติพัดผ่านหน้าต่าง ภายในห้องต้องมีช่องทางให้ลมเข้าและลมออกได้อย่างน้อย 2 ด้านมิฉะนั้นลมจะไม่สามารถไหลผ่านได้และสิ่งที่ดีที่สุดคือการออกแบบให้ช่อง หน้าต่างอยู่ตรงข้ามกันและมีขนาดใหญ่เท่าเทียมกันจะทำให้การระบายความร้อน เกิดขึ้นมากที่สุด นอกจากนี้การวางตำแหน่งช่องหน้าต่างต้องตอบรับทิศทางการเคลื่อนที่ของลม ประจำด้วยแต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าลมที่นำเข้าสู่อาคารต้องทำให้เป็นลมเย็น เสียก่อนจึงจะทำให้การลดความร้อนมีประสิทธิผล

การออกแบบให้ลมไหลผ่านตัวบ้านได้ดีมีข้อควรระวังได้แก่
1. ต้องติดตั้งมุ้งลวดเพื่อกรองฝุ่นละอองเกสรที่จะเข้าบ้าน
2. การติดช่องหน้าต่างในตำแหน่งเยื้องกันจะช่วยบังคับให้ลมไหลผ่านห้องต่าง ๆ ตามตำแหน่งที่ต้องการได้

8. ผังเฟอร์นิเจอร์ต้องเตรียมไว้ก่อน ไม่ร้อนและประหยัดพลังงาน
บ้าน ที่ดีควรมีการจัดวางผังเฟอร์นิเจอร์ในแต่ละห้องไว้ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกในการจัดเตรียมตำแหน่งติดตั้ง ปลั๊ก สวิทช์ ไว้ให้ เพียงพอสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆในบ้าน นอกจากนี้การเตรียมการดังกล่าวไว้ล่วงหน้าจะตรวจสอบได้ว่าตำแหน่งใดในบ้านมี เฟอร์นิเจอร์วางกีดขวางการเคลื่อนที่ของกระแสลมหรือไม่หรือตอบรับแสงสว่าง ธรรมชาติและกระแสลมธรรมชาติมากน้อยเพียงใดและควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไรให้ดี ขึ้น ควรแยกอุปกรณ์ที่จะสร้างความร้อนออกนอกห้องปรับอากาศ เช่น ตู้เย็น เครื่องต้มน้ำ

9. อย่า!!! มีบ่อน้ำหรือนำพุในห้องปรับอากาศ
คุณสมบัติ ทางอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ คือ การลดอุณหภูมิและความชื้น ทำให้พื้นที่ห้องต่าง ๆ อยู่ในสภาวะสบาย ซึ่งการตกแต่งประดับพื้นที่ภายในห้องด้วยน้ำพุ น้ำตก อ่างเลี้ยงปลา หรือแจกันดอกไม้ ย่อมทำให้ภายในห้องมีแหล่งความชื้นเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นและทำให้เครื่อง ปรับอากาศต้องใช้พลังงานในการลดความชื้นมากกว่าปกติ

10. ช่องอากาศที่หลังคาพาคลายร้อน
หลังคา ที่ดีนอกจากจะสามารถคุ้มแดดคุ้มฝนได้ ยังต้องมีคุณสมบัติ ในการป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้อีกด้วย ภายในช่องว่างใต้หลังคา เป็นพื้นที่เก็บกักความร้อนที่แผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ก่อนถ่ายเทเข้าสู่ พื้นที่ส่วนต่างๆภายในบ้านดังนั้นการออกแบบให้มีการระบายอากาศ (ร้อน) ภายในหลังคาออกไปสู่ภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องลมบริเวณจั่วหลังคาหรือระแนงชายคาจึงเป็นเรื่องที่ดีต่อการ ลดความร้อนในบ้าน แต่พึงระวังให้การระบายอากาศร้อนดังกล่าวอยู่เหนือฉนวนภายในฝ้าเพดาน มิฉะนั้นความร้อน จะสามารถถ่ายเทลงสู่ตัวบ้านได้อยู่ดี

ข้อควรระวัง คือ
1. ต้องมีการติดตั้งตาข่ายป้องกันนก แมลง เข้าไปทำรังใต้หลังคาด้วย
2. ต้องมีการป้องกันฝนเข้าช่องเปิดระบายอากาศด้วย

11. ต้องใส่"ฉนวน"ที่หลังคาเสมอ
ฉนวน กันความร้อนเป็นอุปกรณ์ที่สามารถกั้นหรือป้องกัน ความร้อนที่เกิดขึ้นจากแสงแดดไม่ให้เข้าสู่บ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นจากส่วนผนังหรือหลังคาบ้าน แต่ช่องทางที่ความร้อนจากแสงแดดถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้านได้มากที่สุดในเวลากลาง วันคือพื้นที่หลังคา ดังนั้นการลดความร้อนจาก จากพื้นที่ดังกล่าว ด้วยการใช้ฉนวนซึ่งมีรูปแบบและการติดตั้งที่เหมาะสมกับพื้นที่ สอดคล้องกับการใช้งานจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการลดการใช้พลังงานภายใน บ้าน

12. กันแสงแดดดีต้องมีชายคา
กันสาด หรือชายคาบ้านเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญกับอาคาร บ้านเรือนในเขตร้อนเช่นประเทศไทย เนื่องจากมีคุณสมบัติการ ป้องกันแสงแดด(ความร้อน)ไม่ให้ตกกระทบผนังและส่องผ่านเข้าสู่ช่องแสงและ หน้าต่างได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ตำแหน่ง และทิศทางการติดตั้งกันสาดที่มีความจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านที่มีแสงแดดรุนแรง ได้แก่ ทิศใต้และทิศตะวันตก นอกจากนี้ ข้อดีอีกประการของการติดตั้งชายคาและกันสาด คือ เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการป้องกันฝนเข้าสู่ ตัวบ้านอีกด้วย

13. ห้องไหนๆติดเครื่องปรับอากาศ อย่าลืมติดฉนวน
การ ลดภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่สำคัญ คือ ลดความร้อนที่ถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้านและพื้นที่ใช้สอย ดังนั้น การติดตั้งฉนวนกันความร้อนในพื้นที่ห้องที่ปรับอากาศเพื่อลดความร้อนนอกจาก จะทำให้ห้องเย็นสบายจากแสงแดดและ ป้องกันความร้อนเข้าตัวบ้านแล้วยังทำให้สภาพภายในห้องปรับลดอุณหภูมิลงอย่าง รวดเร็วเนื่องจากมีความร้อนสะสมอยู่ภายในห้องน้อยจึงช่วยลดค่าไฟฟ้าของ เครื่องปรับอากาศได้

14. บานเกล็ด บานเปิด บานเลื่อน ต้องใช้ให้เหมาะสม
หน้าต่าง แต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการใช้สอยที่แตกต่างกันตามความต้องการ จึงควรเลือกชนิดของหน้าต่างให้ เหมาะสมกับพื้นที่ภายในห้อง...หน้าต่างบานเปิดมีประสิทธิภาพในการรับกระแสลม สูงที่สุด...แต่อย่างไรก็ตาม ต้องจัดวางให้สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของกระแสลมด้วย นอกจากนี้พึงระวังการใช้หน้าต่างบานเกล็ดในห้อง ปรับอากาศ เพราะหน้าต่างชนิดนี้มีรอยต่อมาก ทำให้อากาศภายนอกรั่วซึมเข้ามาได้ง่าย จึงส่งผลให้ความร้อนและ ความชื้นถ่ายเทสู่ภายในห้องได้สะดวกเช่นกัน ซึ่งเป็นผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น

15. ทาสีผนังให้ใช้สีอ่อน ไม่ร้อนดี แต่ถ้าเปลี่ยนสี (เข้ม) ต้องมีฉนวน
สี ผนังมีผลต่อการสะท้อนแสงแดดและความร้อนเข้าสู่อาคารมากน้อยต่างกัน สีอ่อนจะมีคุณสมบัติสะท้อนแสงแดด และการถ่ายเทความร้อนเข้าภายในบ้านดีกว่า สีเข้มตามลำดับความเข้มของสี ผนังภายนอกที่สัมผัสแสงแดดจึงควรเลือกใช้สีโทนอ่อน เช่น ขาว ครีม เป็นต้น เพื่อช่วยสะท้อนความร้อน ในทางกลับกันหากต้องการทาสีผนังภายนอกบ้านเป็นสีเข้มก็สามารถ กระทำได้ แต่ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งที่โดนแสงแดดหรือต้องมีการติดตั้งฉนวนกันความร้อนใน บริเวณนั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันความร้อนเป็นการชดเชย นอกจากสีภายนอกอาคารแล้ว การทาสีภายในอาคารด้วยสีอ่อน จะช่วยสะท้อนแสงภายในห้อง เพิ่มความสว่างภายในบ้าน ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดใช้โคมไฟมากเกินไป

16. ห้องติดเครื่องปรับอากาศต้องไม่ไร้บังใบประตูหน้าต่าง
ความ ชื้นในอากาศที่รั่วซึมเข้าภายในอาคารบ้านเรือน (Air Infiltration) เป็นสาเหตุของภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ และ ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการป้องกันปัญหาด้วยการออกแบบที่กระทำได้ไม่ลำบากคือ การเลือกใช้ประตูและหน้าต่างห้องในบ้านที่มีการบังใบวงกบ เพื่อลดการรั่วซึมของ อากาศร้อนและความชื้นจากภายนอกที่ไหลผ่านรอยต่อวงกบ ประตู หน้าต่าง เข้าสู่ภายใน

กรณี บานหน้าต่างสามารถใช้ซิลิโคนสีใสช่วยปิดช่องอากาศรั่วได้ ส่วนกรณีบานประตูก็สามารถซื้อแผ่นพลาสติกปิดช่องอากาศรั่วมาติดเพิ่มเติม ได้ในภายหลัง โดยควรเลือกชนิดพลาสติกจะทำความสะอาดและกันลมรั่วได้ดีกว่าแบบผ้า

17. ห้องน้ำดีต้องมีแสงแดด
ผนัง ห้องน้ำ เป็นพื้นที่ ไม่กี่จุดในบ้านที่ควรจัดวางให้สัมผัสแสงแดดมากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัยและเพื่อลดความชื้นสะสมภายในตัวบ้าน นอกจากนี้การเลือกวางตำแหน่งห้องน้ำทางด้าน ทิศตะวันตกหรือทิศใต้ ยังมีข้อดีในการเป็นพื้นที่กันชน (Buffer Zone) ระหว่างแสงแดดกับพื้นที่ในบ้านได้อีกด้วย

นอกจากจะต้องมีช่องแสงแดด ที่มากแล้ว ควรมีช่องลมในปริมาณที่มากพอ เพื่อระบายความชื้นภายในห้องน้ำด้วยซึ่งมีข้อควรระวัง คือ ติดตาข่ายป้องกันแมลงที่ช่องลมด้วย

18. รับแสงเหนือเพื่อประหยัดแสงไฟ
ช่อง แสงหรือหน้าต่างภายในบ้านควรออกแบบจัดวางให้เอื้อต่อการนำแสงธรรมชาติส่อง เข้ามาภายในห้องได้ ทุกๆห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องอาหาร หรือแม้แต่ห้องน้ำ ห้องเก็บของและบันได เพื่อลด การใช้พลังงานไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าในบ้าน เนื่องจากแสงธรรมชาติเป็นแสงที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดและไม่เสีย ค่าใช้จ่าย แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่มากับแสงธรรมชาติ คือความร้อน ดังนั้นทิศทางช่องแสงหรือหน้าต่างในบ้าน ที่ดีที่สุด คือทิศเหนือ เนื่องจากได้รับอิทธิพลความร้อนของแสงแดดน้อยที่สุดในรอบปี (ดวงอาทิตย์อ้อมเหนือเพียง 3 เดือน) และมีลักษณะความสว่างคงที่ (Uniform) ในแต่ละวัน

19. คอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ...ต้องวางให้ถูกที่
การ วางตำแหน่งคอมเพรสเซอร์ นอกจากจะพิจารณาเรื่องความ สวยงามแล้วยังมีผลอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง ปรับอากาศและการทำความเย็นภายในห้อง จึงควรเลือกวางตำแหน่ง เครื่องให้อยู่ในจุดที่พัดลมของเครื่องสามารถระบายความร้อน ได้สะดวก ไม่มีสิ่งกีดขวางทิศทางลม และนอกจากนี้ตัวเครื่องต้อง ไม่ได้รับความร้อนจากแสงแดดมากนักในช่วงเวลากลางวัน เช่น ทิศเหนือหรือตะวันออก เพราะการสะสมความร้อนที่ตัวเครื่องใน ปริมาณมาก จะทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟมากขึ้น

20. ไม่ใช้หลอดไส้..หลอดร้อนหลากสี.. ชีวีเป็นสุข
หลอด ไฟฟ้าชนิดหลอดไส้ (Incandescent Lamp) หลอด ฮาโลเจน (Halogen Lamp) ที่มีสีสันสวยงามเหล่านี้เป็นดวงโคม ที่นอกจากจะให้ความสว่างแล้วยังปล่อยความร้อนสู่พื้นที่ภายในห้องใน ปริมาณมาก เมื่อเทียบกับหลอดผอมหรือหลอดฟลูออเรสเซนท์ และหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนท์หรือหลอดตะเกียบ ซึ่งมี ประสิทธิภาพทางพลังงาน (Efficacy) สูงกว่า คือให้ความสว่างมาก แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่า ในห้องที่มีการปรับอากาศ การใช้งาน หลอดตระกูลหลอดไส้เหล่านี้ ทำให้ห้องมีความร้อนเพิ่มมากขึ้น และเครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น

ที่มา: จากกระทรวงพลังงานและทรัพยากรณ์
ซื้อขายบ้าน โครงการบ้านใหม่ ติดตามได้ที่นี่